แนวหน้า

ไทยทำสำเร็จลดคนอดอยาก โชว์สัดส่วนน้อยกว่าประมาณการFAO

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการประชุมสุดยอดความมั่นคงอาหารโลก หรือ World Food Summit ครั้งที่ 1 เมื่อปี ค.ศ. 1966 ที่ได้กำหนดเป้าหมายในการลดจำนวนประชากรโลกผู้อดอยากหิวโหยลงครึ่งหนึ่ง โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติได้ติดตาม และประเมินผลจำนวนผู้อดอยาก หิวโหย หรือ Prevalence of Undernourished ของประเทศต่างๆ เพื่อเผยแพร่ในเอกสาร The State of Food Insecurity in the World : SOFI ซึ่งเอกสารดังกล่าวได้ประมาณการจำนวนผู้อดอยากหิวโหยของประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 26 และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จนเหลือร้อยละ 16 ในปี 2554 อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่าตัวเลขดังกล่าวอาจไม่สะท้อนสถานะที่แท้จริงของประเทศไทย ซึ่งควรจะต้องมีการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณ

ดังนั้นองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)จึงได้เสนอความช่วยเหลือทางวิชาการเพื่อตรวจสอบปรับปรุงข้อมูลสำหรับคำนวณตัวเลขผู้อดอยากหิวโหย โดย สศก. ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ และ FAO จัดประชุมเพื่อนำเสนอผลการศึกษาความไม่มั่นคงด้านอาหารของไทย ซึ่งผลการศึกษาพบว่า สัดส่วนผู้ขาดสารอาหารของประเทศไทยลดลงต่ำกว่าการประมาณการของ FAO ที่เผยแพร่ในเอกสาร SOFI โดยอยู่ที่ร้อยละ 5.5 คิดเป็นประชากรประมาณ 3.8 ล้านคนส่งผลให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ หรือ MDG ในการลดสัดส่วนผู้อดอยากหิวโหยลงมากกว่าครึ่ง ก่อนถึงกำหนดภายในปี 2558

การวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว ดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลสำหรับใช้คำนวณตัวเลขผู้ขาดสารอาหารของไทย มีหน่วยงานประกอบด้วย สศก. สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้แทนกรมต่างๆ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกันตรวจสอบ ปรับปรุง และเก็บข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อนำมาใช้ในการประมาณการสัดส่วนผู้ขาดสารอาหาร ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางเทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญจาก Statistic Division ของ FAO สำนักงานใหญ่ กรุงโรม ประเทศอิตาลี

รายงานพิเศษ : สศก.แนะภาคเกษตรไทยอย่านอนใจ แม้ร่างกม.“Fiscal Cliff”ผ่านเห็นชอบ

สศก.แนะภาคเกษตรไทยอย่านอนใจ แม้ร่างกม.“Fiscal Cliff”ผ่านเห็นชอบ-ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อศก.โลก

สศก. วิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ภายหลังการบรรลุข้อตกลงร่วมกันของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน เห็นชอบผ่านร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาหน้าผาทางการคลัง หรือ Fiscal Cliff ในการยืดระยะเวลามาตรการลดภาษี และชะลอมาตรการตัดลดรายจ่ายภาครัฐ แนะ ภาคเกษตรไทยอย่านอนใจ เพราะเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น ต้องเกาะติดสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก เพื่อป้องกันความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในอนาคต

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงร่างกฎหมาย Fiscal Cliff ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของสภาคองเกรส เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา (ตามเวลาของสหรัฐฯ) อันนับเป็นการบรรลุข้อตกลงร่วมกันของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน ในการยืดระยะเวลาที่มาตรการลดภาษีจะหมดอายุลงในสิ้นปี 2555 ควบคู่ไปกับการชะลอมาตรการตัดลดรายจ่ายภาครัฐที่จะดำเนินการในปี 2556 เนื่องจากที่ผ่านมา สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีความเปราะบางจากปัญหาทางเศรษฐกิจในประเทศหลายประการ เช่น การลงทุนและการจ้างงานที่ชะลอตัว สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ผู้บริโภคไม่มีความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย รวมถึง ความไม่มีเสถียรภาพของสถานะทางการคลัง จากปัญหาการขาดดุลการคลังและปัญหาหนี้สาธารณะที่สูง นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น จากการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณครั้งที่ 4 (Quantitative Easing 4 : QE 4) ทำให้เป็นที่กล่าวกันว่า หากร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาฯ ในปี 2556 เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากการบังคับใช้นโยบายการคลังแบบเข้มงวด

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยสำนักนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร จึงได้ศึกษาและติดตามสถานการณ์การผ่านร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) ของสหรัฐอเมริกา เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่อาจมีต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงเสนอแนะนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องจากแหล่งต่างๆ ซึ่งพบว่า มาตรการที่สำคัญของร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวนั้น แบ่งได้เป็น 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการทางภาษี ได้แก่ การต่ออายุมาตรการปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่หมดอายุลงในสิ้นปี 2555 ให้เป็นมาตรการถาวร เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ รวมถึงการปรับขึ้นอัตราภาษีมรดกและอัตราภาษีลงทุนสำหรับธุรกิจ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ภาครัฐ มาตรการตัดลดงบประมาณรายจ่ายหรือลดการขาดดุลงบประมาณ โดยสภาคองเกรสเห็นชอบให้เลื่อนเวลาการตัดงบรายจ่ายของรัฐโดยอัตโนมัติออกไปเป็นเวลา 2 เดือน สำหรับประเด็นเรื่องการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในอีก 2 เดือนข้างหน้า และ มาตรการด้านอื่นๆ ประกอบด้วย มาตรการทางสังคม เช่น การขยายเวลาสิทธิประโยชน์ด้านการประกันการว่างงาน การอุดหนุนโครงการสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงมาตรการต่ออายุ พรบ.เกษตรกรรม (Farm Bill) ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2551 เพื่อให้ราคาสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ หลายฝ่ายมีความเห็นว่า ระดับราคาสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรและอาหารของโลกมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน

เลขาธิการ กล่าวต่อไปว่า การผ่านร่างกฎหมาย Fiscal Cliff นั้น มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทย โดย ผลกระทบทางตรง ได้แก่ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท การส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปยังสหรัฐฯ มีสัญญาณที่ดีขึ้นจากการเพิ่มขึ้นในอำนาจซื้อของพลเมืองกลุ่มใหญ่ที่เป็นอุปสงค์หลักของสินค้าเกษตรไทย รวมถึงราคาสินค้าเกษตรไทยที่อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นตามระดับราคาสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ภายหลังการต่ออายุ พ.ร.บ. เกษตรกรรม (Farm Bill) และ ผลกระทบทางอ้อม ซึ่งเป็นผลกระทบที่ถูกส่งผ่านมาจากการปรับตัวอย่างมีเสถียรภาพขึ้นโดยลำดับของค่าเงินดอลลาร์ และจะส่งผลต่อไปยังการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าสู่และออกจากภูมิภาคเอเซีย ที่อาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อการผันผวนของค่าเงินบาท

ทั้งนี้ แม้ว่าการผ่านร่างกฎหมาย Fiscal Cliff จะส่งสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงเศรษฐกิจโลก แต่การแก้ปัญหาดังกล่าวอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาในระยะสั้น เนื่องจากภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงและความไม่ชัดเจนในการปฏิบัติตามแผนลดยอดการขาดดุลงบประมาณ จึงอาจทำให้การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจในระยะยาวเป็นไปด้วยความยากลำบาก ดังนั้น ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงมีความจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด สำหรับภาคเกษตรของไทย ก็เช่นเดียวกัน ควรติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก เพื่อเป็นการบรรเทาความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

สปก.เดินหน้าแก้ปัญหาที่ทำกิน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำชับ ส.ป.ก.เดินหน้า 9 โครงการพระราชดำริ ควบคู่การแก้ปัญหาผู้ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกิน เพื่อให้งานพัฒนาในท้องถิ่นดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนไทยก้าวสู่เออีซี

นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวมอบนโยบายให้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ว่า ต้องการให้ ส.ป.ก. ตระหนักถึงความสำคัญในโครงการตามแนวพระราชดำริ ที่ ส.ป.ก. รับผิดชอบ 9 โครงการ อาทิ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดลำพูน โครงการพัฒนาพื้นที่ชายแดน บ้านทุ่งสมเด็จ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โครงการธนาคารอาหารชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ และโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ในพระราชานุเคราะห์ พื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน 70 จังหวัด เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบพื้นที่ที่มีปัญหากับสิ่งแวดล้อม ปัญหาผู้ยากไร้ซึ่งเป็นราษฎรที่ไม่มีที่ดินทำกิน การเปลี่ยนสิทธิในการถือครอง ต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจัง มีมาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้นเพื่อให้งานพัฒนาในท้องถิ่นดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมที่ครบวงจร และเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งยังเชื่อมโยงสนองนโยบายเร่งด่วน ที่ได้วางแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหาด้านต่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี

กรมชลฯปรับแผนใช้น้ำหลังพื้นที่ตอนล่างลุ่มเจ้าพระยาประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยเมื่อวันที่ 14 มกราคมว่า ล่าสุดศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน แจ้งว่า ช่วงเดือนมกราคม 2556 การใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ตอนล่างต่ำกว่าแผนที่ได้วางไว้ ทำให้พื้นที่ทางตอนล่างทั้งสองฝั่งของลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำแล้วหลายพื้นที่

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าว กรมชลประทานและกฟผ. จึงปรับแผนการใช้น้ำจากเขื่อนสิริกิติ์เพิ่มมากขึ้น จนสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติเมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำไม่ให้เกิดขึ้นอีก กรมชลประทานจึงกำหนดแผนการใช้น้ำจากเขื่อนต่างๆ ในช่วงระหว่างวันที่ 14 – 20 มกราคม ดังนี้ เขื่อนภูมิพลส่งน้ำในอัตราวันละ 25.30 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ส่งน้ำในอัตราวันละ 27.40 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ส่งน้ำในอัตราวันละ 1.38 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ส่งน้ำในอัตราวันละ 4.32 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมกับการปรับแผนการใช้น้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองในช่วงระหว่างวันที่ 14 – 20 ม.ค. 56 ด้วยการส่งน้ำผ่านเขื่อนท่าทุ่งนา ในอัตราวันละ 11.40 ล้านลูกบาศก์เมตร และจากเขื่อนวชิราลงกรณ์ในอัตราวันละ 10.60 ล้านลูกบาศก์เมตร

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การใช้น้ำในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2555/2556 และเพื่อให้การใช้น้ำเป็นไปอย่างเพียงพอในทุกภาคส่วน โดยไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำขึ้นมาอีก จึงขอความร่วมมือให้เกษตรกรงดทำนาปรังครั้งที่ 2 และขอให้ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไปด้วย

สศก.จับตาต้นทุนผลิตภาคเกษตรพุ่ง6-15%“ถั่วเหลือง-ยางพารา”หนักสุด

นายสุรศักดิ์ พันธ์นพ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สศก.ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท ที่มีต่อภาคเกษตร โดยเบื้องต้นพบว่าค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้น จะมีผลต่อต้นทุนการผลิตในภาคเกษตรที่จำเป็นต้องใช้แรงงานในการผลิตทุกชนิด เฉลี่ยอยู่ที่ 6-15% สำหรับพืชเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่ ถั่วเหลือง มีต้นทุนเพิ่มขึ้นคิดเป็น 15.62% รองลงมาได้แก่ ยางพารา 14.46% อ้อย 12.22% มันสำปะหลัง 10.70% ข้าวนาปี 9.86% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 9.70% ปาล์มน้ำมัน 6.79% และไม้ผล มีต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 13% ส่วนด้านปศุสัตว์และประมงได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย ยกเว้นประมงทะเลที่จำเป็นต้องใช้แรงงานอาจจะมีผลต่อต้นทุนเพิ่มขึ้นบ้าง

ส่วนภาคการผลิตอุตสาหกรรมเกษตร โดยเฉพาะที่มีขนาดเล็กหรือ SMEs เช่น โรงงานสับปะรดกระป๋อง อาหารทะเลแช่แข็ง จะได้รับผลกระทบพอสมควรเนื่องจากใช้อัตราค่าจ้างเช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการปรับค่าแรงงานจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเตรียมแผนการรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทักษะฝีมือแรงงานให้สามารถเพิ่มผลผลิตต่อคนมากขึ้น ใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงาน

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้ภาระต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 13% ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น และอาจกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากราคาสินค้าของไทยสูงกว่าประเทศอื่น ดังนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัว โดยการลดต้นทุนการผลิต ใช้พันธุ์ที่ดี ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรโดยใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับพืชและดิน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และมุ่งเน้นผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทั้งตลาดในและต่างประเทศ

นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สศก.ยังต้องติดตามข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง เพื่อหาข้อสรุปถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง เนื่องด้วยปัจจุบันภาคเกษตรส่วนใหญ่มีการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงานคน และใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลัก อีกทั้งผลกระทบในเรื่องค่าจ้างแรงงานภาคเกษตรนั้นจะไม่ปรับทันทีหรือเห็นผลชัดเจนเหมือนภาคอุตสาหกรรม คาดว่าคงต้องรอดูในช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ถ้ามองในแง่ดีลูกจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่ถูกเลิกจ้างจากผลกระทบค่าแรง อาจกลับคืนถิ่นสู่ภาคเกษตรมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาแรงงานภาคเกษตรขาดแคลนได้ทางหนึ่ง

4กระทรวงมือดันฟู้ดเซฟตี้ ตั้งบอร์ดร่วมวางมาตรฐาน ดันส่งออกไทยสู่ครัวโลก

กระทรวงสาธารณสุข หารือร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบูรณาการส่งเสริมศักยภาพการผลิตอาหารปลอดภัย เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกรองรับการผลักดันไทยเป็นครัวโลก

นายประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ประชุมหารือร่วมกับ นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ถึงการบูรณาการส่งเสริมศักยภาพการผลิตอาหารปลอดภัย (ฟู๊ดส์ เซฟตี้) และเพิ่มมูลค่าการส่งออกรองรับการผลักดันไทยเป็นครัวโลก โดยที่ประชุมเห็นควรตั้งคณะกรรมการร่วม 4 กระทรวง คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดมาตรฐานอาหารปลอดภัย โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานอาหารส่งออกของกระทรวงพาณิชย์เป็นตัวตั้ง พัฒนามาตรฐานอาหารในประเทศให้สูงเทียบเท่า ซึ่งจะแบ่งการทำงานเป็น 2 ช่วง คือช่วงต้นน้ำ มอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทบทวนสารเคมีอัตราห้ามใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ ส่วนกระทรวงสาธารณสุข รับผิดชอบปลายน้ำออกตรวจสินค้าที่ออกสู่ตลาดต้องผ่านมาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) หรือ หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหารทั้งหมด หลังพบที่ผ่านมาการควบคุมสินค้าตลาดในประเทศให้ได้มาตรฐานทำได้ยาก โดยเฉพาะตลาดกลางและตลาดล่าง ในส่วนของผักผลไม้ผ่านมาตรฐาน GMP เพียงร้อยละ 1-2 เท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าสินค้าที่ผลิตจากไทยเป็นสินค้าคุณภาพ แต่ที่ผ่านมาไม่มีการบังคับและตรวจสอบอย่างเข้มข้น ซึ่งเชื่อว่าหากนำสินค้าที่ออกสู่ตลาดทุกระดับทั้งสินค้าในประเทศ และสินค้าส่งออกเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบมาตรฐานจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคได้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาที่จะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก

ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วม 4 กระทรวง จะประชุมร่วมกันทุก 2-3 เดือน เพื่อสำรวจปัญหาและร่วมกันหาทางแก้ไขให้ตรงจุดต่อไป โดยหลังจากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข จะรับกลับไปทบทวนรายชื่อสารอันตรายที่ห้ามใช้ ทั้งสารที่มีอยู่เดิมและสารตัวอื่นที่อยู่ในกระบวนเฝ้าระวังวัตถุอันตรายใหม่ว่าจำเป็นต้องมีประกาศเพิ่มเติมห้ามใช้ห้ามนำเข้าเพิ่มหรือไม่ โดยจะสรุปเรื่องเสนอในการประชุมครั้งต่อไป

ธุรกิจสหกรณ์โตทะลุ2.04ล้านล้าน เกษตรฯเข้มคุมมาตรฐานผลิต

ธุรกิจสหกรณ์โตทะลุ2.04ล้านล้าน เกษตรฯเข้มคุมมาตรฐานผลิต สร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ขบวนการสหกรณ์เข้มแข็ง ขยายธุรกิจเติบโตกว่า 2.04 ล้านล้านบาท ดึงจีดีพีเพิ่ม 19.5% กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนระบบการผลิตสินค้าคุณภาพมาตรฐานสากล สร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน

นายวินัย กสิรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนให้สหกรณ์พัฒนาคุณภาพการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานทั้ง GAP, GMP รวมถึงการรับรองสินค้ามาตรฐานสหกรณ์ (สมส.) และที่เกี่ยวข้อง โดยมีการวางแผนการผลิตและบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ตลอดจนระบบโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการเปิดศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ที่ก่อให้เกิดการบริหารสินค้าของสหกรณ์ให้เข้าถึงผู้บริโภคทั้งที่เป็นสมาชิกสหกรณ์และผู้บริโภคทั่วไปได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของการผลักดันสหกรณ์ให้เป็นวาระแห่งชาติ และเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อีกด้วย

การดำเนินงานของสหกรณ์มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ขณะนี้มีปริมาณธุรกิจสหกรณ์ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 2.046 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 19.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อย่างไรก็ดี แม้ว่ากระบวนการผลิตสินค้าสหกรณ์ในปัจจุบันจะมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือการควบคุมระบบการรับรองคุณภาพให้มีความต่อเนื่อง ฉะนั้นกรมฯ จึงพยายามสร้างเครือข่ายผู้ผลิตสินค้าแต่ละประเภท เพื่อจัดขบวนสินค้าสหกรณ์ให้ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและรักษาคุณภาพมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับ

นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์ที่ดูดีทันสมัยและสะดุดตาก็เป็นสิ่งจำเป็น อีกประการคือตราสินค้า เนื่องจากตราสินค้าสหกรณ์มีจำนวนมาก เช่น ข้าวสารสหกรณ์ขณะนี้มีมากกว่า 120 ตรา และทำอย่างไรถึงจะควบคุมคุณภาพข้าวให้ได้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องของการพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังคงต้องเดินหน้าพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : สศก.โชว์ผลสำเร็จบรรลุเป้าการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ

ลดสัดส่วนผู้อดอยากหิวโหยได้ก่อนถึงปี’58

จากการประชุมสุดยอดความมั่นคงอาหารโลก หรือ World Food Summit ครั้งที่ 1 เมื่อปี ค.ศ. 1966 ที่ได้กำหนดเป้าหมายในการลดจำนวนประชากรโลก ผู้อดอยากหิวโหยลงครึ่งหนึ่ง โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติได้ติดตาม และประเมินผลจำนวนผู้อดอยาก หิวโหย หรือPrevalence of Undernourished ของประเทศต่างๆ เพื่อเผยแพร่ในเอกสาร SOFI โดย SOFI ฉบับแรก เผยแพร่เมื่อปี ค.ศ. 1999 ซึ่งในเอกสารดังกล่าว ได้ประมาณการจำนวนผู้อดอยากหิวโหยของประเทศไทย คิดเป็นประมาณร้อยละ 26 และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จนเหลือร้อยละ 16 ในเอกสาร SOFI ฉบับปี ค.ศ. 2011 อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตจากผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่สะท้อนสถานะที่แท้จริงของประเทศไทย ซึ่งควรจะต้องมีการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณ

ดังนั้น FAO จึงได้เสนอให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ เพื่อจัดทำโครงการ Analysis of Food Security Statistic in Thailand โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบ ปรับปรุง เพิ่มเติม แก้ไข ข้อมูล ที่ใช้หาค่าตัวแปรต่างๆ สำหรับคำนวณตัวเลข ผู้อดอยากหิวโหย

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้ร่วมมือกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ จัดประชุมเพื่อนำเสนอผลการศึกษาความไม่มั่นคงด้านอาหารของไทย เมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ ห้องทิวลิป โรงแรมรามาการ์เดนท์ กรุงเทพฯ โดยมีนายชลิต ดำรงศักดิ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน

สำหรับผลการศึกษาพบว่า สัดส่วนผู้ขาดสารอาหารของประเทศไทยลดลงต่ำกว่าการประมาณการของ FAO ที่เผยแพร่ในเอกสาร The State of Food Insecurity in the World: SOFI โดยอยู่ที่ร้อยละ 5.5 คิดเป็นประชากรประมาณ 3.8 ล้านคน ส่งผลให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ หรือ MDG ในการลดสัดส่วนผู้อดอยากหิวโหยลงมากกว่าครึ่งก่อนถึงกำหนดภายในปี 2558

โครงการ Analysis of Food Security Statistic in Thailand ดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลสำหรับใช้คำนวณตัวเลขผู้ขาดสารอาหารของไทย มีหน่วยงานประกอบด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้แทนกรมต่างๆ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกันตรวจสอบ ปรับปรุง และเก็บข้อมูลเพิ่มเติม ในการหาค่าตัวแปรหลักสามตัว อันประกอบด้วย

1) พลังงานจากอาหารที่มีอยู่สำหรับการบริโภคของคนไทย หรือ Dietary Energy Supply 2) พลังงานขั้นต่ำที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ หรือ Minimum Dietary Energy Requirementซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเพศ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และ 3) ความไม่เสมอภาคของการบริโภคของแต่ละกลุ่มประชากร หรือ CV of Dietary Energy Consumption เพื่อนำมาใช้ในการประมาณการสัดส่วนผู้ขาดสารอาหาร ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางเทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญจาก Statistic Division ของ FAO สำนักงานใหญ่ กรุงโรมประเทศอิตาลี

นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลการบริโภคของประชากรในระดับพื้นที่ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ นับเป็นตัวแปรสำคัญที่ได้รวมเอาปริมาณการบริโภคอาหารที่มีการผลิตเอง หรือได้มาฟรีเข้ามาสู่การคำนวณด้วย และยังทำให้สามารถระบุปริมาณสารอาหารที่ประชากรในแต่ละพื้นที่ได้บริโภคอีกด้วย สะท้อนให้เห็นแนวโน้มความไม่มั่นคงอาหารเชื่อมโยงถึงระดับพื้นที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในแง่ของการกำหนดนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาความไม่มั่นคงอาหารได้อย่างตรงจุดมากขึ้น ทั้งนี้ ผลการดำเนินการโครงการได้จัดทำเป็นเอกสารเผยแพร่ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษชื่อ “รายงานการวิเคราะห์ความไม่มั่นคงด้านอาหารของประเทศไทย พ.ศ. 2548 - 2554” และ “Food Insecurity Assessment at National and Sub-national Levels in Thailand, 2005-2011” และจะตีพิมพ์ออกมาในช่วงต้อนปี 2556 เลขาธิการสศก. กล่าว

เดินเครื่องพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ส.ป.ก.จับมือสถาบันการศึกษา

เดินเครื่องพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ส.ป.ก.จับมือสถาบันการศึกษา เปิดหลักสูตรผลิต-ตั้งเป้า6พันคน

ดร.วีระชัย นาควิบูลย์วงศ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เปิดเผยว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยนครพนม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพร และสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย สนับสนุนโครงการ “สร้างและพัฒนาเกษตรกรุ่นใหม่” เพื่อพัฒนาบุคลากรในภาคการเกษตร และผู้สนใจประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยสนับสนุน ส่งเสริม ให้ความรู้ และพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพทางการเกษตร ทั้งนี้ตั้งเป้าแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร และเสริมสร้างความรู้การประกอบอาชีพ โดย ส.ป.ก. ได้จัดสรรที่ดินให้ทดลองเข้าทำประโยชน์ และประกอบอาชีพหากสำเร็จการศึกษา ให้กับนักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมในโครงการ ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งจะดำเนินการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติที่เข้มข้น สร้างความเชื่อมั่นในการคิด วิเคราะห์การตลาด รวมถึงกระบวนการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของตลาด ในปีนี้ ส.ป.ก. มีเป้าหมายที่จะผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่จำนวน 6,000 คน

“อย่างไรก็ตามการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ผมเชื่อมั่นว่าเกษตรกรสามารถก้าวข้ามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปิดตลาดเสรีการค้าอาเซียน (เออีซี) เพราะหลักสูตรการเรียนการสอนมุ่งเน้นในเรื่องของไม่ใช้สารเคมี การปรับปรุงบำรุงดินด้วยวัสดุที่มีในท้องถิ่น/เหลือใช้จากธรรมชาติ การป้องกันแมลงศัตรูพืชจากน้ำหมักชีวภาพ ช่วยลดต้นทุนการผลิต สำหรับเงื่อนไขของการเปิดตลาดเสรีการค้าอาเซียน มีมาตรการที่ประเทศต่างๆจะนำมาใช้คือการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และเรื่องมาตรการสุขอนามัย ตลอดถึงได้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) โดยเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผ่านการอบรมในหลักสูตรจะได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง ที่สำคัญ การสอนให้เขารู้จักคิด วิเคราะห์ มีการเรียนรู้ตลอดเวลา มีหลักคิดและวิธีการจัดการที่ดี จะทำให้เขารู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด สามารถคัดสรรเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมด้วยต้นทุนที่ต่ำ เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ มีอาชีพที่มั่นคงต่อไป” ดร.วีระชัย กล่าว

ปรับแผนป้องกันรักษาป่า กรมป่าไม้มุ่งเป้าจัดตั้งป่าชุมชน2หมื่นแห่งแทนปราบปรามจับกุม

นายบุญชอบ สุทธมนัธวงศ์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงการดำเนินการโครงการป่าชุมชนว่าปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนป่าชุมแล้วกว่า 8,000 แห่งโดยในแต่ละปีจะได้รับงบประมาณให้การช่วยเหลือการจัดตั้งป่าชุมชนประมาณ 200 แห่งต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมากจากที่กรมป่าไม้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะดำเนินการขึ้นทะเบียนป่าชุมชนให้ได้ 20,000 แห่ง ดังนั้นการดำเนินงานจะไม่พึ่งพิงงบประมาณประจำปีอย่างเดียวในการจัดตั้งแต่จะสร้างความร่วมมือกับองค์การปกครองท้องถิ่น ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)เข้ามาร่วมมือในการสนับสนุนงบประมาณ โดยชุมชนที่มีความพร้อมจัดทำประชาคม ผ่านมาแล้ว สามารถที่จะมาจดทะเบียนกับกรมป่าไม้ได้ โดยใช้อำนาจอธิบดีกรมป่าไม้อนุมัติการจัดตั้ง ถึงแม้จะยังไม่มีงบประมาณสนับสนุนจากกรมป่าไม้ก็สามารถหางบประมาณมาสนับสนุนได้

สำหรับการจัดตั้งป่าชุมชนเป็นแนวทางที่ดีมากในเรื่องการฟื้นฟูและป้องกันการบุกรุกป่าเนื่องจากเป็นแนวทางที่มีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการ รูปแบบการใช้ที่ดิน ป่าและทรัพยากรต่างๆ จากป่าที่ชาวบ้านตามชุมชนในชนบทที่อยู่ในป่าหรือใกล้ป่าได้ใช้กันเป็นเวลานานแล้ว โดยมีระบบการจำแนกการใช้ที่ดิน ป่าและทรัพยากรต่างๆ มีอาณาเขตและกฎเกณฑ์การใช้เป็นที่รับรู้และยอมรับกันทั้งภายในชุมชนและชุมชนใกล้เคียง พร้อมทั้งมีองค์กรชาวบ้านรูปแบบหนึ่งรับผิดชอบด้านการจัดการอย่างเหมาะสม บนพื้นฐานของภูมิปัญญาชาวบ้านอันเกิดจากการสะสมประสบการณ์แห่งการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ทางกายภาพและทางสังคม-วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น โดยผ่านกระบวนการถ่ายทอดและสะสมภูมิปัญญานั้นมาหลายชั่วอายุคน

“ในการแก้ปัญหาเรื่องป่าต่อจากนี้ คงจะต้องมายอมรับความจริงว่ามีการบุกรุกป่ามีอยู่จริง ทำอย่างไรจะไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มเติม และฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรมให้กลับคืนมาเป็นของส่วนรวมและบริหารจัดการให้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่ตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของคนไดคนหนึ่ง ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพยากรของส่วนรวมอย่างเป็นธรรม จึงได้มีแนวทางที่จะมอบนโยบายให้กับจังหวัดต่างๆมารับนโยบายโดยจัดให้มีการประชุมทางไกลเรื่องการเตรียมการป้องกันไฟป่าในฤดูการนี้ ในวันที่ 9 มกราคม 2556 นี้ เพื่อทำความเข้าใจในการป้องกันไม่ให้เกิดเผาป่าเพื่อบุกรุกครอบครองพื้นป่าต่อไป”นายบุญชอบ กล่าว