การลงทุน การค้า

เปิดใจอดีตปลัด"ปีติพงศ์"แก้3ปมกู้วิกฤติน้ำ

กรุงเทพธุรกิจสัมภาษณ์ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ หนึ่งในกรรมการกยน.ถึงแนวคิดการบริหารจัดการน้ำหลังเข้าเป็นกรรมการ

"ผมไม่เคยรู้ตัวมาก่อน มารู้อีกทีตอนที่รัฐบาลประกาศรายชื่อ เข้าใจว่าคงมีคนที่รู้จักเสนอชื่อไป เพราะเคยทำงานที่กระทรวงเกษตรฯมานาน" นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หนึ่งในกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำหรือกยน.อธิบายถึงการเข้ามาเป็นกรรมการ

นายปีติพงศ์ กล่าวว่าการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระยะสั้นในปี 2555 ต้องเริ่มตั้งแต่ 1.การสร้างเขื่อน ต้องตั้งสมมุติฐานการเก็บน้ำใหม่ โดยเฉพาะระดับการเก็บน้ำ เพราะปัจจุบันฤดูกาลเปลี่ยนไป ความสำคัญก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่เราใช้นำเพื่อการเกษตรประมาณ 70% อีก18%ใช้เพื่อสิ่งแวดล้อม คือไปดันน้ำเค็มออกทะเล ส่วนภาคอุตสาหกรรมกับชุมชนใช้ประมาณ 10% และใช้ปั่นไฟฟ้าอีกเล็กน้อย เมื่อมีเหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นแล้ว การเก็บน้ำในช่วงต้นฤดูฝน จะไปห่วงน้ำช่วงปลายฤดูมากคงไม่ได้

"ต้องมาดูว่าปีหน้าจะทำอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องการบริหารโดยเฉพาะ ไม่ต้องไปดูเรื่องอื่นเลย ถ้าบริหารจัดการตรงนี้ได้ คือรู้ว่าควรจะปล่อยเมื่อไหร่ แค่ไหน อย่างไร เหตุการณ์อย่างนี้ก็จะลดลง"

2.การบริหารจัดการประตูระบายน้ำ ประตูกั้นน้ำ ในส่วนของล่มน้ำเจ้าพระยา จะให้ใครดูแลรับผิดชอบ ขณะนี้คนที่รับผิดชอบคือกรมชลประทาน ต่อไปถ้าจะดูเรื่องการป้องกันน้ำท่วมด้วยก็จะต้องเอาคนที่ไม่ต้องการน้ำ เข้ามาดูด้วยว่าจะจัดการอย่างไร ถ้าไม่มองภาพรวมก็จะเกิดปัญหาได้อีก

ขณะเดียวกันพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะนี้มันเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างต่างๆ โดยที่พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวฯทรงเคยได้ให้พระบรมราโชบายไว้ว่าการระบายน้ำต้องใช้ปั๊มน้ำและคลองระบายน้ำ เท่าที่ทราบขณะนี้คลองระบายน้ำหลายคลองจากกทม.ด้านล่างตื้นเขิน มีคนเข้าไปบุกรุก มีผักตบชวา มันจึงเป็นปัญหาว่า เป็นเหตุทำให้น้ำทางด้านตะวันออกไม่ลดลงเร็วเหมือนฝั่งตะวันตก เครื่องสูบน้ำแถวจังหวัดสมุทรปราการ ยังไม่เริ่มทำงานเลย เพราะน้ำยังไม่ไหลมา เพราะฉะนั้นคูคลองต้องคิดว่าจะทำอะไรถึงจะให้ใช้งานได้

การบริหารจัดการเรื่องน้ำ ควรมีกลไกที่ทำงานเรื่องนี้ เวลามีปัญหาไม่ว่าน้ำท่วมหรือไม่ท่วม สิ่งหนึ่งที่ตั้งข้อสังเกตุ คือสมัยก่อนเราจะลงทุนด้านการให้น้ำ คือการชลประทานเยอะมาก แต่การลงทุนป้องกันน้ำท่วมน้อยมาก

"เราไม่เคยประสบมาก่อนทำให้ไม่มีใครลงทุน ไม่รู้ว่าน้ำจะท่วมเมื่อไหร่ ไปสร้างแล้วอาจจะโดนด่าได้ สู้ไปสร้างให้มีน้ำเป็นบุญคุณทางการเมือง ชาวบ้านก็ชอบ แต่อยู่ดีๆไปสร้างพนังกั้นน้ำ ไล่ชาวบ้านออกจากคลอง เป็นอะไรที่ไม่มีใครชอบ ฉะนั้นการลงทุนเรื่องการป้องกันน้ำจึงมีน้อย"

วันนี้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ภาพการลงทุนควรจะสร้างความสมดุลให้มากขึ้น ถ้าไปดูเรื่องน้ำชลประทานอย่างเดียวแล้ว ไม่ดูเรื่องน้ำท่วม ตอนนี้ก็เห็นภาพชัดแล้วว่าเวลาเกิดปัญหามันเสียหายมาก

ประตูระบายน้ำที่ต้องเข้าไปดูแล กลไกจะทำอย่างไร เรื่องนี้คิดถึงเวลาแล้วที่ต้องทบทวนอำนาจการดูแลของหน่วยงานต่างๆ การแก้ปัญหาระยะสั้นในส่วนนี้ไม่ต้องลงทุนมาก ที่ผ่านมาเห็นชัดเจนกทม.กับจังหวัดข้างๆพอน้ำเข้ามารัฐบาลถอย ดังนั้นควรมีความชัดเจนในการดูแลตั้งแต่ประตูระบาย ประตูกักเก็บน้ำ การทำความสะอาดทางเดินของน้ำและจัดการว่าใครดูแลรับผิดชอบ

นายปีติพงศ์ ยกตัวอย่างให้เห็นอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาตอนนี้ไม่รู้ว่าใครดูแล รับผิดชอบ กรมชลประทานก็ดูเรื่องแม่น้ำ กรมโยธาธิการ ก็ดูเรื่องตลิ่ง กรมเจ้าท่า ก็ดูเรื่องการเดินเรือ แต่ภาพรวมไม่มีใครดูแล เรื่องนี้ตนเห็นว่ารัฐบาลควรออกระเบียบชั่วคราวสร้างสัมพันภาพกับผู้เกี่ยวข้อง 4-5กลุ่ม ให้ทำงานร่วมกันทำงานอย่างบูรณาการให้ได้ ต้องมีระบบบริหารให้เป็น

สำหรับการก่อสร้างเขื่อน ในความเห็นส่วนตัวคิดว่ายังมีความจำเป็น เพราะเราไม่มีทางเลือกอื่น ขณะนี้ต้นทุนน้ำทั้งหมด "เราเก็บน้ำผิวดินได้ประมาณ 30% ที่เหลือลงใต้ดิน ลงทะเล ลงเร็วขึ้นทุกวัน ผมว่าเหมือนคนหัวล้าน เพราะป่าไม้ถูกทำลายมาก "ระยะยาวคงต้องดูเรื่องการปลูกป่าด้วยที่ผ่านมาทำให้เห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

ที่ผ่านมาคิดว่าเราดูด้านอุปทานมาก โดยไม่ได้ดูในเรื่องของอุปสงค์ กับการบริหารจัดการ ถ้าเราลดการใช้น้ำลงได้10% ดุลของการใช้น้ำของประเทศจะดีขึ้น แต่เราพูดเรื่องการให้อย่างเดียว ในส่วนประชาชนที่รับภัยพิบัติจะป้องกันตัวเองอย่างไร จะใช้น้ำอย่างไร จะมีการเก็บค่าน้ำอย่างไร เราไม่เคยพูดถึง เพราะถ้าพูดไปก็จะสั่นสะเทือนทางการเมืองทุกครั้ง เรื่องนี้เคยคิดแต่ก็โดนด่าไปแล้ว

เช่นเดียวกับประตูน้ำที่ผ่านมาก็มีการทะเลาะกัน ในส่วนของประตูระบายน้ำทั้งหมดสร้างมาไม่ต่ำกว่า 30 ปีแล้ว ควรจะต้องปรับปรุง ตรงนี้ใช้เงินไม่เท่าไหร่ และควรเก็บข้อมูลให้มากกว่านี้ บริหารต้องเกิดความสมดุล ทำให้เกิดการมีส่วนร่วม ต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ต้องให้เกิดกระบวนการในการเรียนรู้

3.การก่อสร้างบุกรุกลำน้ำ หรือทางเดินของน้ำ ถามว่าเราจะใช้วิกฤติตรงนี้มาแก้ปัญหากับผู้บุกรุก โดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรรที่บุกรุกได้หรือไม่ นายปีติพงศ์ ยืนยันว่าเรื่องนี้ทำได้แต่ไม่มีใครลงมือ เราต้องสร้างทางน้ำหลากให้ได้ หรือมีกุศโลบายในการโยกย้ายที่ไม่ทำให้เกิดปัญหามากนัก นี่ก็เป็นวิธีการหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งแพงและไม่น่าจะเป็นคำตอบคือ การสร้างอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ การใช้โอกาสใช้ได้แน่ๆ แต่ควรใช้หรือไม่ ไม่รู้

สำหรับการลงทุนในระยะยาว สิ่งที่เคยเสนอไว้ เช่น การสร้างแม่น้ำเจ้าพระยา 2 แผนการชลประทานกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมของแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีอยู่ ต้องหยิบขึ้นมาพิจารณา หรือการก่อสร้างเขื่อนเพิ่มเติมก็มีความจำเป็น แต่ไม่แน่ใจว่าวิกฤติรอบนี้จะเปลี่ยนวิธีคิดของคนได้

"เอาง่ายๆต้องเปลี่ยนวิธีคิดของคนที่รับผิดชอบก่อน จะทำอะไรต้องรีบทำ มัวแต่นั่งคิด ชาตินึงก็ไม่เกิด เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็ภัยแล้ง น้ำท่วมอีก ปัญหาสำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่เข้าใจหน้าที่ และตกลงกันได้ ถ้าใช้กฎหมายอย่างที่นายกฯใช้คิดว่าพอ แต่ทำอย่างไรให้กลไกที่กำหนดไว้ในกฎหมายในระเบียบมีผลในทางปฏิบัติ"

สิ่งที่คิดว่ารัฐบาลจะต้องปรับปรุงในทางเทคนิคคือ ระบบป้องกันน้ำของกทม.ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันน้ำท่วมจากน้ำท่วมขังจากน้ำฝน ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับน้ำเหนือ

ส่วนเครื่องสูบน้ำที่ยังขาดแคลนอยู่ ความจริงในระบบมีอยู่แล้ว แต่ต้องมีกระบวนการกำหนดให้มีการย้ายเครื่องสูบน้ำในช่วงที่วิกฤติ แต่บังเอิญกทม.กับรัฐบาลผมไม่รู้ว่าพวกเดียวกันหรือเปล่า

สำหรับการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่เสนอข้อมูลให้รัฐบาลตัดสินใจ คนใช้อำนาจคือพนักงานเจ้าหน้าที่ กับรัฐบาล คณะกรรมการ มีอำนาจตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ออกมารองรับเกี่ยวกับกระบวนการทำแผน ถ้ารัฐบาลหมดอายุกรรมการชุดนี้ก็ต้องหมดวาระไป แต่ถ้ารัฐบาลนี้กับรัฐบาลต่อไปเห็นฟ้องกันว่าแผนที่เสนอควรเป็นแผนระยะยาวก็ต้องเดินต่อไป

"ในระยะยาวก็ต้องพิจารณาว่าควรมีการพิจารณาหน่วยงานขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะหรือไม่ จะแก้ไขกฎหมาย แก้ไของค์กร ต้องพิจารณากัน"

ส่วนที่มองว่าหากไม่มีตัวแทนจากกรุงเทพมหานคร เข้าไปเป็นกรรมการจะทำให้การแก้ไขปัญหาขาดตอนหรือไม่ เรื่องนี้คิดว่าถ้าเราไปจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยใช้พื้นที่การปกครองเป็นขอบเขต มันก็ทำไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าน้ำจะไปที่ไหน จึงต้องทำงานเป็นโซน มีแผนเผชิญเหตุเป็นโซนๆไป

หอการค้าชี้คนไทยเครียดค่าครองชีพพุ่งปรี๊ด

หอการค้าเผยประชาชนเครียด! ค่าครองชีพพุ่งปรี๊ด เตือนรัฐบาลระวังปัญหาน้ำมันแพงอาจทำให้เกิดอาการช็อก คาดจีดีพีไตรมาส1 โต 1.5-2%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนายการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 1 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในระดับ 1.5-2% ขณะที่ไตรมาส 2 จะขยายตัว 4-5% แต่ยังมีความน่ากังวล เนื่องจากประชาชนมีความเครียดกับค่าครองชีพที่สูงมากขึ้น

จากการสำรวจทัศนะต่อการคุมราคาอาหารให้อยู่ในระดับ 25-30 บาท ผู้ตอบ 62.7% เห็นด้วย เพราะเป็นการช่วยเหลือผู้บริโภค เป็นราคาที่เหมาะสม และรายได้ของผู้บริโภคไม่เพิ่มขึ้นขณะที่ราคาจ่ายมีแนวโน้มสูง โดยหากต้องปรับราคาเพิ่ม ผู้ตอบ 32.1% เห็นว่าต้องค่อยๆปรับขึ้นตามความเหมาะสมกับค่าครองชีพ 22.7% ปรับขึ้นไม่เกิน 3 บาท 22.4% ไม่ควรปรับขึ้นเลย 12.1% ควรปรับขึ้นไม่เกิน 5 บาท และ 10.7% ขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง

ด้านการขึ้นราคาพลังงาน 67.8% ไม่เห็นด้วย เพราะค่าครองชีพสูงอยู่แล้ว กลัวสินค้าอื่นขึ้นราคาตาม และกลัวค่าขนส่งสูงขึ้น 12.1% เห็นด้วย และ 10.1% ไม่มีความเห็น แต่หากต้องปรับขึ้นผู้ตอบ 27.8% เห็นว่าไม่ควรปรับขึ้นเลย 25.1% ค่อยๆปรับขึ้นเพิ่มไม่ให้เดือดร้อน 21.2% ปรับขึ้นรวมไม่เกิน 2-3 บาทต่อลิตร 13.6% ปรับขึ้นรวมไม่เกิน 5 บาทต่อลิตร และ 12.3% ปรับขึ้นตามราคาตลาด

"เศรษฐกิจอยู่ระหว่างการฟื้นตัว แต่ต้องระวังเรื่องราคาพลังงานแพงอาจทำให้เกิดการอาการช็อกได้ รัฐบาลจึงต้องดูแลอย่างให้กระทบต่อผู้บริโภคมาก เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นไม่เร็วพอที่จะรองรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้"

เกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง ร้อง ปชป.ถูกเบี้ยวรับจำนำ

เกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง ร้อง ปชป.ถูกเบี้ยวรับจำนำ ขู่ปิดถนนซ้ำอีกหากยังถูกเมิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจาก จ.เพชรบูรณ์ ได้เข้าร้องเรียนต่อพรรคประชาธิปัตย์ กรณีรัฐบาลดำเนินโครงการรับจำนำมันสะปะหลัง โดยมีนายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้รับเรื่อง

นายศุภวัฒน์ เมธาวัชรินทร์ ตัวแทนเกษตรกร กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้ประกาศที่จะดำเนินโครงการรับจำนำมันสำปะหลังในราคากิโลกรัมละ 2.75 บาท โดยเริ่มโครงการในวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ผ่านมาแล้ว 7 วันเกษตรกรยังไม่สามารถที่จำนำมันสำปะหลังเข้าโครงการรับจำนำได้แม้แต่รายเดียว เนื่องจากมีความไม่พร้อมของเจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินโครงการ เมื่อไปสอบถามกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องก็มีการโยนกันไปมาระหว่างพาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัด และ อคส. ในขณะที่เกษตรกรเชื่อคำพูดของรัฐบาล ทำให้มีการตัดมันสำปะหลังไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม ดังนั้นเมื่อไม่สามารถนำไปจำนำได้ ก็ส่งผลต่อคุณภาพของมันสำปะหลัง ทำให้ราคาตกลงด้วย โดยเกษตรกรหลายรายต้องอยู่ในภาวะจำยอม ขายมันไปในราคาถูก ทำให้มันส่วนหนึ่งอยู่ในมือพ่อค้าคนกลาง

“พวกผมเคยคุยกับนายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคเพื่อไทย ซึ่งโทรฯมาเคลียร์ในวันที่เกษตรกรจะปิดถนนสี่แยกราหุล อ.บึงสัมพันธ์ จ.เพชรบูรณ์ เนื่องจากราคามันตกต่ำและรัฐบาลไม่เคยเข้ามาดู แต่ในขณะนั้นส.ส.พรรคเพื่อไทยก็ขอร้องว่าอย่าปิดถนนเพราะรัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาให้ด้วยการรับจำนำมันในราคากิโลกรัมละ 2.75 โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่1 ก.พ. พวกผมก็เชื่อแต่รัฐบาลกลับไม่ปฏิบัติตามคำพูดถือว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีให้คำตอบว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรเพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าได้ทันที และกล่าวขอโทษเกษตรกรที่ไม่มีการปฏิบัติตามคำพูด ขณะนี้เกษตรกรซึ่งถือเป็นกระดูสันหลังของชาติกำลังหลังหักหมดแล้ว”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างที่ตัวแทนเกษตรกรแถลงข่าวอยู่นั้น เกษตรกรหลายรายได้ระบายความอัดอั้นตันใจด้วยความอึดอัด โดยมีการ ระบุว่า “ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยเหลือหลายคนคงต้องไปผูกคอตายเพราะขณะนี้มีหนี้นอกระบบที่ต้องจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการตัดมัน แต่กลับนำมันเข้าโครงการไม่ได้” นอกจากนี้ยังมีบางรายระบุว่า “อาจจะต้องปิดถนน แน่นอนและคราวนี้จะเปิดยากขึ้นด้วย เพราะไม่มีความมั่นใจในตัวรัฐบาลแล้ว”

นายเกียรติ กล่าวว่า จะรับความเดือดร้อนไปเร่งรัดกับรัฐบาลเพื่อให้เอาใจใส่ต่อปัญหานี้ โดยอย่าปล่อยให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบเพราะเริ่มมีพฤติกรรมการขอซื้อใบประทวนรายละ 4,000-5,000บาท รัฐบาลต้องมาแก้ปัญหาโดยด่วน และยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคามันตกในช่วงการบริหารของรัฐบาลชุดนี้เป็นเพราะความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องพลังงานทดแทน ทำให้มัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตแอททานอลราคาตกต่ำไปด้วย ประกอบกับเป็นช่วงที่ผลผลิตออกมามาก แต่รัฐบาลกลับไม่มีมาตรการรองรับจึงทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่วประเทศ

ข้าวเกษตรอินทรีย์ยอดฮิต เวียดนามขยายเนื้อที่ปลูกกว่า 6 แสนไร่

ลูกค้ากำลังดูตัวอย่างข้าวออร์แกนิคที่บรรจุอยู่ในถุง บริษัทผู้ผลิตข้าวตั้งเป้าส่งออกข้าวไปต่างประเทศและขยายพื้นที่ปลูกข้าวออร์แกนิคให้ได้ 125,000 ไร่. -- ภาพ: Tuoi Tre.

เตื่อยแจ๋ - สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ผลิตข้าวจากจังหวัดก่าเมา ได้รับการรับรองข้าวที่ปลูกด้วยวิถีธรรมชาติและไม่ใช้สารเคมีใดๆ จากองค์กร BIO Organic และใบรับรอง Organic Foods ภายใต้กฎหมายผลิตภัณฑ์อาหารออร์แกนิคของสหรัฐ

นายริชาร์ด เดอ โบร์ ผู้อำนวยการบริษัทยูเนี่ยนเวียดนาม ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเนเธอร์แลนด์ ที่ทำหน้าที่ประเมินและรับรองข้าวออร์แกนิค กล่าวว่า บริษัทร่วมทุนเวียนฝู (Vien Phu JSC) เป็นบริษัทข้าวแห่งแรกในเวียดนามและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับมอบใบรับรองผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค

ข้าวของบริษัทเวียน ฝู (Vien Phu) จะมีตราประทับว่า “Certified Organic Foods” ที่จะแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ปนเปื้อนยาปฏิชีวนะและยาฆ่าแมลง รวมทั้งปุ๋ยเคมี สีผสมอาหาร สารเจือปน และสารกันบูด

ดร.เหวียน ดัง เหงีย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยดิน ปุ๋ย และสิ่งแวดล้อมภาคใต้ กล่าวว่า การรับรองผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคมีคุณค่ามากกว่าการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP) และผลิตภัณฑ์ที่มีตราประทับอาหารออร์แกนิคในเวลานี้เป็นที่ต้องการอย่างมากของผู้บริโภคทั่วโลก เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงและปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

ข้าวออร์แกนิคเวียดนามจะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกและจะสามารถเข้าสู่ตลาดที่มีข้อจำกัดเข้มงวดเช่นสหภาพยุโรปและอเมริกาเหนือได้ นายริชาร์ด เดอ โบร์ ระบุ

ขณะเดียวกัน นายหวอมิงขาย ซีอีโอบริษัทเวียนฝู กล่าวว่า บริษัทกำลังเจรจาส่งออกข้าวกับคู่ค้าต่างประเทศหลังจากได้รับการรับรอง

"แม้ว่าผลผลิตข้าวในช่วงเริ่มแรกจะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่คาดว่าบริษัทจะสามารถผลิตข้าวได้สูงสุดถึง 5 ตันต่อ 6.25 ไร่ ในปี 2558" นายข่าย กล่าว และว่าบริษัทเวียนฝูจะร่วมมือกับเกษตรกรท้องถิ่นกว่า 20,000 ราย ขยายพื้นที่ปลูกข้าวออร์แกนิคให้ได้ทั้งหมด 125,000 ไร่

"หากเจ้าหน้าที่จังหวัดสนับสนุนโครงการนี้ จ.ก่าเมาจะมีพื้นที่ปลูกข้าวออร์แกนิคได้มากถึง 625,000 ไร่" นายข่าย กล่าว

ชงครม.รื้อพีพีพี เพิ่มทุน5พันล้าน

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง กล่าวในงานสัมมนาระหว่างประเทศ ความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย เกี่ยวกับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกว่า เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) แก้ไขพ.ร.บ.ร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนจากวงเงิน 1,000 ล้านบาท เป็น 5,000 ล้านบาท เพราะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะเปิดให้เอกชนเข้าร่วมทุน(พีพีพี) จะต้องใช้เงินทุนต่อเนื่องจำนวนมาก หากกำหนดวงเงินแค่ 1,000 ล้านบาท อาจทำให้เอกชนไม่สนใจเข้าร่วมลงทุน และการแก้ไขพ.ร.บ. ดังกล่าว จะต้องมีแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตด้วย ซึ่งที่ผ่านมาหลายรัฐบาลมีความพยายามจะแก้ไขวงเงินร่วมลงทุน และลด ขั้นตอนการพิจารณาตามกฎหมายที่ต้องใช้เวลา 2-3 ปี ให้เหลือ 1 ปี ซึ่งจะทำให้โครงการลงทุนทันต่อสถานการณ์มากขึ้น

สำหรับแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพัฒนาความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ทั้งด้านการขนส่ง โทรคมนาคม และพลังงาน คาดว่าจะใช้เงินลงทุนกว่า 22,500 ล้านบาทต่อปี ไปจนถึงปี 2563 ซึ่งนอกจากเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน โดยส่งเสริมการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานแล้ว จะสนับสนุนการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ การประกันในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วย

จับตาระบายข้าวเอื้อผู้ส่งออก-เมินเกษตรกร มะกันจ้องซัดไทยขัดดับเบิลยูทีโอ

นายธวัชชัย เดชาเชษฐ์ อัครราชทูตที่ปรึกษาคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้สหรัฐได้จับตานโยบายรับจำนำข้าวของไทยอย่างใกล้ชิด ว่าไทยดำเนินนโยบายรับจำนำขัดกับระเบียบการห้ามอุดหนุนภายในประเทศของดับเบิลยูทีโอหรือไม่ โดยประเด็นที่สหรัฐให้ความสนใจมากเป็นพิเศษในนโยบายรับจำนำข้าวของไทย ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณที่รัฐเปิดรับจำนำข้าว หรือจำนวนงบประมาณของรัฐบาล แต่สนใจการระบายข้าวออกจาก สต๊อกของรัฐ ว่าระบายให้แก่ผู้ส่งออกรายใดบ้าง ในปริมาณเท่าใด เพราะหากมีการช่วยผู้ส่งออกเพียงรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ จะทำให้ ผู้ส่งออกรายนั้นมีต้นทุนในการส่งออกต่ำกว่าคู่แข่ง ไทยจะเข้าข่ายทำผิดข้อบังคับดับเบิลยูทีโอทันที เพราะเป็นการอุดหนุนการส่งออกในราคาต่ำ ไม่ใช่การอุดหนุนเกษตรกรผู้ยากไร้

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะผู้แทนการค้าประจำดับเบิลยูทีโอ ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทางสหรัฐมอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมาย เป็นผู้สอบถามไทยว่ารายละเอียดนโยบายรับจำนำดำเนินการอย่างไร โดยสหรัฐอ้างว่าได้รวบรวมข้อมูลพบว่าไทยใช้เงินงบประมาณในการรับจำนำข้าวรอบที่ผ่านมา (ข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลผลิต 2554-2555) มากถึง 100,000 ล้านบาท และยังเป็นการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดไม่จำกัดปริมาณ และไม่แยกกลุ่มฐานะของเกษตรกร ซึ่งไทยได้ชี้แจงแล้วว่าใช้เงินงบประมาณไปเพียง 19,000 ล้านบาทเท่านั้น และเคยขาดทุนในโครงการรับจำนำมากที่สุด 30,000 ล้านบาท ไม่ได้ใช้เงินมากตามที่สหรัฐเข้าใจ

"วันนี้ยังไม่มีใครฟ้องให้ดับเบิลยูทีโอเอาผิดไทย เพราะการรับจำนำข้าวของไทยไม่ได้ส่งผลให้ราคาข้าวตลาดโลกตกต่ำ ตลาดการค้าจึงยังไม่เสียหาย และไม่มีผู้เสียประโยชน์ แต่ไทยต้องระวังตัวให้ดี หากเกิดเหตุไม่คาดฝันราคาข้าวตลาดโลกตกต่ำ หลายประเทศก็จ้องจะโทษว่าสาเหตุมาจากไทย ซึ่งการปรับเปลี่ยนนโยบายรับจำนำข้าว คงต้องให้ฝ่ายการเมืองตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร" นายธวัชชัยกล่าว

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการคิดเรื่องระบายข้าว แต่จะให้รับจำนำข้าวรอบแรกที่จะหมดเขตในวันที่ 29 ก.พ. 2555 และให้รับจำนำต่อเนื่องให้ได้มากที่สุด โดยล่าสุดมีข้าวเปลือกในโครงการกว่า 6 ล้านตัน และสีแปรไปแล้วประมาณ 1.1 ล้านตัน ซึ่งสั่งการให้เร่งสีแปรและส่งมอบให้เร็วที่สุด เพื่อให้แล้วเสร็จในเดือนก.พ.ก่อนจะสิ้นสุดโครงการ โดยคาดว่าจะได้ข้าวสารประมาณ 2.4 ล้านตัน และเน้นให้ส่งออกข้าวที่มีคุณภาพมากกว่าเน้นเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด

เรายืนอยู่ตรงไหน ในอาเซียน

เมืองไทย25น.
ทวี มีเงิน

เหลือเวลาแค่ 3 ปีในปี 2558 จะได้ฤกษ์ตัดริบบิ้นเปิดเสรีการค้าการลงทุนของกลุ่มประเทศอาเซียนเรียกว่า "อาเซียนหนึ่งเดียว" หรือ AEC (ASEAN ECONOMIC COMMUNITY) สำหรับประเทศไทยความเคลื่อนไหวอยู่ในวงจำกัด มีแค่ยักษ์ใหญ่ อย่างเอสซีจี ปตท. ซีพี สหพัฒน์ เบียร์สิงห์ เบียร์ช้าง และอีกไม่กี่รายเท่านั้นที่พร้อม

ส่วนบริษัทเล็กๆ คงต้องเสี่ยงดวงไปตายเอาดาบหน้า เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลไหนยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ที่ผ่านมาต้องเจอกับวิกฤตการเมือง พอมาถึงรัฐบาลนี้ก็ต้องมะรุมมะตุ้มกับปัญหาน้ำท่วมและการฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วม

ยิ่งในภาคประชาชนแทบไม่ต้องพูดถึง จากการสำรวจความเห็นของประชาชนในกลุ่มประเทศอาเซียนคนไทยมีความรู้เกี่ยวกับอาเซียนเกือบรั้งท้าย

อดเป็นห่วงไม่ได้ถึงเวลานั้นอาเซียนจะมีที่ว่างให้เรายืนหรือไม่

ยิ่งน่าตกใจเมื่อ "คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์" อดีตซีอีโอ ปตท. เปิดเผยว่า "เมื่อ 10 ปีที่แล้วไทยเป็นประเทศเป้าหมายในการลงทุนเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย แต่ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาสัดส่วนการลงทุนจากต่างประเทศที่เป็นการลงทุนโดยตรง ราวๆ 17% ต่อปีแต่แนวโน้มสัดส่วนจะลดลงอยู่ในระดับ 7% ต่อปี ขณะที่อินโด นีเซียเพิ่มเป็น 40% ต่อปี และเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็น 26% ต่อปี"

เห็นตัวเลขต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ไม่ใช่แค่เรื่องนักลงทุนต่างชาติกลัวน้ำท่วมแน่ๆ เพราะประเทศเวียดนามมีความเสี่ยงมากกว่าไทยเหลายเท่าเพราะอยู่ในแนวมรสุม อินโดนีเซียมีทั้งปัญหาน้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด แต่สถิติการลงทุนกลับแซงเราหลายช่วงตัว

ล่าสุดทราบมาว่าหลายๆ ประเทศเริ่มวาง "คอนเซ็ปต์ประเทศ" โดยเอาจุดแข็งมาสร้างเป็นจุดขาย เหมือนกับที่เราเคยคิดจะขาย "คอนเซ็ปต์ครัวโลก" แต่ก็เงียบหายไปเฉยๆ ตอนหลัง คิดจะเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ ศูนย์กลางนั่นศูนย์กลางนี่แต่ก็ไปไม่ถึงไหน

ถึงตอนนี้รัฐบาลจะคิดแค่ป้องกันน้ำไม่ให้ท่วมอย่างเดียว ไม่พอ หากจะวิ่งไล่ให้ทันเพื่อนบ้านอาเซียนอาจจะต้องถึงขั้น "ยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่" กันเลยทีเดียว

ครั้งหนึ่งเราจะเป็นเสือตัวที่ 5 ตอนนี้คงเป็นแค่แมวเซื่องๆ วิ่งไล่ตามสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซียและเวียดนามห่างๆ

ข้าวถุงทยอยขึ้นทั้งปี15%-ยันไม่ขาดแคลน

นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ รับผิดชอบธุรกิจข้าว และอาหาร หรือซีอีโอ ข้าวตราฉัตร เปิดเผยว่า ราคาข้าวถุงในประเทศ มีแนวโน้มสูงขึ้น คาดว่าตลอดทั้งปีจะทยอยปรับขึ้นรวม 15% จากราคาข้าวหอมมะลิปัจจุบันอยู่ที่ 180-210 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 230 บาทต่อถุง 5 กิโลกรัม โดยในเดือนมี.ค.นี้ จะปรับขึ้นประมาณ 5% เป็นผลมาจากราคาข้าวในตลาดโลกขยับราคาขึ้น เริ่มจากเวียดนาม อีกทั้งอินเดียได้ชะลอการส่งออก ทำให้หลายประเทศหันมาซื้อข้าวจากประเทศไทยมากขึ้น ขณะที่การรับจำนำข้าวของรัฐบาล ทั้งที่ผ่านมา และอนาคต ซึ่งมีการเตรียมรับจำนำข้าวนาปรัง ที่ปลูกซ่อมจากช่วงน้ำท่วม คาดว่าจะมีปริมาณ 12-13 ล้านตัน เข้ามาในเดือนมี.ค. ถึงเม.ย.นี้ ส่งผลให้ราคาข้าวทั้งระบบสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ไม่มีปัญหาเรื่องข้าวขาดตลาดอย่างแน่นอน เนื่อง จากมีข้าวอยู่จำนวนมาก ขณะที่การแข่งขันยังคงมีอยู่ และยังมีข้าวธงฟ้าของรัฐบาลอีก จึงไม่น่าเป็นห่วง

นายสุเมธกล่าวว่า ในส่วนของข้าวตราฉัตร ปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 1.3-1.4 ล้านตัน เติบโตขึ้น 52% แบ่งเป็นจากการส่งออก 700,000 ตัน เติบโตขึ้น 17% จากเมื่อปีที่แล้ว 600,000 ตัน ในประเทศ 580,000 ตัน เติบโตขึ้น 93% จากเมื่อปีที่แล้ว 300,000 ตัน โดยปัจจุบันบริษัทเป็นผู้ ส่งออกข้าวเป็นอันดับ 4 ส่วนในประเทศเป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 8-9% จากข้าวบรรจุถุงที่ขายทั่วประเทศ 6 ล้านตัน

โดยในปีนี้บริษัทเน้นจุดขาย การเป็นข้าวคุณภาพ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นผู้นำตลาดข้าวถุง พร้อมเปิดตัวโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวแห่งใหม่ ที่ทันสมัย และใหญ่ที่สุดในโลก โรงงานข้าวนครหลวงใช้งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาทในการก่อสร้าง บนที่ดิน 270 ไร่ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา มีกำลังการผลิตมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี ภายใต้แนวคิด การดูแลที่อบอุ่น คัดสรรสิ่งดีๆ ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค

ยกระดับเกษตรอินทรีย์ สนช.นำร่องผุดเครือข่ายนวัตกรรม/พัฒนามาตรฐานเชิงพาณิชย์

นายศุภชัย หล่อโลหการ ผ.อ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กล่าวว่า สนช. ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ให้เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ในคณะกรรมการบริหารจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ โดยมีบทบาทในการบูรณาการแผนงานโครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เพื่อขับเคลื่อนแนวทางการศึกษาวิจัย การจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งการจัดการระบบข้อมูลเกษตรอินทรีย์ ให้สามารถใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญ

สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมา สนช.ได้ให้การสนับสนุนโครงการนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์ไปแล้วจำนวน 47 โครงการ รวมมูลค่าการสนับสนุนทั้งสิ้น 37,338,817 บาท ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 510 ล้านบาท และล่าสุดได้ดำเนินโครงการนำร่องความร่วมมือทางวิชาการ โดยร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนา และคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จัดตั้ง "เครือข่ายนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์" ขึ้น

ทั้งนี้เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมความรู้และนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนเป็นช่องทางในการบริหารจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์ ด้วยการเชื่อมโยงให้ชุมชน เกษตรกร และผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรอินทรีย์ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้ได้เข้าถึงองค์ความรู้และการนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานและพัฒนาธุรกิจได้จริง รวมทั้งเป็นแหล่งพัฒนาข้อเสนอโครงการนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์ เพื่อขอรับการสนับสนุนจากแหล่งทุนต่างๆ ซึ่งจะเป็นแกนกลางในการประสานงาน ให้เกิดการขยายธุรกิจเกษตรอินทรีย์ในเชิงพาณิชย์อีกด้วย

"ล่าสุด สนช. ได้จัดให้มีการสัมมนา เครือข่ายนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ สูการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน นอกจากเป็นการเปิดตัวเครือข่ายนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ อย่างเป็นทางการแล้ว ยังได้นำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์ผ่านผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรอินทรีย์ อาทิ เกษตรอินทรีย์ไทย เราจะไปในทางทิศทางไหนในประชาคมโลก, มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ กับการพัฒนาธุรกิจที่หลากหลาย และเสวนาเรื่อง ธุรกิจนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์..ธุรกิจการพัฒนาที่ยั่งยืน จากผู้ประกอบการไทยที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจด้านการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีหลายรายที่น่าสนใจ"นายศุภชัย กล่าว

เกษตรกรสุดทน เปิดจำนำมันช้า จี้รัฐพักชำระหนี้

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังหลายอำเภอในจังหวัดบุรีรัมย์ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดนโยบายพักชำระหนี้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมัน หลังประสบปัญหาราคาตกต่ำไม่อยู่ในจุดคุ้มทุน ประกอบกับภาครัฐเปิดรับจำนำล่าช้าจากที่ ครม.กำหนดให้เปิดรับจำนำหรือแทรกแซงราคาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีลานมันเปิดรับจำนำมันสำปะหลังของเกษตรแม้แต่แห่งเดียว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เหตุผลว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของลานมันที่จะเข้าร่วมโครงการเสนอ อคส.และกรมการค้าภายในอนุมัติ

ล่าสุดได้เสนอลานมันที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ไปแล้ว 1 แห่ง นอกพื้นที่อีก 3 แห่ง ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ทำให้เกษตรกรที่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจำเป็นต้องนำมันไปขายตามลานมันต่างๆ ได้ราคาเพียงแค่ กก.ละ 1.80 บาท ต่างจากราคารับจำนำในโครงการที่กำหนดไว้ 2.75 บาท เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ต้องการนำเงินไปใช้หนี้ ธ.ก.ส.ที่กู้ยืมมาลงทุนเพาะปลูก

นายสวาท จำปาสา แกนนำผู้ปลูกมันสำปะหลัง อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อนำไปขายและข้าร่วมโครงการ แต่รัฐบาลกลับพิจารณาเห็นชอบเปิดรับจำนำมันสำปะหลังล่าช้ากว่าปกติ ทำให้เกษตรกรต้องจำยอมนำมันไปขายในราคาถูก เพื่อนำเงินไปใช้หนี้หรือชำระดอกเบี้ยให้กับ ธ.ก.ส. จากความเดือดร้อนดังกล่าวจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดนโยบายพักชำระหนี้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เพราะส่วนใหญ่จะกู้เงินมาลงทุน แต่กลับขายผลผลิตได้ไม่คุ้มทุน