มติชนออนไลน์

"ยิ่งลักษณ์"-"เต็งเส่ง"ลุยทวาย ลงพื้นที่สำรวจด้วยตัวเองพ.ย.นี้

นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาด้านนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกยอ.เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา รับทราบความคืบหน้าการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย และนิคมอุตสาหกรรมทวาย โดยเดือนพฤศจิกายนนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และพลเอกเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า จะเดินทางลงพื้นที่โครงการเพื่อรับทราบความคืบหน้า นอกจากนี้รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศจะสนับสนุนงบประมาณการลงทุนของโครงการตามข้อตกลงการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อยู่ระหว่างยกร่างแผนแม่บทการพัฒนาความเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจของไทยกับโครงการทวายของพม่า รวม 6 แผนงานหลัก ซึ่งจะมีเรื่องการสนับสนุนทางการเงินรวมด้วย ดังนั้นกระทรวงการคลังจะจัดตั้งคณะทำงานพิจารณาแนวทางการให้ความสนับสนุนทางการเงินของโครงการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ก่อนจัดตั้งคณะเจรจากับฝ่ายพม่าอย่างเป็นทางการต่อไป

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายเซ็ทซึโอะ อิอูจิ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ประจำประเทศไทย ได้เข้าพบ ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่กระทรวงอุตสาหกรรม

ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ เปิดเผยว่า ได้หารือและยืนยันจะร่วมมือพัฒนาพื้นที่ทวาย ในลักษณะ 3 ประเทศ คือไทย พม่า และญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นจะให้การสนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานแก่โครงการต่างๆ ส่วนฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สศช.ศึกษารูปแบบการลงทุน เบื้องต้นจะแบ่งเป็น 3 รูปแบบคือ รัฐลงทุน เอกชนลงทุน รัฐและเอกชนร่วมลงทุน

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ปี 2556 กนอ.เตรียมตั้งหน่วยธุรกิจเพื่อการลงทุนต่างประเทศในรูปแบบ โฮลดิ้ง คอมพานี อาจใช้ชื่อบริษัท กนอ.อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง จำกัด คล้ายกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ไปลงทุนพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในต่างประเทศ โดยเฉพาะนิคมฯทวาย และมองแนวโน้มการลงทุนที่จีน ลาว กัมพูชา เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ปี 2558

"ภูฏาน"หวังขึ้นชั้นเป็นประเทศ"เกษตรอินทรีย์ 100%"ชาติแรกในโลก

ราชอาณาจักรภูฏาน เป็นที่รู้จักกันดีหลังรัฐบาลประกาศนโยบาย"ความสุขมวลรวมประชาชาติ" แต่ไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ ภูฏานยังตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศแรกในโลกที่จะเปลี่ยนวิถีการเกษตรแบบ"ปลูกเองกินเอง" ให้เป็นการเกษตรอินทรีย์แบบ 100%

แม้จะเป็นเพียงประเทศขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ระหว่างสองมหาอำนาจอย่างจีนและอินเดียแต่ก็มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับน่าพอใจ แต่ถึงกระนั้น นโยบายการปกป้องสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีก็ยังเป็นสิ่งที่รัฐบาลที่นี่เน้นย้ำอยู่เสมอ

โมเดลการพัฒนาประเทศโดยเน้น"ความสุขมวลรวมภายในประเทศ"แทนที่จะเป็น"ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ"เช่นที่ประเทศอื่นๆเน้นกัน กลายเป็นที่สนใจและกลายเป็นประเด็นหารือในที่ประชุมสหประชาชาติ รวมถึงได้รับการสนุนทั้งจากอังกฤษ ฝรั่งเศส และชาติอื่นๆ

ภูฏานไม่มีโทรทัศน์กระทั่งปี 1999 และปฏิเสธการท่องเที่ยวแบบไร้การจำกัด เพื่อปกป้องวัฒนธรรมของตนให้รับผลกระทบจากวัฒนธรรมต่างชาติน้อยที่สุด เมื่อเร็วๆนี้ ทางการให้จัดให้มีวันคนเดินถนนในทุกวันอังคารของทุกสัปดาห์ โดยไม่อนุญาตให้รถแล่นเข้าพื้นที่ใจกลางเมืองได้

ความตั้งใจแน่วแน่ที่ต้องการเดินในเส้นทางที่แตกต่างสามารถเห็นได้จากนโยบายใหม่ที่ยุติการใช้สารเคมีในการทำการเกษตรลงให้ได้ภายใน 10 ปี ทำให้พืชผลการเกษตรที่นิยมปลูกอาทิ ข้าวสาลี มันฝรั่งและอื่นๆ กลายเป็นผลผลิตจากกระบวนการอินทรีย์ 100%

นาย Pema Gyamtsho รัฐมนตรีเกษตรกล่าวว่า ภูฏานตัดสินใจที่จะนำประเทศไปสู่"เศรษฐกิจสีเขียว" แม้อยู่ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข่งขันด้านการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพราะหากเน้นการเกษตรแบบเข้มข้น อาจจำเป็นต้องใช้สารเคมีจำนวนมาก ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเชื่อในศาสนาพุทธ ซึ่งกล่าวว่ามนุษย์ควรใช้ชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติ

ภูฏานมีประชากรเพียง 7 แสนคน กว่า 2 ใน 3 ประกอบอาชีพทางการเกษตรในพื้นที่ราบทางตอนใต้ของประเทศที่ติดกับอินเดีย และบริเวณหุบเขาหลายแห่งของเทือกเขาหิมาลัย

นาย Gyamtsho กล่าวว่า ไม่ถึงร้อยละ 3 ของพื้นที่ราบถูกใช้เพื่อการเพาะปลูก และเกษตรกรส่วนใหญ่ก็เริ่มทำการเกษตรแบบอินทรีย์แล้ว โดยใช้มูลสัตว์หรือซากพืชเพื่อเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติ และมีเพียงเกษตรกรที่อาศัยในพื้นที่ที่ถนนหนทางเข้าถึงเท่านั้น ที่ยังคงใช้สารเคมีอยู่บ้าง แต่ก็เพื่อกำจัดวัชพืชที่ไม่สามารถถอนด้วยมือได้ทั้งหมด และก็ยังถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานสากลอยู่มาก

เขากล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป มิใช่ประสบความสำเร็จในช่วงข้ามคืน โดยเลือกทำในพืชที่เหมาะแก่การทำเกษตรอินทรีย์เป็นลำดับแรก ก่อนที่จะค่อยๆนำไปใช้ในพืชชนิดอื่นๆตามลำดับ

คู่แข่งเพียงประเทศเดียวของภูฏานในการทำเกษตรอินทรีย์แบบ 100% ก็คือเกาะนุยอี กลางมหาสมุทรแปซฟิก ซึ่งมีประชากรเพียง 1,300 คน และตั้งเป้าให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2015-2020

นาเดีย เซียแลบบา ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรอินทรีย์ประจำองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ กล่าวว่า ตลาดสำหรับผลผลิตจากการเกษตรอินทรีย์ซึ่งมีราคาที่สูงเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับประเทศขนาดเล็ก ซึ่งไม่เน้นด้านปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ

ตลาดผลผลิตจากการเกษตรอินทรีย์โลก มีมูลค่าต่อปีสูงถึง 57,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลของสถาบันวิจัยเพื่อการเกษตรอินทรีย์และสมาพันธ์เพื่อการเคลื่อนไหวเกษตรอินทรีย์สากล

ภูฏานส่งออกเห็ดหายากไปยังญี่ปุ่น และพืชผักไปยังโรงแรมต่างๆในประเทศไทย รวมถึงแอปเปิลราคาสูงไปยังอินเดีย ขณะที่ส่งออกข้าวแดงไปยังสหรัฐฯ

จูร์มี ดอร์จิ หนึ่งใน 130 สมาชิกสมาคมเกษตรกรดากา ชิงเดรย์ ชองปา ทางตอนใต้ของภูฏาน เปิดเผยว่า สมาชิกของกลุ่มรู้สึกพอใจต่อนโยบายนี้ของทางการ โดยเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ผู้คนเริ่มตระหนักว่าการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกไม่ส่งผลดีอีกต่อไป และเขาเองก็ไม่ได้เชื่อว่าทุกคนจะหยุดการใช้สารเคมีได้ แต่ราว 90% น่าจะเป็นไปได้

พณ.ยันขายแล้ว 7 ล้านตัน ลั่นจำนำข้าวไม่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวไปได้เยอะแล้ว ตอนนี้ขายไปได้ 7 ล้านตันแล้ว ส่วนการตรวจสอบการทุจริต น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีมในการตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวอยู่แล้ว ฉะนั้นเรื่องการตรวจสอบการทุจริตทำโดยละเอียด ไม่ต้องเป็นห่วง

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านระบุว่าตัวเลขการส่งออก กับข้อมูลที่ได้ พบไม่ตรงกัน และไม่มีการส่งออกข้าวไปขายต่างประเทศ แต่ส่วนใหญ่ขายในประเทศไทย นายบุญทรงกล่าวว่า "เราส่งออกครับ เป็นตัวเลขที่เราทำจีทูจี เพราะตัวเลขที่ทำจีทูจีไม่สามารถขายในเมืองไทยได้อยู่แล้ว ซึ่งเราได้ส่งออกไปขายในหลายประเทศ"

เมื่อถามว่า มีความเป็นห่วงว่าจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจจากนโยบายรับจำนำข้าว นายบุญทรงกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะรอบที่แล้วรัฐบาลใช้เงินไป 8 หมื่นล้านบาท ในโครงการประกันรายได้ ปีนี้เรายืนยันว่าไม่เกินกว่านั้นแน่นอน เมื่อถามว่า มีการมองว่าจะเป็นการทำลายโครงสร้างข้าวภายในประเทศ นายบุญทรงกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้เช่นกัน เพราะข้าวทั้งหมด 30 ล้านตัน รัฐบาลรับจำนำมาประมาณ 20 ล้านตันเท่านั้น ที่เหลือก็อยู่ในมือของพ่อค้าคนอื่น

ม็อบชาวนาโคราชปิดถนนมิตรภาพประท้วง"นักวิชาการนิด้า"

เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 3 ตุลาคม นายเขื่อนเพชร โพนรัมย์ แกนนำกลุ่มอีสานล้านนา พร้อมเครือข่ายเกษตรกรชาวนาจังหวัดนครราชสีมา ร่วม 1 พันคน ปิดเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ ด้านขาออกตัวเมืองนครราชสีมา บริเวณช่วงหลังกิโลเมตรที่ 96-97 ทางแยกเข้าสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

โดยมีนายพรณรงค์ บุศบงค์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายอาคารสถานที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ลงมารับหนังสือท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาสาสมัครรักษาดินแดนจำนวนกว่า 50 นาย กระจายกำลังคอยควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง และการอำนวยความสะดวกด้านจราจรแก่ผู้ที่สัญจรผ่าน ก่อนพากันแยกย้ายกันกลับโดยไม่มีเหตุวุ่นวายใดๆ

นายเขื่อนเพชรกล่าวว่า การกระทำของนักวิชาการ หรือคณาจารย์นิด้าบางกลุ่ม ที่รวบรวมรายชื่อ เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนั้นขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 43 และ 81 (1) เป็นการแสดงออกของบุคคลชนชั้นระดับสูงกว่าชนชั้นรากหญ้า ที่มักจะมองไม่เห็นความเดือดร้อนของพี่น้องชาวนา หลังจากที่รัฐบาลนำโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ดำเนินการมาอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวนาส่วนใหญ่ อย่างแท้จริง ภายในสัปดาห์หน้าจะมีการระดมผู้นำ และตัวแทนเกษตรกรชาวนาทั้งประเทศ เพื่อประชุมออกมาตรการกดดันคณาจารย์นิด้าจนกว่าจะหยุดการกระทำ

นายกฯยัน"จำนำข้าว"ให้ประโยชน์เกษตกร เลี่ยงตอบจะทำรบ.พัง ไม่โกรธ"โกร่ง"ไม่เห็นด้วยรุนแรง

ที่อาคารรัฐสภา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ถึงกรณีที่นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรี แสดงความคิดเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลค่อนข้างรุนแรงว่า คงต้องเรียนเหมือนเดิมว่านโยบายจำนำข้าว เราต้องการจะช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับโดยตรงจากนโยบายจำนำข้าว นั่นคือวัตถุประสงค์ใหญ่ อีกทั้งเมื่อมีการจำนำข้าวรายได้เกษตรกรสูงขึ้น ก็จะกลับมาสะท้อนกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ เดิมทีราคาข้าวที่ผ่านมา ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าราคาข้าวไทยเป็นข้าวที่มีคุณภาพ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การรับจำนำในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด จะทำให้เกิดปัญหาในการระบายข้าวหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า การระบายในประเทศอาจจะไม่ได้ราคาสูงมาก เราจึงใช้วิธีการระบายไปยังต่างประเทศ โดยการขายแบบจีทูจี (รัฐต่อรัฐ) ในราคาที่เหมาะสมกับราคาตลาดมากกว่า อย่างไรก็ตาม ต้องไปดูปริมาณในประเทศด้วย เพราะบางครั้งการที่เราบอกว่าระบายที่ไหน 1.ดูจากฐานราคาที่ดีที่สุด เพื่อที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล แต่ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลต้องการกำไร 2.การระบาย ถ้าเกิดเราระบายแล้วเกิดปริมาณการบริโภคในประเทศไม่ได้มากอย่างนั้น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าทั้งประเทศบริโภคข้าวต่อปีเท่าไร

"ดังนั้น ผลผลิตที่เหลือก็แน่นอน ถ้าข้าวเหลือจะทำให้เกิดความเสียหาย ราคาก็ตก อันนี้ก็คือสิ่งที่เราก็คงจะพยายามที่จะสร้างความสมดุลระหว่างปริมาณอุปสงค์และอุปทาน แล้วรวมถึงราคา ช่วงนี้เป็นช่วงของรอยต่อ แน่นอนอาจจะมีผลกระทบบ้าง ได้ให้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นัดประชุมกับผู้ส่งออกข้าว เพื่อหารือแนวทางการช่วยเหลือและแก้ไขต่อไป ก็เรียนว่าเป็นสิ่งที่เราพยายาม ข้อห่วงใยต่างๆ ที่หลายหน่วยงานให้ความคิดเห็น ก็ต้องเรียนว่าทุกอย่างที่เริ่มต้นมันก็ต้องมีปัญหาอุปสรรคบ้าง เราก็พยายามเก็บข้อมูลต่างๆ เข้าไปแก้ไข การตรวจสอบเราก็ทำในเชิงรับเชิงรุกทุกอย่าง ก็ขอเวลาในการที่จะค่อยๆ ทำงานไป น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

เมื่อถามว่า นายวีรพงษ์ระบุว่าผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าวไม่ใช่เกษตรกร แต่จะเป็นนักการเมืองและเจ้าของโรงสี ที่จะได้รับผลประโยชน์ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า อันนี้ต้องดู และต้องไปถามคำถามกับเกษตรกรโดยตรงว่า วันนี้การรับจำนำข้าวครอบคลุมจำนวนเกษตรกรทั้งหมดเท่าไร พืชไร่เท่าไร อันนี้เป็นเรื่องหลักมากกว่า ส่วนโรงสีนั้นเป็นกลไกที่จะทำงาน เขาก็จะได้ในเรื่องค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ถ้าเป็นส่วนอื่นก็ต้องตรวจสอบ ยืนยันว่าด้วยนโยบายเราต้องการให้ประโยชน์ส่งถึงเกษตรกรหรือชาวนาโดยตรงอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า นายวีรพงษ์เกรงว่าจะทำให้รัฐบาลพัง เพราะการตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวทำได้ลำบาก น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า นโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยมีมาแล้ว ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนอยู่แล้ว ส่วนแรกเราต้องได้รับความร่วมมือจากการทำงานร่วมกัน อยากให้สื่อมวลชนไปถามในพื้นที่ ลงไปถามเกษตรกร ว่าโครงการนี้เกษตรกรมีความต้องการอย่างไร และได้รับประโยชน์อย่างไร ตนก็อยากขอให้ถามให้ครบทุกกลุ่มด้วย

เมื่อถามว่า รู้สึกโกรธนายวีรพงษ์หรือไม่ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นดังกล่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า "ไม่โกรธหรอกค่ะ เพราะว่าทุกคนมีสิทธิห่วงใยได้ เราเองก็ต้องชี้แจง มีหน้าที่ชี้แจง เราถือว่าทุกท่านมีความห่วงใย เราก็ต้องอธิบายแล้วก็ลงไปดู ดิฉันพร้อมน้อมรับและรับฟัง แต่เราเองก็มีกลไกในการตรวจสอบ"

เมื่อถามว่า ข้าวที่ส่งออกไปมีส่งออกไปยังประเทศใดบ้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เมื่อมีการระบายเสร็จแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะแถลงเอง เบื้องต้นเนื่องจากการแข่งขันด้านราคาต่างๆ เขาจะมีขั้นตอนการให้ข้อมูลเป็นลำดับอยู่แล้ว เมื่อถามว่า แต่วันนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่าไทยไม่สามารถขายข้าวได้เลย ทำให้คุณภาพข้าวด้อยลงไป น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เดี๋ยวให้กระทรวงพาณิชย์ตอบดีไหมว่า เขาขายไปเท่าไรแล้ว

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านระบุว่าตัวเลขการส่งออกกับข้อมูลที่ได้พบไม่ตรงกัน และไม่มีการส่งออกข้าวไปขายต่างประเทศ แต่ส่วนใหญ่ขายในประเทศไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ต้องเรียนว่ารายได้ของการส่งออกบางส่วนเป็นการขายภายใต้จีทูจี จะมีการทยอยส่งมอบ ซึ่งจะโชว์ตัวเลขเมื่อมีการส่งมอบจริง จำนวน 7 ล้านตัน ที่ขายได้คือจำนวนตัวเลขที่มีการตกลงแล้ว มีสัญญาแล้ว แต่การส่งมอบไม่ได้ส่งทั้งหมด 7 ล้านตัน จึงมีการทยอยส่ง ถามว่าจะเห็นตัวเลขได้จากไหน ก็จะเห็นได้จากตัวเลขที่กระทรวงพาณิชย์จ่ายเงินกลับคืนเข้าคลังงบประมาณ จึงจะจ่ายเป็นรอบเข้าไป ดังนั้นวิธีการเลยไม่เห็นเหมือนปีที่ผ่านมา ซึ่งปีที่ผ่านมาถ้าขายในประเทศ เมื่อขายเสร็จแล้วระบายก็รับรู้ตัวเลขเลย วันนี้มีการขาย มีการส่งออก มีการส่งมอบ ก็ต้องไปดูตัวเลขส่งมอบที่จะมาจากตัวเลขของการส่งออก

เมื่อถามว่า เบื้องต้นประมาณได้หรือไม่ว่าจะมีการขาดทุนหรือกำไรจำนวนเท่าไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ทำหน้าเจื่อนๆ และไม่ได้ตอบคำถาม ทำให้นายบุญทรงที่ยืนอยู่ข้างๆ ตอบคำถามแทน โดยนายบุญทรงกล่าวว่า "การทำโครงการจะจบปีหน้า หลังจากที่เราระบายครบถ้วนแล้ว ทั้งนี้ตัวเลขที่เราจะต้องรับภาระในส่วนของรัฐบาลก็ยังยืนยันว่าอย่างไร ก็ไม่มากไปกว่าโครงการที่ทำในปีที่ผ่านมา"

เมื่อถามว่า มีการมองว่าจะเป็นการทำลายโครงสร้างข้าวภายในประเทศ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ต้องกลับไปดูว่าโครงสร้างที่ผ่านมาสะท้อนราคาข้าวหรือไม่ วันนี้เราเห็นว่าข้าวเราคุณภาพดี แต่ราคาที่เราขายได้เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านราคาเราไม่ได้สูงขึ้น นี่คือสิ่งที่เราพยายามที่อยากจะให้ข้าวของเรากลับไปสู่ราคาที่เหมาะสม และสะท้อนความเป็นจริงด้วย

เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่ามีการทุจริตสวมรอยจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ต้องดำเนินการโดยข้อกฎหมาย การทุจริตเกิดขึ้นเฉพาะจุด ซึ่งอาจจะต้องไปดูในรายละเอียด เพราะบางทีอาจจะเกิดจากพฤติกรรมของคน ที่จะใช้ช่องว่างของระเบียบต่างมาทุจริตด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่พบการทุจริตไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ เป็นต้น ทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมาย

พบแล้ว ! เด็กหญิงที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเมื่ออายุมากขึ้น เกิดจาก ?

ทีมนักวิทยาศาสตร์อเมริกันพบหลักฐานที่โยงความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมกับโภชนาการของเด็กหญิงวัยรุ่นจากการศึกษาเรื่องนี้ในหนูทดลองที่มหาวิทยาลัย University of California Davis

คุณรัส โฮวี่ หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าทีมวิจัยศึกษาพัฒนาการของหนูทดลองตัวเมียที่ระบบการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนถูกบล็อกไม่ให้ทำงาน ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่มีบทบาทในพัฒนาการทางเพศของผู้หญิง รวมทั้งการเติบโตของเต้านม ในการทดลอง หนูตัวเมียไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเพศหญิงได้

หลังจากนั้นนักวิจัยให้หนูทดลองกินอาหารที่มีระดับแคลอรี่สูง เป็นอาหารทีมีกรดไขมันชนิด 10 และ 12 ซีแอลเอ อาหารที่มีกรดไขมันทั้งสองอย่างในปริมาณสูงทำให้หนูเริ่มพัฒนาอาการก่อนเป็นโรคเบาหวาน คือ เริ่มมีความผิดปกติในระบบเผาผลาญอาหารของร่างกาย มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง น้ำหนักตัวเพิ่ม ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมากและมีความดันโลหิตสูงตามมา

หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่าอาหารที่มีกรดไขมันสูงยังไปกระตุ้นให้เต้านมหนูทดลองโตขึ้นทั้งๆที่ระบบผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายหนูทดลองจะถูกควบคุมไม่ให้ผลิตฮอร์โมนก็ตาม

สิ่งที่การวิจัยพบแสดงให้เห็นว่าอาหารที่มีกรดไขมันบางชนิดในระดับสูงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเผาผลาญอาหารของร่างกาย แต่ที่สร้างความแปลกใจแก่ทีมงานมากที่สดุคือการค้นพบว่าแม้หนูทดลองตัวเมียจะไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน เต้านมของหนูยังโตขึ้น

นอกจากนี้นักวิจัยพบว่าอาหารที่มีไขมันสูงทำให้หนูทดลองบางตัวยังเกิดก้อนเนื้อในเต้านมด้วย แต่เนื่องจากไม่ได้เกิดกับหนูทดลองทุกตัว นักวิจัยสงสัยว่าพันธุกรรมน่าจะมีบทบาทที่ทำให้หนูทดลองบางตัวเกิดมะเร็งในเต้านม

ผลการวิจัยนี้ทำให้ทีมงานเชื่อว่าอาหารที่มีกรดไขมันบางอย่างสูง มีผลให้เด็กผู้หญิงวัยรุ่นเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและโรคอื่นๆเมื่ออายุมากขึ้น

คุณโฮวี่ กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเช่นเดียวกับโรคเบาหวานชนิดที่สองที่เกิดจากอาหาร ที่อาจจะมีผลให้เกิดความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้น โดยไม่เกี่ยวพันกับฮอร์โมนเอสโตรเจน

โรคเบาหวานประเภทสองที่เกิดจากการโภชนาการที่ไม่สมดุลกลายเป็นปัญหาสุขภาพของคนทั่วโลกในปัจจุบัน ผลการวิจัยของทีมนักวิทยาศาสตร์อเมริกันครั้งนี้ชี้ว่าโรคมะเร็งเต้านมกำลังกลายเป็นปัญหาที่ตามมาติดเพราะเชื่อว่าเป็นผลสืบเนื่องจากโรคเบาหวานประเภทที่สอง

ส.ว.รุมจวกโครงการจำนำข้าว เห็นด้วยกับนักวิชาการนิด้า ให้กำหนดราคาต่ำลงเพื่อปกป้องกลไกตลาด

ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 14 สมัยสามัญทั่วไป ที่มีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม สมาชิกวุฒิสภาได้หารือถึงนโยบายการจำนำราคาข้าวของรัฐบาล โดยนายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา กล่าวถึง โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลว่า ไม่รู้ว่าต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่ แต่ก็มีการใช้ไปแล้วกว่าแสนล้านบาทแล้ว แต่ก็มีสายด่วนจากดูไบว่าให้มีการเดินหน้าต่อไป ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ สิ่งที่สงสัยคือ ข้าวในสต๊อกมีจำนวนเท่าไหร่ 17 ล้านตัน หรือ 10 ล้านตันกันแน่ แล้วระบายไปแล้วถึง 10% หรือไม่ ภาระหนี้สินระยะยาวของรัฐบาลเป็นอย่างไร ของอ้างการร้องต่อศาลปกครองของนายอดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อาจารย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ชี้ว่า หลักการทำงานที่ถูกต้องของการจำนำข้าวคือการให้ราคาต่ำกว่าตลาดในระดับที่เหมาะสม เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้มาไถ่ถอน และนำไปขายในตลาดเมื่อราคาสูงขึ้น แต่การรับจำนำข้าวของรัฐบาลในปัจจุบันเป็นราคารับจำนำจงใจที่ให้สูงกว่าตลาดโดยชัดแจ้ง ซึ่งมิได้มีเจตจำนงให้เกษตรกรได้มีโอกาสไถ่ถอนคืนแต่อย่างใด การกระทำของรัฐบาลจึงไม่ใช่การรับจำนำ แต่เป็นการทำตัวเป็นพ่อค้าข้าวรายใหญ่ที่สุด รายเดียวของประเทศ เป็นการผูกขาดตัดตอน ที่ทำลายระบบการค้าของไทย ส่งผลต่อระบบการผลิตข้าวที่บิดเบือนกลไกตลาด ขอเรียนว่าโครงการของรัฐบาลไม่ใช่การับจำนำข้าว แต่เป็นการจำนำประเทศ ให้รัฐบาลเป็นพ่อค้าข้าวรายเดียว ตัดการแข่งขันเสรีออกไป สร้างหนี้สินมากมายให้กับรัฐบาล ทั้งยังไม่ได้ชี้แจงหรือให้ตัวเลขที่ถูกต้องให้กับประชาชน เป็นที่เคลือบแคลงสงสัย รัฐบาลควรจะทบทวนได้แล้ว

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า จากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล ในแง่หนึ่งก็ถือเป็นการช่วยเหลือชาวนา แต่ก็มีการทักท้วงจากหลายฝ่ายว่าการมีการตั้งราคารับจำนำสูงมาก ซึ่งคณะอาจารย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว โดยจะหารือในกลุ่ม ‘40 ส.ว.’ เพื่อส่งคำเตือนไปยังรัฐบาล หากยังไม่ดำเนินการใดๆ จะมีการดำเนินการขั้นต่อไป

ด้าน น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่มีนักศึกษาและนักวิชาการ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทักท้วงโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เพราะมีความห่วงใยเกรงว่าจะเสียหายต่องบประมาณจำนวนมหาศาลของประเทศ โดยต้องการให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงแก้ไขเงื่อนไข ซึ่งต้องปรับราคาการซื้อที่ไม่ขัดต่อกลไกการค้าเสรี เพราะการรับซื้อราคาแพงและเก็บข้าวไว้ในสต๊อกจำนวนมาก ตนเห็นว่ารัฐบาลควรทำให้การจำนำข้าวเป็นการจำนำอย่างแท้จริง อย่าให้ราคาสูงเกินไป และต้องจำกัดจำนวนการรับจำนำข้าวต่อครัวเรือน เพราะจะได้เข้าถึงทุกครัวเรือนรายเล็กรายน้อย ไม่ใช่จำนวนมากทุกเมล็ดอย่างนี้ ซึ่งเป็นการเอื้อต่อนายทุน จึงเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีขอให้ยกเลิกโครงการจำนำข้าว และอย่าคิดว่าคนที่คัดค้าน อยากจะเอาชนะ หรือไปฟังคำสั่งของใครมา

จำนำข้าว แก้ปัญหาระยะสั้น ถึงเวลาปฎิรูปสู่อุตสาหกรรมข้าว มุ่งสู่นาแปลงใหญ่ ???

สุเมธ เหล่าโมราพร
ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (สายธุรกิจข้าวและอาหาร) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด

แม้ว่าโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หรือโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา จะทำให้ “เกษตรกร”มีรายได้ดีขึ้น ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากเกษตรกร แต่ต้องยอมรับว่า “แรงงาน”ในภาคเกษตร นับวันจะมีจำนวนลดลง สาเหตุสำคัญมากจากภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจภาคบริการของประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็วจึงดูดเอาแรงงานจากภาคเกษตรออกไป

จะสังเกตว่า คนหนุ่ม คนสาว ถ้าเลือกได้ไม่มีใครยึดอาชีพทำนา สร้างรายได้เลี้ยงตัวเอง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูประบบการทำนาของประเทศไทย เพื่อให้ “ข้าว”เป็นอุตสาหกรรมที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

ในอนาคตการทำนาอาจจะมีการควบเกษตรกรรายย่อย ในรูปสหกรณ์ที่ทันสมัย หมายความว่าในหมู่บ้านๆ หนึ่งอาจจะมีพื้นที่รวมเป็นหมื่นไร่ แต่มีเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากเป็นเจ้าของ การจะเพิ่มศักยภาพในการผลิตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพได้ จำเป็นต้องรวมพื้นที่นาเป็นแปลงใหญ่ เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ แล้วดึงชาวนาที่เก่งๆ มาดูแล ใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในจำนวนพื้นที่เท่าเดิม ก็จะสามารถสร้างผลผลิตที่สูงขึ้น มีคุณภาพข้าวที่ดีขึ้น โดยมีต้นทุนต่ำลง แรงงานส่วนเกินที่ทำการเกษตรไม่เก่ง ก็เข้าไปทำงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ สร้างรายได้เพิ่มให้ครอบครัวอีกช่องทางหนึ่ง

การทำเกษตรลักษณะนี้นอกจากจะช่วยให้อุตสาหกรรม “ข้าว”เติบโตอย่างยั่งยืนแล้ว ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไปพร้อมกันด้วย เพราะผลผลิตที่สูงขึ้นช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

ระบบการทำเกษตรลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ไม่ได้เพิ่งเกิดในประเทศไทย แต่ในยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นได้นำโมเดลนี้มานานใช้นานแล้ว หรือแม้กระทั่งประเทศจีนก็ได้นำระบบสหกรณ์มาใช้ในอุตสาหกรรมเกษตร

“การรวมกลุ่มเกษตรเป็นสหกรณ์ เปรียบเสมือนวันนี้เรามีไม้ไผ่ แต่มีลักษณะเป็นซีก ซีก เนื่องจากประเทศไทยไม่มีที่นาเป็นแปลงใหญ่ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรรายเล็ก ๆ ต้องรวมกลุ่มแล้วผนึกกำลังกันเดินไปข้างหน้าจึงจะสู้กับคู่แข่งในโลกที่นับวันจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆได้”

การผนึกกำลังของเกษตรกรจะช่วยส่งเสริมการเกษตรของไทยให้ดีอย่างไร ?

หนึ่ง การปฏิรูปที่ดินสามารถทำได้ง่ายขึ้น

สอง การวางระบบคลองส่งน้ำ ชลประทาน ในไร่นาทำง่าย

สาม การนำเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้จะมีความคุ้มค่ากว่า

สี่ การเข้าถึงและการใช้เทคโนโลยีจะมีประสิทธิภาพมากกว่า
ห้า สามารถบริหารและสร้างอำนาจต่อรองได้ดีขึ้น

แล้วการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ก็ไม่ได้หมายความว่า จะทำเกษตรเชิงเดียวเพียงอย่างเดียว แต่สามารถทำเกษตรผสมผสานได้ด้วย ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์(ซี.พี.)ได้ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในแนวพระราชดำริด้านการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการจัดซื้อที่ดิน 1,253 ไร่ ซึ่งเป็นดินทรายที่เสื่อมสภาพ เพาะปลูกไม่ได้ผล เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่ดอน มาจัดรูปที่ดินใหม่ แบ่งเป็นแปลงละ 24 ไร่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่มีฐานะยากจน ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง ให้มีโอกาสได้ประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ ควบคู่ไปกับการเพาะปลูก การดำเนินงานของโครงการ จัดเป็นระบบเบ็ดเสร็จครบวงจร เพื่อให้การพัฒนาอาชีพ ของเกษตรกรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

โครงการนี้จัดทำในรูปแบบ 4 ประสานประกอบด้วย ภาครัฐได้แก่อำเภอพนมสารคาม สถาบันการเงินโดยธนาคารกรุงเทพ ที่ให้การสนับสนุนวงเงินกู้แก่โครงการ และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่นำเทคโนโลยี ความรู้ด้านการเกษตรเข้ามาต่อยอดให้เกษตรกร และเกษตรกร บริหารงานภายใต้ระบบสหกรณ์ที่ชาวบ้านช่วยกันดูแล

และวันนี้การทำเกษตรในระบบสหกรณ์ที่หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าได้ผ่านบทพิสูจน์แล้วว่าโมเดลนี้ได้ผลจริงๆ ไม่ใช่ว่าได้ผลเฉพาะในหน้ากระดาษ แต่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้จริงๆ สร้างความยั่งยืนได้จริงๆ ถ้าชาวนานำโมเดลนี้ไปประยุกต์ใช้ โดยมีรัฐบาลเข้าไปดูแล การทำนาของประเทศไทยก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

หรือโครงการเกษตรกรรมทันสมัยที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ร่วมกับรัฐบาลจีนโดยใช้โมเดล“สี่ประสาน”(Four in One) ผนึกกำลังความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้อง 4 ฝ่ายได้แก่ รัฐบาล เกษตรกร บริษัทเอกชน และธนาคาร สร้างโครงการไก่ไข่ครบวงจรที่ทันสมัยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย บนที่ดิน 324 ไร่ ณ หมู่บ้านซีฟานเกอจวง(Xifan Gezhuang) ตำบลยู่โค(Yukou) เขตผิงกู่ นครปักกิ่ง มีเกษตรกรจีนได้รับประโยชน์จากการดำเนินโครงการนี้ถึง 1,900 ครอบครัว หรือประมาณ 6,000 คน ตรงนี้ก็บริหารด้วยระบบสหกรณ์เช่นกัน

ในประเทศที่มีที่นาแปลงเล็กต้องทำเป็นระบบสหกรณ์

สหกรณ์อีกรูปแบบที่น่าจะเป็นโมเดลที่ดีของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว คือ สหกรณ์การเกษตรชาวไร่อ้อยในจังหวัดต่างๆ ที่ปัจจุบันมีการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งจนสามารถผลักดันให้ไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายรายใหญ่อันดับสองของโลก โดยบราซิลผู้ผลิตรายใหญ่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก

โมเดลระบบสหกรณ์การเกษตรชาวไร่อ้อย เป็นการรวมตัวของคนที่เกี่ยวข้องทั้งเจ้าของโรงงาน เกษตรกรรายใหญ่ที่มีพื้นที่ดิน 400-500 ไร่ เกษตรรายย่อยเข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน โดยโรงงานจะเป็นเสมือนดาวฤกษ์ ชาวไร่อ้อยเป็นดาวนพเคราะห์ที่อยู่รายรอบ ผลประโยชน์ถูกแบ่งอย่างลงตัว ทำให้สหกรณ์การเกษตรชาวไร่อ้อยอยู่ได้อย่างมั่นคง ซึ่งหากนำระบบนี้มาใช้ อุตสาหกรรมข้าวจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว ประเทศไทยก็จะไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

โครงการรับจำนำข้าว ถือเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น ที่เห็นผลเร็ว เป็นบทบาทเพียงด้านเดียวของรัฐบาล ยังมีเรื่องอื่นที่ภาครัฐต้องเข้ามาพัฒนาอีกหลายด้านเพื่อให้ข้าวไทยเป็นที่รู้จักในตลาดโลก ทั้งเรื่องการตลาด การสร้างแบรนด์ให้กับข้าวไทย การจัดโซนนิ่งการเพาะปลูก การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว ที่รัฐบาลสามารถทำทุกอย่างควบคู่กันไปได้ เพราะต้องยอมรับว่าการพัฒนาการเกษตรทำยาก แค่ปรับปรุงพันธ์ก็ใช้เวลาเป็น 10 ปี ดังนั้นการจะทำให้อุตสาหกรรมข้าวอยู่ได้อย่างยั่งยืน เกษตรกรมั่งคั่งต้องมีการวางแผนระยะกลาง และระยะยาวไปพร้อมๆ กันด้วย

การปฏิรูปการเกษตรทุกนโยบาย ทุกยุทธศาสตร์ต้องใช้เวลาเป็น 10 ปีขึ้นไป ฉะนั้นต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในอีก 10 ข้างหน้า

ที่ม - ซีพีอีนิวส์ 1 ตุลาคม 2555

ปลัดพณ.แย้ง"อาจารย์นิด้า-มธ." จำนำข้าว ไม่ขัดรธน. ยืนยันชาวนาได้ปย.ปลดหนี้สินได้หมด

นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่เห็นด้วยที่นักจากวิชาการจากสถาบันสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ยื่นหนังสือฟ้องศาลรัฐธรรมนูญให้ระงับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เพราะโครงการดังกล่าวไม่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 84 (1) ที่ระบุว่ารัฐบาลต้องสนับสนุเศรษฐกิจอย่างเสรี และเป็นธรรมตามกลไกตลาด แต่ที่ผ่านมาระบบการค้าข้าวของไทยแม้จะเสรี แต่ไม่เป็นธรรม โดยชาวนาถูกกดราคารับซื้อ เนื่องจากตลาดข้าวเป็นของผู้ซื้อไม่ใช่ผู้ขาย

ทั้งนี้ การที่รัฐบาลดำเนินนโยบายโครงการรับจำนำข้าวให้กับชาวนา ถือเป็นการทำให้ระบบการค้าข้าวเกิดความเป็นธรรม จึงไม่ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ ในทางกลับกันโครงการรับจำนำข้าวกลับสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 84 (8) ที่ระบุว่ารัฐต้องคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร เพราะโครงการรับจำนำข้าวได้ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชาวนาไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่ถูกกดราคาข้าวจากพ่อค้าคนกลางทั้งผู้ส่งออก และผู้ค้าข้าวในประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของความเหมาะสมของนโยบายจำนำข้าวในปัจจุบัน ต้องมองว่าคนกลุ่มใหญ่หรือคนกลุ่มน้อยได้ประโยชน์ หากคนกลุ่มใหญ่ ซึ่งเป็นชาวนาที่มีมากถึง 15 ล้านคนไทยประโยชน์จากการรับจำนำข้าว นโยบายดังกล่าวก็ถือว่าเหมาะสม เพราะที่ผ่านนโยบายการแทรกแซงตลาดข้าวมีจุดอ่อนหลายจุด โดยนโยบายรับจำนำข้าวได้แก้ไขปัญหาตรงนี้ และบอกได้ว่าเป็นนโยบายที่เหมาะสมและถูกต้องเมื่อเทียบกับนโยบายการแทรกแซงราคาของรัฐบาลที่ผ่านๆมา

นางวัชรี กล่าวว่า หากดูในแง่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ พบว่าโครงการรับจำนำข้าวสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่ำปีละ 2% และชาวนาที่นำข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำข้าวมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งระบบ 1.4 แสนล้านบาท คำนวณจากปริมาณข้าวเปลือกที่เข้าโครงการรับจำนำ 16 ล้านตัน เทียบส่วนต่างระหว่างราคาจำนำและราคาตลาด ส่วนชาวนาที่ไม่ได้นำข้าวมาเข้าร่วมโครงการรรับจำนำยังได้ประโยชน์จากราคาข้าวในตลาดสูงขึ้นคิดเป็นมูลค่า 5.7-6 หมื่นล้านบาท คำนวณจากปริมาณข้าวในตลาด 15 ล้านตัน เทียบกับราคาตลาดปัจจุบันกับราคาตลาดก่อนที่มีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเงินเหล่ามากถึง 2 แสนล้านบาท ได้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ และชาวนาระบุว่าหากดำเนินโครงการรับจำนไปอีก 2 ปี ชาวนาก็จะปลดหนี้สินได้ทั้งหมด ส่วนการระบายข้าวนั้น ยืนยันที่จะระบายอย่างต่อเนื่องออกมาให้มากและเร็วสุด แต่ส่งผลกระทบต่อระบบให้น้อยสุด

นอกจากนี้ หากเทียบกับโครงการประกันรายได้จะพบว่าราคาข้าวในตลาดช่วงที่มีโครงการรับจำนำสูงขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 1.1-1.2 หมื่นบาท ขณะที่ราคาข้าวในตลาดช่วงประกันรายได้ขายได้ 6,000-7,000 บาท พร้อมกันนี้ราคาส่งออกข้าวของไทยก็เพิ่มสูงขึ้น โดยห่างจากเวียดนามตันละ 200 เหรียญสหรัฐ เป็นอย่างต่ำ ถือว่าสร้างความเป็นธรรมให้กับระบบข้าวไทย เพราะคุณภาพข้าวไทยดีกว่าเวียดนาม ส่วนเรื่องปริมาณส่งออกข้าวไทยปีนี้ลดลงหลังดำเนินโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด ไม่ใช่มาจากสาเหตุโครงการรับจำนำอย่างเดียว แต่เกิดจากอินเดียกลับมาส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้น และมีการดัมพ์ราคาข้าวขายต่ำ เพื่อหวังชิงส่วนแบ่งตลาด

“ตอนนี้กระทรวงอยู่ระหว่างเตรียมแผนเพื่อเร่งการส่งออกในช่วงไตรมาสสุดท้าย ตามนโยบายของรมว.พาณิชย์ ซึ่งจะมีการหารือกับผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ กำหนดแนวทางและโปรโมชั่นที่จะช่วยเพิ่มยอดส่งออกข้าว โดยเป้าหมายการส่งออกข้าวปีนี้ว่าจะมีปริมาณ ขอทบทวนตัวเลขก่อน แต่ยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวจะต้องเดินหน้าต่อไป เพราะชาวนาระบุว่าหากดำเนินโครงการรับจำนไปอีก 2 ปี ชาวนาก็จะปลดหนี้สินได้ทั้งหมด ส่วนการระบายข้าวนั้น ยืนยันที่จะระบายอย่างต่อเนื่องออกมาให้มากและเร็วสุด แต่ส่งผลกระทบต่อระบบให้น้อยสุด”นางวัชรีกล่าว

เวียดนามขอบคุณ "จำนำข้าว" ยิ่งลักษณ์ จ่อขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง ยอดส่งออกข้าวมากที่สุดของโลกปีนี้

จาก วีโอเอไทย

เวียดนามครองอันดับสองในฐานะกลุ่มประเทศส่งออกข้าวมากที่สุดของโลกรองจากไทยมายาวนาน แต่ในปีนี้เวียดนามคาดการว่าจะสามารถส่งออกข้าวได้ราวๆ 7 ล้านตัน มากกว่าการประมาณการส่งออกข้าวของไทยที่ราวๆ 6 ล้าน 5 แสนตันเท่านั้น

Nguyen Van Don ผู้บริหาร บริษัท Viet Hung บริษัทส่งออกข้าวรายใหญ่ของเวียดนาม บอกว่า ในปีนี้ยอดการส่งออกข้าวของเวียดนามจนถึงขณะนี้มีมากกว่าประเทศไทย ซึ่งต้องขอบคุณนโยบายการรับประกันราคาข้าวของรัฐบาลไทยที่ส่งผลในยอดการส่งออกลดลง

นักธุรกิจส่งออกข้าวชาวเวียดนาม บอกว่า เหตุผลก็คือนโยบายการรับประกันราคาข้าวของไทยนั้นรัฐบาลจะสนับสนุนชาวนาไทยด้วยการรับซื้อข้าวในราคาสูงไปเก็บไว้ แต่เป็นเรื่องยากที่จะนำข้าวออกขายในตลาดโลกเพราะมีราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป ทำให้แต่ละประเทศเช่นเวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน และพม่าต่างแข่งขันเพื่อแย่งตลาดในส่วนนี้ โดยเวียดนามมีคู่แข่งสำคัญคืออินเดีย

Nguyen Van Don บอกด้วยว่า การส่งออกข้าวของเวียดนามที่เพิ่มสูงขึ้นยังมีส่วนมาจากยอดสั่งซื้อข้าวที่เพิ่มขึ้นของบริษัทจากประเทศจีน ทำให้ปีนี้จีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่นำเข้าข้าวจากเวียดนาม ในจำนวนมากกว่า 2 ล้านตันแล้ว ทั้งๆที่ปีก่อนหน้านี้การค้าข้าวระหว่างจีนกับเวียดนามนั้นไม่ค่อยมีมากนัก แต่ในปีนี้จีนกลับกลายเป็นตลาดส่งออกข้าวหลักของเวียดนามไปแล้ว

อย่างไรก็ตามในวงการค้าข้าวจะทราบว่า ปกติแล้วข้าวเวียดนามนั้นมีคุณภาพที่ด้อยกว่าข้าวของไทย และมีตลาดการส่งออกข้าวที่ค่อนข้างต่างกัน แต่เจ้าหน้าที่ด้านการเกษตรของเวียดนามบอกว่า การส่งออกข้าวที่น้อยลงของไทยกลายเป็นโอกาสสำคัญของเวียดนามที่เพิ่มช่องทางใหม่ๆมากขึ้น

Huynh Cong Minh ผู้ช่วยผู้อำนวยการหน่วยงานด้านการพัฒนาการเกษตรและชนบท ในจังหวัดTien Giang แหล่งปลูกข้าวสำคัญทางตอนใต้ของเวียดนาม บอกว่า แม้จะยังถึงกับเป็นโอกาสทองของการส่งออกข้าวของเวียดนามเสียทีเดียว แต่ถือเป็นจุดเริ่มของโอกาสในระยะยาวที่จะช่วยให้เวียดนามค่อยๆเปลี่ยนวิธีการเลือกพันธุ์ข้าวในการปลูก และเพิ่มพื้นที่การปลูกข้าวคุณภาพดีให้มากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เจ้าหน้าที่คนนี้บอกด้วยว่า กว่าร้อยละ 45 ของข้าวที่ปลูกในพื้นที่จังหวัด Tien Giang นั้นเป็นข้าวพันธุ์คุณภาพดี และกำลังวางแผนสนับสนุนเตรียมขยายพื้นที่ปลูกให้มากขึ้นเพื่อรองรับตลาดข้าวใหม่ๆของเวียดนาม

Nguyen Ngoc Phan ชาวนาในจังหวัดTien Giang บอกว่า เขามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากหันมาปลูกข้าวพันธุ์ดี มากว่า 5 ปี หลังได้รับการส่งเสริมจากเจ้าหน้าที่ให้ปลูกข้าวพันธุ์ดีคุณภาพสูงเมื่อหลายปีก่อน และแน่นอนว่าเมื่อปลูกข้าวคุณภาพที่ดีขึ้นรายได้ก็ดีขึ้นตามไปด้วย จนต้องขยายพื้นที่ปลูกข้าวพันธุ์นี้ให้มากขึ้นจนเต็มแปลงนาที่มีอยู่ทั้งหมด

แน่นอนว่าผู้คนในวงการข้าวของเวียดนามต่างยินดีที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกในปีนี้ และทราบดีว่าเงื่อนไขสำคัญที่จะสามารถรักษาตำแหน่งนี้ไว้ต่อไปคือ สภาพอากาศและปริมาณความต้องการข้าวของตลาดโลก แต่เจ้าหน้าที่เวียดนามย้ำว่า เป้าหมายในการรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวนั้นยังมีความสำคัญน้อยกว่าการเร่งส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพดีให้มากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการจากทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคต