ความหลากหลายทางชีวภาพ

พบปลาชนิดใหม่ของโลกที่ป่าพรุโต๊ะแดง นราธิวาส

ทส. 16 ม.ค.- พบปลาหวีเกศพรุ ชนิดใหม่ของโลกที่พรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการปลายปี 54 ระบุสถานภาพน่าห่วง

ดร.ชวลิต วิทยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ประจำโครงงานสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมาธิการลุ่มแม่น้ำ สำนักงานใหญ่กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว เปิดเผยว่า ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า ปลาหวีเกศพรุ ซึ่งได้ค้นพบระหว่างการสำรวจพันธุ์ปลาในป่าพรุ จากแหล่งน้ำคลองปลักปลา ใกล้กับโครงการพัฒนาพิกุลทองในพระราชดำริ และคลองรอบ ๆ พรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส มาตั้งแต่ปี 2538 เป็นปลาพรุชนิดใหม่ของโลก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Pseudeutropius indigens และได้ตีพิมพ์เป็นทางการในวารสารนานาชาติ Zootaxa ในปลายปี 2554

ปลาหวีเกศพรุ มีลักษณะคล้ายปลาสังกะวาด แต่มีลักษณะเด่นคือ ส่วนหัวเล็ก มีซี่กรองเหงือกจำนวน 33-35 อันที่โครงแรก และมีครีบก้นค่อนข้างยาว มีก้านครีบก้น 37-41 ก้าน ปากเล็ก มีฟันแหลมซี่เล็กๆ จำนวนมาก หนวดเส้นยาวเรียว ทั้ง 4 คู่ ยาวเลยครึ่งของลำตัว เป็นปลาหนังขนาดเล็ก มีความยาวลำตัว ประมาณ 7 ซม. ชื่อวิทยาศาสตร์ของปลาชนิดนี้ เป็นคำภาษาลาตินที่หมายความว่า “มีน้อยกว่า” จากลักษณะของจำนวนซี่กรองเหงือกและก้านครีบก้น ซึ่งมีน้อยกว่าของชนิดที่พบทางสุมาตรา P. moolenburghae ที่มีรูปร่างดูคล้ายกัน

ดร.ชวลิต กล่าวว่า ปลาหวีเกศพรุเป็นปลาที่พบน้อย แต่ก็ถูกจับไปขายเป็นปลาสวยงามเป็นครั้งคราวรวมกับปลาพรุชนิดอื่น ๆ หรือถูกจับปนไปกับปลาที่กินได้ขนาดเล็กต่าง ๆ พบอาศัยในบริเวณลำน้ำสาขา รอบๆ ป่าพรุโต๊ะแดง และในแม่น้ำสุไหงโก-ลก นอกจากนี้ ยังพบในบริเวณลำน้ำสาขาของแม่น้ำปัตตานี แม่น้ำตาปี และอาจพบในแม่น้ำกลันตันของมาเลเซีย เป็นปลาหนังขนาดเล็กที่ชาวบ้านไม่ค่อยสนใจนัก มักถูกเรียกรวม ๆ ไปเป็นปลาผี หรือปลาก้างพระร่วง แต่อยู่ในวงศ์ปลาสังกะวาด Schilbeidae สกุล Pseudeutropius ที่ปัจจุบันมีทั้งหมด 3 ชนิด คือ 2 ใน 3 พบที่เกาะสุมาตรา และบอร์เนียว ได้แก่ ชนิด P. brachypopterus และ P. moolenburghae ส่วนอีกหนึ่งชนิด คือ P. mitchelli พบในทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย แต่มีการศึกษาถึงชีวประวัติของปลาในสกุลนี้น้อยมาก

สธ.เผย 5 กลุ่มโรคเฝ้าระวังปี 55- วิจัยสมุนไพร 4 ภาคคุณค่าเพียบ

สธ.เผยผลวิจัยพืชผักสมุนไพร 4ภาค ป้องกันสารพัดโรค หนุนเป็นอาหารคนไทยปี 55 ด้าน กรมควบคุมโรคเตือนกลุ่มโรคเฝ้าระวังปีนี้ ไข้หวัดใหญ่ ฉี่หนู หูดับ อาหารเป็นพิษ ไข้เลือดออก

วันที่ 3 ม.ค.54 นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เปิดเผยสถานการณ์โรคที่อาจเกิดขึ้นปี 2555 มี 5 กลุ่มเฝ้าระวังและรณรงค์ให้ประชาชนป้องกันตัวเอง 1.โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดใหญ่ 2.โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น เลปโตสไปโรซิส(ฉี่หนู) และไข้หวัดนก 3.โรคหูดับ 4.โรคระบบทางเดินอาหารและน้ำ และ 5.โรคติดต่อนำโดยแมลง ได้แก่ โรคไข้เลือดออก ทั้งแบบธรรมดาและแบบรุนแรง โรคมาลาเรีย ทั้งนี้ประชาชนควรติดตามสถานการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง

นพ.ภาสกร อัครเสวี ผอ.สำนักระบาดวิทยา กล่าวว่าอุบัติการณ์ไข้หวัดปี 2554 พบผู้ป่วย 50,000 ราย จากเดิมที่เคยมี 100,000 ราย เสียชีวิต 7 ราย อัตราป่วยลดลงกว่าครึ่งเป็นสัญญาณที่ดี แต่ที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง เพราะโรคนี้เกิดขึ้นในกลุ่มประชากรเคลื่อนย้ายที่มักพบในกลุ่มแรงงานทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตราบที่ไทยยังเป็นประเทศเปิด ก็ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคเหนือที่มีอากาศหนาวจัด และเกิดการระบาดมากที่สุด

สำหรับโรคระบบทางเดินอาหารที่พบในไทย ส่วนมากเป็นอาหารเป็นพิษ ปี 2554 พบผู้ป่วยทั่วประเทศ 85,712ราย เสียชีวิต 3 ราย พบป่วยมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบน้อยที่สุดในภาคใต้ ซึ่งจำเป็นต้องเฝ้าระวัง เพราะประชาชนมีความเสี่ยงจากการรับเชื้อโรคทั้งจากอาหารปรุงไม่สะอาดและภาชนะสกปรก

ด้าน นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าขณะนี้มีพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านหลายชนิด ที่สามารถเป็นยาและเป็นอาหารได้ เช่น สะเดา ผักแพว กะเพรา จึงมีนโยบายให้สำนักโภชนาการ กรมอนามัย วิจัยหาคุณค่าผักพื้นบ้านที่คนไทยทั้ง 4 ภาคนิยมกินทั่วไป เพื่อเผยแพร่ส่งเสริมให้นำมาเป็นอาหารบำรุงสุขภาพเพิ่มภูมิต้านทานโรคในปี 2555 และจะให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดส่งเสริมประชาชนใช้บริโภค ให้โรงพยาบาลในสังกัด สธ.นำมาปรุงเป็นอาหารผู้ป่วยเป็นตัวอย่างให้ประชาชน เ

ด้าน นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีผักพื้นบ้านมากกว่า 300 ชนิด ส่วนใหญ่จะขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ริมห้วย หนอง คลอง บึง และป่าเขา ในการศึกษาผักพื้นบ้านในปี 2554 กรมอนามัยเก็บตัวอย่างผักพื้นบ้าน 45 ชนิด 4 ภาค ภาคกลาง 12 ชนิด ภาคเหนือ 6 ชนิด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 ชนิด และภาคใต้ 22 ชนิด โดยศึกษาปริมาณสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกาย 9 ชนิด ได้แก่ 1.พลังงาน 2.โปรตีน 3.ไขมัน 4.คาร์โบไฮเดรต 5.เบต้าแคโรทีน 6.วิตามินซี 7.ใยอาหาร 8.ธาตุเหล็ก และ 9.แคลเซียม

ผลการศึกษาเปรียบเทียบน้ำหนักทุก 100 กรัมเท่ากัน ผักพื้นบ้านไทยทุกชนิดให้พลังงาน โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรตน้อยมาก จึงไม่ทำให้อ้วน ผักที่มีแคลเซียมสูงที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ 1.หมาน้อย 423 มิลลิกรัม 2.ผักแพว 390 มิลลิกรัม 3.ยอดสะเดา 384 มิลลิกรัม 4.กะเพราขาว 221 มิลลิกรัม 5.ใบขี้เหล็ก 156 มิลลิกรัม 6.ใบเหลียง 151 มิลลิกรัม 7. ยอดมะยม 147 มิลลิกรัม 8.ผักแส้ว 142 มิลลิกรัม 9.ดอกผักฮ้วน 113 มิลลิกรัม และ 10.ผักแมะ 112 มิลลิกรัม โดยแคลเซียมเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยการทำงานระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจ หลอดเลือด ช่วยการแข็งตัวของเลือด ควบคุมการหลั่งของฮอร์โมนบางชนิด

ผักที่มีธาตุเหล็กสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ใบกะเพราแดง 15 มิลลิกรัม 2. ผักเม็ก 12 มิลลิกรัม 3.ใบขี้เหล็ก 6 มิลลิกรัม 4.ใบสะเดา 5 มิลลิกรัม และ 5.ผักแพว 3 มิลลิกรัม ซึ่งธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงเพื่อนำออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆในร่างกาย บทบาทในด้านพัฒนาการและการเรียนรู้ สมรรถภาพในการทำงาน สร้างภูมิต้านทานโรค เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ ธาตุเหล็กจะถูกดูดซึมได้ดีต้องรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีควบคู่ด้วย

ผักที่มีใยอาหารสูง 10 อันดับ ได้แก่ 1.ยอดมันปู 16.7 กรัม 2.ยอดหมุย 14.2 กรัม 3. ยอดสะเดา 12.2 กรัม 4.เนียงรอก 11.2 กรัม 5.ดอกขี้เหล็ก 9.8 กรัม 6.ผักแพว 9.7กรัม 7.ยอดมะยม 9.4 กรัม 8.ใบเหลียง 8.8 กรัม 9.หมากหมก 7.7 กรัม และ 10.ผักเม่า 7.1 กรัม ซึ่งใยอาหารในผัก ทำให้ร่างกายขับถ่ายเร็วขึ้น ท้องไม่ผูก ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทำให้การดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดช้าลง ส่งผลให้ลดระดับการใช้อินซูลิน ใยอาหารบางชนิดยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรค หัวใจและหลอดเลือด

สำหรับผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง 10 อันดับ ได้แก่ 1.ยอดลำปะสี 15,157 ไมโครกรัม 2.ผักแมะ 9,102 ไมโครกรัม 3.ยอดกะทกรก 8,498 ไมโครกรัม 4.ใบกะเพราแดง 7,875 ไมโครกรัม 5.ยี่หร่า มี 7,408 ไมโครกรัม 6.หมาน้อย มี 6,577 ไมโครกรัม 7.ผักเจียงดา 5,905 ไมโครกรัม 8.ยอดมันปู 5,646 ไมโครกรัม 9.ยอดหมุย 5,390 ไมโครกรัม และ 10.ผักหวาน 4,823 ไมโครกรัม

ผักที่มีวิตามินซีสูง 10 อันดับ ได้แก่ 1. ดอกขี้เหล็ก 484 มิลลิกรัม 2.ดอกผักฮ้วน 472 มิลลิกรัม 3.ยอดผักฮ้วน 351 มิลลิกรัม 4.ฝักมะรุม 262 มิลลิกรัม 5.ยอดสะเดา 194 มิลลิกรัม 6.ผักเจียงดา 153 มิลลิกรัม 7.ดอกสะเดา 123 มิลลิกรัม 8.ผักแพว 115 มิลลิกรัม 9.ผักหวาน 107 มิลลิกรัม และ 10.ยอดกะทกรก 86 มิลลิกรัม โดยทั้งเบต้าแคโรทีนและวิตามินซีมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจ ลดการอักเสบ เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้ร่างกายแก่ชราช้าลง

ขึ้นทะเบียน “เรือนไทย-ผัดไทย-ลอยกระทง” เป็นมรดกชาติ!

วธ.ขึ้นทะเบียน “เรือนไทย-นิทานปลาบู่ทอง-ผัดไทย-ลอยกระทง” มรดกภูมิปัญญาฯ ปี 54 ชง ครม.ไฟเขียว พ.ร.บ.วัฒนธรรมจับต้องไม่ได้ 6 ก.ย.นี้

วันนี้ (2 ก.ย.) ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย นางสุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นประธานและลงนามการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี 2554 โดยนายสมชาย เสียงหลาย ปลัด วธ.กล่าวในการประกาศรายชื่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับขึ้นทะเบียน ว่า มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ได้ขึ้นทะเบียนมีทั้งหมด 30 รายการ 6 สาขา ดังนี้ 1.สาขาศิลปะการแสดง 2 ประเภท 5 รายการ ได้แก่ ประเภทดนตรี กระจับปี่, เปี๊ยะ, ขับเสภา ประเภทการแสดง ละครนอก, การแสดงในพระราชพิธี และ 2.สาขางานช่างฝีมือดั้งเดิม 4 ประเภท 5 รายการ ประเภทผ้าและผลิตภัณฑ์จากผ้า ได้แก่ ผ้าย้อมคราม ประเภทเครื่องจักสาน ได้แก่ เครื่องจักสานไม้ไผ่ ประเภทเครื่องไม้ เรือนไทยพื้นบ้านดั้งเดิม, เรือกอและ ประเภทงานศิลปกรรมพื้นบ้าน งานช่างแทงหยวก

3.สาขาวรรณกรรมพื้นบ้าน มี 1 ประเภท 5 รายการ ได้แก่ ประเภทนิทาน/ตำนานพื้นบ้าน นิทานปลาบู่ทอง, ตำนานจามเทวี, ตำนานผาแดงนางไอ่, ตำนานแม่นากพระโขนง, ตำนานนางเลือดขาว 4.สาขากีฬาภูมิปัญญาไทย 3 ประเภท 5 รายการ ประเภทการเล่นพื้นบ้าน ได้แก่ ตี่จับ ประเภทกีฬาพื้นบ้าน ว่าวไทย, ตะกร้อ, แย้ลงรู ประเภทศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว กระบี่กระบอง

5.สาขาแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล 2 ประเภท 5 รายการ ประเภทแนวปฏิบัติทาง การแสดงความเคารพแบบไทย, ทำขวัญข้าว, พิธีไหว้ครู ประเภทงานเทศกาล สงกรานต์, ลอยกระทง และ 6.สาขาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล 2 ประเภท 5 รายการ ประเภทอาหารและโภชนาการ น้ำปลาไทย, ต้มยำกุ้ง, ผัดไทย และสาขาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ฤๅษีดัดตน และการนวดไทย

นายอภินันท์ โปษยานนท์ อธิบดี สวธ. กล่าวว่า สวธ.ได้ประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เริ่มตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปี 2554 รวมทั้งหมด 80 รายการ ทั้งนี้ เพื่อปกป้องมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยถูกคุกคามและนำไปดัดแปลงหรือว่าทำให้เกิดความเสียหาย ที่สำคัญการขึ้นทะเบียนจะเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้กับเยาวชนและคนรุ่นหลังได้ศึกษาและเรียนรู้ เพื่อช่วยกันอนุรักษ์และปกป้องภูมิปัญญาของชาติ

ด้าน นางสุกุมล กล่าวว่า ความคืบหน้าการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยมรดกวัฒนธรรมจับต้องไม่ได้ พ.ศ.. เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ และการเสนอให้ไทยเข้าร่วมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ซึ่งในส่วนของร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวคาดว่าวันที่ 6 กันยายนนี้จะสามารถเสนอให้ ครม.พิจารณาได้ โดยขณะนี้ วธ. เตรียมรายละเอียดต่างๆ ไว้หมดแล้ว ส่วนการเข้าร่วมภาคีอนุสัญญาฯ นั้นต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระการต่างประเทศ (กต.) ก่อน จากนั้นจะนำเสนอให้ ครม.เห็นชอบ เพื่อส่งให้รัฐสภาพิจารณาว่าสมควรเข้าร่วมหรือไม่

สมุนไพรเลี้ยงสัตว์ทดแทนใช้สารเคมี

ม.เกษตรฯ นำร่องใช้สมุนไพรเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจทดแทนสารเคมีสังเคราะห์ ไม่มีสารอันตรายตกค้างในเนื้อสัตว์ เพิ่มความปลอดภัยผู้บริโภค เริ่มเพาะปลูก "กวาวเครือ" เร่งเจริญเติบโต และ "เทียนกิ่ง" ช่วยสมานแผล เผยส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์จากกวาวเครือขายประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี

รศ.อุทัย คันโธ ผู้อำนวยการสถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจฯ ได้พัฒนาวิธีการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจชนิดต่างๆ โดยเน้นการพึ่งพาธรรมชาติให้มากที่สุด คือ การใช้พืชสมุนไพรที่มีอยู่ในธรรมชาติมาทดแทนยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีต่างๆ ที่เกษตรกรทั่วไปใช้ในการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีสารเคมีตกค้างในเนื้อสัตว์และเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภค ขณะนี้ได้เพาะปลูกพืชสมุนไพร 2 ชนิดที่ใช้สำหรับสัตว์ ได้แก่ กวาวเครือขาว และเทียนกิ่ง โดยมีการวิจัยครบวงจรตั้งแต่การพัฒนาวิธีเพาะปลูก การปรับปรุงสายพันธุ์ การวิจัยสรรพคุณ การแปรรูปเป็นอาหารสัตว์และยารักษาโรค ทุกขั้นตอนประสบความสำเร็จ และได้จำหน่ายให้เกษตรกรใช้เลี้ยงสัตว์ได้ผลดี รวมทั้งยังเป็นสินค้าส่งออกไปต่างประเทศอีกด้วย

รศ.อุทัยกล่าวถึงสมุนไพรกวาวเครือขาวใช้เลี้ยงสัตว์ว่า ช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตของสัตว์ที่เกษตรกรเลี้ยงกันเป็นอาชีพหลักในประเทศไทย เช่น หมู ไก่ ปลา โคเนื้อ โคนม ควาย แพะ แกะ และสัตว์ที่มีศักยภาพเชิงเศรษฐกิจ เช่น กวาง กระต่าย นกกระจอกเทศ เป็นต้น เนื่องจากสมุนไพรกวาวเครือขาวมีสารออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ได้เป็นอย่างดี และทดแทนการใช้สารเคมี โดยเฉพาะหมูสาว จะทำให้มดลูกยาวและมีลูกได้มากขึ้น เมื่อทดสอบสารตกค้างในเนื้อสัตว์พบว่า มีความปลอดภัยต่อสัตว์และผู้บริโภค เพราะขณะนี้ยังมีเกษตรกรใช้สารเคมีเลี้ยงสัตว์ไก่ตอนและฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ให้วัว ซึ่งพบว่าเนื้อสัตว์มีสารเคมีตกค้างเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

"เรามีพื้นที่เพาะปลูกกวาวเครืออยู่ในวิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม ประมาณ 20 ไร่ และยังส่งเสริมให้ชาวบ้านหลายจังหวัด เช่น ราชบุรี ระนอง นครนายก สระบุรี ชลบุรี เพาะปลูกแล้วส่งผลผลิตที่เป็นหัวกวาวเครือส่งมาให้เราแปรรูปโดยการอบแห้ง แล้วทำเป็นเกล็ดแห้งผสมกับอาหารสัตว์ ราคาถูก ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ เรายังผลิตส่งขายให้ประเทศเกาหลีใช้เลี้ยงสัตว์ และประเทศญี่ปุ่นใช้ทำเป็นอาหารเสริมและยาในคนอีกด้วย" รศ.อุทัยเผย
สำหรับสมุนไพรกวาวเครือขาวได้ผ่านการปรับปรุงพันธุ์จนได้พันธุ์ใหม่เป็นของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชื่อว่าพันธุ์ซาดี 190 มีผลผลิตประมาณ 50-80 ตันต่อไร่ เก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่หัวกวาวเครือให้สารออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงมากที่สุด ขณะนี้ยังต้องศึกษาความหลากหลายของพันธุ์กวาวเครือ ว่าพื้นที่ใดเพาะปลูกแล้วมีสารออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด

นอกจากนี้ สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจฯ ยังได้วิจัยและพัฒนาการใช้สมุนไพรเทียนกิ่งเป็นยาสำหรับใส่แผลและยาล้างมดลูกสำหรับสัตว์ ทดแทนการใช้ทิงเจอร์ไอโอดีนและเจนเทียนไวโอเลต ที่เป็นสารเคมีใช้ในการเลี้ยงสัตว์แต่ดั้งเดิม ผลจากการศึกษาพบว่า ตัวยาสมุนไพรเทียนกิ่งสามารถให้การรักษาแผลและการรักษามดลูกของสัตว์หลังคลอดดีกว่า แผลหายเร็ว มดลูกคืนสู่สภาพปกติเร็ว และสัตว์เกิดความเครียดน้อยกว่าการใช้สารเคมีสังเคราะห์เป็นอย่างมาก

"เราได้แปรรูปสมุนไพรเทียนกิ่งเป็นน้ำยาเพื่อสมานแผลและล้างมดลูกสัตว์หลังคลอด ซึ่งได้ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว และยังเตรียมนำสมุนไพรเทียนกิ่งไปใช้เป็นยารักษาโรคในคน โดยร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรมเพื่อผลิตเป็นยาต่อไปในอนาคต" รศ.อุทัยเผย

"ข้าวลืมผัว" พืชพันธุ์เด่น ที่เขาค้อ เพชรบูรณ์

พานิชย์ ยศปัญญา

เป็นเรื่องแปลก มีเป้าหมายเดินทางไปเขาค้อทีไร ฝนตกตลอดทางทุกที อย่างกันยายน 2553

แต่นี่ต้นเดือนสิงหาคม 2554 มีพายุพัดผ่านทางด้านภาคเหนือของประเทศไทย ทำให้มีฝนฟ้ากระจายเป็นแห่งๆ ตั้งแต่เช้า จนถึงบ่ายและค่ำ...ชาวเรือโปรดระมัดระวัง

จริงๆ แล้ว ทีมเทคโนโลยีชาวบ้าน 3-4 ชีวิต มีเป้าหมายเดินทางไปจังหวัดน่าน เพื่อเก็บเกี่ยวเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง แต่เพราะมีการแจ้งเบาะแสจาก อาจารย์จักกริช ทัพบำรุง อาจารย์วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุโขทัย ว่า ที่เขาค้อ เพชรบูรณ์ มีข้าวลืมผัว น่าจะตามไปดู ผู้ที่จะให้ข้อมูลได้คือ อาจารย์อรุณ อาจารย์สุขกมล จิตสมร แห่งวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบูรณ์ ต้องขอบพระคุณอาจารย์จักกริชอย่างสูง...น้ำท่าที่สุโขทัย เป็นอย่างไรบ้างครับพี่... สุโขทัยระทมมากน้อยแค่ไหน

ทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน แวะที่เขาค้อ แล้วไปนอนกันที่เมืองน่าน ที่ปัดน้ำฝนแทบไม่ได้หยุดทำงาน เพราะพระพิรุณโปรยปรายตลอด

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบูรณ์ ตั้งอยู่ ตำบลบุ่งคล้า อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ก่อตั้งมาเมื่อ ปี 2524 นอกจากการเรียนการสอนวิชาเกษตรแล้ว สถาบันแห่งนี้มีการศึกษาเรียนรู้ มีงานวิจัยอยู่พอสมควร อย่างเรื่องแปรรูปกลอย ก็เคยตีพิมพ์ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านไปแล้ว

เมื่อ 8 ปีมาแล้ว อาจารย์อรุณ และ อาจารย์สุขกมล ได้ขึ้นไปทำบ้านพัก ชื่อ “อเมโซน” อยู่กิโลเมตรที่ 21 บ้านเลขที่ 75 บ้านเพชรช่วย ตำบลริมสีม่วง อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

บ้านพักของอเมโซน ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า อาหารสำหรับผู้ไปพัก เน้นอาหารเพื่อสุขภาพ มีผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษตามฤดูกาล ให้ได้ลิ้มรสกัน

หลังจากที่ไปสร้างบ้านพัก นอกจากปลูกพืชผลชนิดต่างๆ แล้ว ในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์ทางด้านการเกษตร อาจารย์ทั้งสองท่านพบว่า เขาค้อมีพืชพรรณที่เป็นประโยชน์มากมาย หนึ่งในนั้นคือ ข้าวลืมผัว

ข้าวลืมผัว เป็นพันธุกรรมพืชที่เก็บรักษาและปลูกโดยชาวม้ง ถูกค้นพบครั้งแรกที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก

ที่เขาค้อ ก็มีปลูกมาช้านาน แต่จากการศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบคุณค่าทางอาหาร พบว่า ที่เขาค้อ ข้าวลืมผัว มีธาตุเหล็กสูงมาก ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะพื้นที่ปลูกข้าวอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล เฉลี่ย 800 เมตร แต่ที่อื่นสูงราว 600 เมตร

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบูรณ์ โดยอาจารย์อรุณ และ อาจารย์สุขกมล นำข้าวลืมผัวออกเผยแพร่ ในโอกาสสำคัญๆ ปรากฏว่าได้รับความสนใจไม่น้อย

ทำไม จึงชื่อ ข้าว “ลืมผัว”

อาจารย์อรุณ เล่าว่า ปกติ ชาวเขาเผ่าม้ง มีข้าวดีๆ รสชาติเยี่ยมยอดอยู่มาก แต่ข้าวเหนียวสีดำที่มีอยู่ มีคุณสมบัติโดดเด่นมาก เมื่อก่อนเรียกว่า ข้าวดำ บางคนก็เรียก ข้าวก่ำ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่ง ภรรยาหุงข้าวดำไว้รอสามี นางคิดไว้ว่า จะกินข้าวเย็นพร้อมกัน แต่สามีกลับมาช้า นางทนหิวไม่ไหว เลยกินข้าวก่อน กะว่าจะกินนิดๆ หน่อยๆ แต่ปรากฏว่านางเผลอกินจนหมด เพราะความหอมและนุ่มของข้าว

เมื่อผัวกลับมาถึงบ้าน ไม่มีข้าวกิน ฝ่ายเมียต้องกุลีกุจอไปหาข้าวจากเพื่อนบ้านมาให้ผัวกิน

มีการศึกษาอย่างจริงจัง

ข้าวลืมผัว เป็นข้าวไร่ ที่เป็นข้าวเหนียวนาปี ของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง บ้านรวมไทยพัฒนาที่ 3 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 650 เมตร คุณพนัส สุวรรณธาดา เจ้าพนักงานการเกษตร ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก สถาบันวิจัยข้าว กรมวิชาการเกษตร ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ได้นำมาคัดเลือกพันธุ์ให้บริสุทธิ์ ระหว่างปี 2534-2538 เพื่อใช้ในโครงการตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

โดยได้มอบเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ให้ คุณไชยวัฒน์ วัฒนไชย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร ขณะนั้น (ปัจจุบัน เกษียณราชการ และดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากรมการข้าว) เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จากนั้นได้นำเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ไปให้ชาวไทยภูเขาในพื้นที่ปลูกดังเดิม

แต่เมื่อเวลาผ่านไป พบว่า ข้าวลืมผัว มีเมล็ดข้าวพันธุ์อื่นปน และไม่เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก สำนักวิจัยข้าว กรมการข้าว โดย คุณอภิชาติ เนินพลับ คุณอัจฉราพร ณ ลำปาง เนินพลับ คุณพงศา สุขเสริม และศูนย์วิจัยข้าวแพร่ โดย คุณวรพจน์ วัจนะภูมิ จึงได้เริ่มคัดเลือกพันธุ์บริสุทธิ์อีกครั้ง

ภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวนาน้ำฝนภาคเหนือตอนล่าง ในปี 2551 และได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2552 ขณะนี้ อยู่ในโครงการนำร่องอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวเพื่อใช้ประโยชน์ ของสำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว

ลักษณะทางกายภาพ ผลผลิต และคุณค่าทางโภชนาการ

ข้าวลืมผัว มีต้นสูง ประมาณ 137 เซนติเมตร ออกดอกประมาณ วันที่ 15 กันยายน

จำนวนเมล็ดต่อรวงเฉลี่ย 130 เมล็ด เมล็ดค่อนข้างอ้วน น้ำหนักข้าวเปลือก 1,000 เมล็ด เฉลี่ย 37.9 กรัม

สถิติสูงสุดเมื่อปลูกในสภาพไร่และฟ้าอากาศเหมาะสม ได้ 490 กิโลกรัม ต่อไร่

เมื่อนำมาปลูกในพื้นราบ ผลผลิตที่ได้ 200-350 กิโลกรัม ต่อไร่ ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว

ข้าวลืมผัว มีสีเปลือกหุ้มเมล็ดเปลี่ยนไปตามระยะการเจริญเติบโตของเมล็ด

เยื่อหุ้มเมล็ดเป็นสีม่วงดำ ที่เรียกว่า ข้าวเหนียวดำ หรือข้าวก่ำ

เป็นข้าวเหนียวที่มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย เมื่อเคี้ยวจะรู้สึกมันและนุ่มแบบหนุบๆ

การบริโภคทำได้ทั้งแบบข้าวเหนียวนึ่ง รับประทานกับอาหาร ผสมข้าวต้มทำให้มีสีม่วงอ่อนสวยงาม ทำเป็นขนมแบบข้าวเหนียวเปียก ทำเป็นชาข้าวคั่วแบบเพิร์ล บาร์เลย์ หรือเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอล์หรือปราศจากแอลกอฮอล์ จะมีสีคล้ายทับทิมสวยงาม

คุณค่าทางโภชนาการที่เด่นเป็นพิเศษ เมื่อวิเคราะห์ทันทีหลังเก็บเกี่ยวฤดูนาปี 2552 พบว่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ (แอนติออกซิแดนต์) โดยรวม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง ในปริมาณสูง ถึง 833.77 มิลลิกรัม กรดแอสคอร์บิก ต่อ 100 กรัม

มีวิตามินอี (อัลฟา-โทโคฟีรอล) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดคอเลสเตอรอล ปริมาณ 16.83 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม

มีแกมมา-โอไรซานอล ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ตลอดจนการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ปริมาณ 508.09 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม

มีกรดไขมัน ที่ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันภาวะเสื่อมของสมองและช่วยความจำ ได้แก่ โอเมก้า-3 อยู่ 33.94 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

มีโอเมก้า-6 ที่บรรเทาอาการขาดภาวะเอสโตรเจนของวัยทองและช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สูงถึง 1,160.08 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

มีโอเมก้า-9 ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดไม่อุดตัน ไม่เป็นโรคหัวใจ โรคพาร์กินสัน และช่วยลดความอ้วนสูงถึง 1,146.41 มิลลิกรัม ต่อ 100 กิโลกรัม

มีแอนโทไซยานิน 46.56 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

โปรตีน 10.63 เปอร์เซ็นต์

ธาตุเหล็ก 84.18 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม

ส่วนแคลเซียม สังกะสี และแมงกานีส มีในปริมาณ 169.75,23.60 และ 35.38 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม ตามลำดับ

เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลโดย บริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาเชียงใหม่, สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี

ของดีต้องพัฒนาต่อไป

อาจารย์อรุณ และ อาจารย์สุขกมล ร่วมให้ข้อมูลว่า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบูรณ์ เคยนำข้าวไปจัดนิทรรศการ โดยนำไปจากท้องถิ่นที่เขาค้อ ข้าวพันธุ์เดียวกันแต่ปลูกต่างถิ่น อย่างเพชรบูรณ์ คุณค่าทางอาหารสูงกว่า

ข้าวลืมผัวนึ่งเป็นข้าวเหนียวหรือหุงเป็นข้าวเจ้าก็ได้ เกษตรกรชาวไทยเผ่าม้งปลูกไม่มากนักเมื่อสมัยก่อน โดยปลูกเพื่อนำมาทำขนมช่วงปีใหม่

“ผลผลิตต่อไร่ต่ำ คือ 300 กิโลกรัม ต่อไร่ คล้ายข้าวไร่ทั่วไป แนวทางการผลิตของเกษตรกร ส่วนหนึ่งใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่เหมาะสม” อาจารย์อรุณ บอก

“ผลผลิตยังต่ำ เราจะศึกษาเพิ่มเติม ในฐานะที่อยู่ตรงนี้ พื้นที่บริเวณนี้เหมาะที่จะปลูกข้าวพันธุ์ลืมผัว เราจะศึกษาการผลิตพืชแบบอินทรีย์ จุดเด่นมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง วิธีหุงนำไปผสมข้าวขาวได้ เราพยายามรวบรวมข้าวหลายๆ สายพันธุ์ อย่างข้าวแดง ข้าวไร่อื่นๆ ในอนาคตจะศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะวิธีปลูกแบบดั้งเดิม ในพื้นที่เดียวมีปลูกมันแกว แตง ฟักทอง แล้วข้าวรวมอยู่ด้วย ที่ผ่านมาชนเผ่าทำกันสำเร็จ ระยะหลังเลือนหายไป เราจะศึกษา ก็ทำไปเรื่อยๆ อยากให้ตรงนี้เป็นแปลงเรียนรู้ด้วย” อาจารย์สุขกมล บอก

เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่ มาศึกษาเพิ่มเติม ผู้สนใจข้าวสายพันธุ์นี้ ถามเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์อรุณ อาจารย์สุขกมล จิตสมร โทร. (081) 962-2053 และ (081) 973-5412 หรือ pajaeng@yahoo.com,http://amazone.9nha.com

พี่ใหญ่ (นามสมมุติ) สมาชิกมติชนคนหนึ่ง ได้ยินเรื่องข้าวลืมผัว ถึงกับหูผึ่ง

พี่ใหญ่คนที่ว่านี้ มีพฤติกรรมชอบกลับบ้านช้า โดยเฉพาะวันศุกร์ ชอบแวะดื่มสุรา มีกิ๊กตามเรื่องตามราว

เพราะพฤติกรรมอย่างนี้ พี่น้อย (นามสมมุติ) ภรรยาของพี่ใหญ่ จะตามรังควานพี่ใหญ่ตลอด ถึงแม้ไม่ได้ไปกับกิ๊กก็ตามที บางครั้งนั่งเปิดสุรายังไม่ถึงครึ่งขวดก็มาตามแล้ว

พี่ใหญ่ได้ยินเรื่องราวของข้าวลืมผัว จึงรีบถามขึ้นทันที

“มันมีอยู่ที่ไหนวะ จะนำไปให้คนที่บ้านมันกินหน่อย มันจำเก่ง มันตามตลอด ไม่ว่าจะย้ายไปร้านไหน”

ถามผู้สันทัดกรณีแล้ว กรณีของพี่น้อย ต้องกินมากๆ เป็นตันๆ จึงจะลืมพี่ใหญ่ได้ เพราะพฤติกรรมพี่ใหญ่ เป็นมานานและเรื้อรังแล้ว

สูญเสียธรรมชาติ-สูญพันธุ์รุนแรง วิกฤติความหลากหลายชีวภาพไทย

จากข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชทำให้รู้ว่าสัตว์ป่าในประเทศไทย มีสถานภาพถูกคุกคามใกล้จะสูญพันธุ์อย่างยิ่งถึง 66 ชนิด และใกล้จะสูญพันธุ์อีก 106 ชนิด แม้จะมีกฎหมายอนุรักษ์คุ้มครอง และการจัดการฟื้นฟูสถานภาพ แต่สถานการณ์สัตว์ป่าของบ้านเราก็ยังอยู่ในภาวะวิกฤติอยู่ดี เพราะถิ่นที่อยู่อาศัยของพืชสัตว์ถูกเบียดเบียน พื้นที่ป่าลดลง และคนลักลอบล่า ไม่ต่างกับชะตากรรมนกและปลาของไทยถ้าไม่ถูกคุกคามจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป ก็ถูกจับเป็นปลาสวยงามออกขาย และสูญพันธุ์ในที่สุด

แม้จะมีความพยายามแก้ปัญหาจากภาครัฐ แต่แนวโน้มความหลากหลายทางชีวภาพยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์ การขยายตัวของพื้นที่ทำกินในเขตป่าไม้ พร้อมกับสภาพภูมิอากาศโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

จากเวทีการประชุมวิชาการเนื่องในปีสากลแห่งป่าไม้และวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพกับป่าไม้ จัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ซึ่งนำเสนอภาพรวมและการอนุรักษ์ป่าไม้ สัตว์ป่า สัตว์น้ำ นก พืช เห็ด รวมไปถึงไลเคน

บุษบง กาญจนสาขา นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ เผยถึงสถานการณ์เสือปลาบริเวณเขตอุทยานฯ เขาสามร้อยยอด อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเสือปลาไอยูซีเอ็นจัดอยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ว่า ที่สามร้อยยอดพบเสือปลาจำนวน 27 ตัว ขณะนี้มีโครงการศึกษาประชากรและการแพร่กระจายของเสือปลา โดยจับเสือปลาติดปลอกคอส่งสัญญาณวิทยุ 17 ตัว จากข้อมูลเสือปลาอาศัยอยู่บริเวณนาข้าว บ่อกุ้ง และป่าชายเลน ติดเขตอุทยานฯ ซึ่งอยู่นอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ คาดว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการสำรวจพบในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

"เสือปลากลุ่มนี้ยังเสี่ยงต่อการคุกคามจากมนุษย์ ทั้งทางตรงจากการถูกล่าและทางอ้อมที่เป็นการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางการเกษตรของชาวบ้าน พื้นที่ปลูกข้าวไม่ถูกเปลี่ยนเป็นนากุ้ง ก็บ่อปลา ถิ่นอาศัยของเสือปลาส่วนใหญ่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ การสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำจึงเป็นภัยคุกคามหลักต่อการอยู่รอดของเสือปลา" นักวิจัยสัตว์ป่ายืนยัน

นอกจากเสือปลาแล้ว นักวิชาการรายนี้ยังได้ให้ข้อมูลมีสัตว์เป้าหมาย 16 ชนิด ที่กำลังทำโครงการศึกษา การแพร่กระจาย ความชุกชุมและประชากรสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่หายาก ใกล้สูญพันธุ์ และมีความสำคัญในระบบนิเวศ ตลอดจนโครงการจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ ด้านชนิดพันธุ์สัตว์ป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 58 แห่ง ส่วนการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี, เขตรักษาพันธ์ฯ เขาอ่างฤาไน จ.ฉะเชิงเทรา, เขตรักษาพันธุ์ฯ ป่าภูหลวง จ.เลย และ อุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น จ.สุราษฎร์ฯ ที่ช้างป่าลงมากินผลิตผลของชาวบ้าน ก็สร้างหอเฝ้าระวังช้างป่า และทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยฝึกอบรมกลุ่มท่องเที่ยวภายในชุมชน อีกยุทธศาสตร์สำคัญจะสร้างเครือข่ายหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เน้นชาวบ้านมีส่วนร่วม

"ปัจจุบันเหลือช้างป่า 3,000 ตัว ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 70 แห่ง นอกจากปัญหาความขัดแย้งคนกับช้างแล้ว ยังมีเรื่องกลุ่มประชากรช้างขนาดเล็ก อยู่อาศัยกระจายในพื้นที่เป็นหย่อมป่า เกิดการผสมในกลุ่มเดียวกัน ทำให้สายพันธุ์อ่อนแอ และการล่าเพื่อตัดงาก็ยังเป็นปัญหาการอนุรักษ์" บุษบงกล่าว

ด้าน ดร.ชวลิต วิทยานนท์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหิน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ผู้เชี่ยวชาญด้านปลาน้ำจืด ที่ได้รับสมญานามว่า "ดร.ปลา" นำเสนอปัญหาการคุกคามปลาที่ต้องฟังว่า ภูมินิเวศในภูมิภาคอินโดเบอร์มา มี 14 ลุ่มน้ำสำคัญ ซึ่ง 13 ลุ่มน้ำปกคลุมด้วยป่าไม้ ตั้งแต่ลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จนถึงลุ่มน้ำในป่าตะวันตก ลำธารในป่าต้นน้ำเป็นถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิต ถ้าสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง และมีการตัดไม้ทำลายป่า สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะหายไป ปลามากมายสูญพันธุ์ไปก่อนที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ป่าต้นน้ำลำธาร น้ำตก ในภาคเหนือและอีสานที่เวลานี้กลายเป็นเขาหัวโล้นไปแล้ว ก็ยังไม่มีการสำรวจ อาจจะมีปลาชนิดใหม่ของโลกก็ได้

"จากการสำรวจพบปลาในป่าต้นน้ำมากกว่า 300 ชนิดในไทย นี่เป็นแหล่งอาหารของชุมชน รวมถึงกลุ่มเกษตรกรรายได้น้อย พื้นที่ จ.เชียงใหม่ ปลาเฉพาะถิ่นกว่า 10 ชนิด อยู่ในภาวะถูกคุกคาม กรณีสร้างฝายกั้นลำธารในดอยอินทนนท์พบปลาค้างคาวอินทนนท์ติดฝายในเขตอุทยานฯ เพราะทรายถมท้องน้ำ อุดโพรงหิน ปี 52 มี 30 ตัว ปี 53 ไม่พบแล้ว จนกระทั่งรื้อฝายออกปลากลับมา 10 ตัว สะท้อนชัดว่าการสร้างเขื่อน ฝาย ขาดการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ดีจนเกิดความสูญเสียขึ้น"

ดร.ชวลิตยังให้ข้อมูลอีกว่า ไอยูซีเอ็นจัดระดับสถานภาพปลาในภูมิภาคอินโดเบอร์มา พบ 80 ชนิด อยู่ในบัญชีเรดลิสต์ถูกคุกคาม ซึ่งอยู่ในประเทศไทยถึง 34 ชนิด นอกจากนั้น 55 ชนิด ยังเป็นปลาที่พึ่งพิงป่า ฉะนั้น สายพันธุ์ที่อยู่รอดจะมีความอดทนและสามารถปรับตัวได้ดี ตัวชี้วัดสถานการณ์ปลาที่ดี คือ ตลาดพื้นบ้าน พบปลาธรรมชาติ ปลาป่าลดน้อยลง แต่มีปลาเลี้ยง ปลาต่างถิ่นขายมากขึ้นในท้องตลาดพื้นบ้าน ทั้งยังบ่งชี้คุณภาพน้ำในป่าย่ำแย่ ปลาธรรมชาติอาศัยไม่ได้ ยังไม่พูดถึงภูมิปัญญาประมงท้องถิ่นก็ต้องหมดไป

ปลาอีกประเภทที่ ดร.ชวลิตกล่าวถึง เป็นปลาในลำธารใต้ธรณีหรือ 'ปลาถ้ำ' โดยไทยเป็นอันดับที่ 4 ของความหลากชนิดปลาถ้ำในโลก รองจากจีน เม็กซิโก และสหรัฐ ไทยมีปลาถ้ำ 9 ชนิด ไม่รวมสัตว์น้ำชนิดใหม่ที่พบในถ้ำ ขณะนี้น่าเป็นห่วงสถานภาพปลาถ้ำ พบปลาเนื้ออ่อนถ้ำที่กาญจนบุรีหายไป รวมถึงถ้ำปลาที่แม่ฮ่องสอน ฤดูกาลที่สายน้ำใสปลาจะพักหากินในถ้ำนี้ เมื่อน้ำขุ่นปลาก็ออกไปสู่ลำธาร แต่ตัวใหญ่ถูกจับกินหมด เหลือแต่ปลาเล็กที่กลับมา

ผู้เชี่ยวชาญด้านปลายังแสดงความวิตกถึงปลาในป่าน้ำท่วมริมแม่น้ำ เนื่องจากระบบนิเวศป่าลักษณะนี้ในไทยไม่หลงเหลือแล้ว เดิมภาคกลางเคยมีที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวถูกเป็นเปลี่ยนไปแล้วจากการขยายตัวของเมือง แต่จะพบเห็นได้ในลุ่มแม่น้ำโขง อีกปัญหาที่วิกฤติคือ ปลาในป่าพรุที่มี 60 ชนิด อาทิ ปลากะแมะ ปลาปักเป้าท้องตาข่าย ปลาซิวข้างขวาน ปลากัดช้าง ปลากริมแรด ปลาช่อนเข็ม ปลาก้างพระร่วง ฯลฯ ปลาเฉพาะถิ่นนี้จะอาศัยในป่าพรุอย่างเดียว หากป่าพรุถูกทำลายจากไฟไหม้ป่า การดูดน้ำบาดาลมาใช้มากไปจนระดับน้ำในพรุลดลง หรือพรุที่มีระบบนิเวศเปราะบางกระทบจากภาวะโลกร้อน ทำให้พื้นที่ป่าพรุลดลง แน่นอนปลาจะสูญพันธุ์ พื้นที่สำคัญที่เหลืออยู่อย่างพรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส พรุบาเจาะ พรุควนเคร็ง จึงต้องอนุรักษ์ไว้ให้ได้

นอกจากปัญหาระบบนิเวศป่าพรุเปลี่ยน ยังพบการจับปลาสวยงามในป่าพรุออกมาขาย โดยเฉพาะปลาซิวข้างขวานที่พรุโต๊ะแดง ถูกจับปีละหลายแสนตัวเพื่อส่งขายตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ นิยมเลี้ยงในตู้ปลากับพรรณไม้น้ำ ความสูญเสียยังเกิดกับปลาในป่าชายเลนและปลาตามปากแม่น้ำสำคัญๆ ของไทย ที่มีมากกว่า 500 ชนิด เฉพาะบริเวณปากแม่น้ำบางปะกงพบปลามากถึง 400 ชนิด แต่บางชนิดสูญพันธุ์ไปจากการสร้างเขื่อน และตอนนี้น่าวิตกผลกระทบจากมลภาวะ

ท่ามกลางการสูญเสีย แต่ก็มีการค้นพบที่น่ายินดี ดร.ชวลิตระบุในลุ่มน้ำโขงสำรวจพบปลาหลด หรือ 'หลดงวงช้าง' ซึ่งเป็นปลาชนิดใหม่ของโลก และยังพบที่ปากมูน จ.อุบลราชธานี ทั้งนี้ อยู่ระหว่างตีพิมพ์ผลงานศึกษาในวารสารวิชาการ ก่อนหน้านี้ ปี พ.ศ.2553 สำรวจพบปลาอีด เป็นปลาชนิดใหม่ของโลกเช่นกัน พบในท้องนาและพื้นที่ชุ่มน้ำที่บึงโขงหลง หนองกุดทิง จ.หนองคาย และยังพบในเวียดนาม และกัมพูชา ปลาชนิดนี้อาศัยในแหล่งน้ำคุณภาพดีและปราศจากสารเคมี ในลุ่มน้ำโขงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำพบปลามากกว่า 1,000 ชนิด มีความหลากหลายทางชีวภาพและมีคุณค่าในการอนุรักษ์

บนเวทีนี้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนเน้นย้ำความสำคัญของป่าต่อสัตว์น้ำ เพราะถือเป็นตัวควบคุมทางอุทกวิทยาและคุณภาพน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงทะเล ป่าพรุ ป่าชายเลน ป่าบุ่งป่าทาม ป่าริมธาร เป็นถิ่นอาศัยที่สำคัญมากของสัตว์น้ำหลายกลุ่ม ทั้งยังเป็นแหล่งของพลังงาน สารอาหารในหลายระดับ ขณะที่สัตว์น้ำในป่าก็มีคุณค่ายิ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อาหารสัตว์ป่า ตั้งแต่จระเข้ ตะพาบ งูน้ำ เสือปลา นาก โลมา วาฬ นกน้ำ นกล่าเหยื่อ ช้าง รวมไปถึงเป็นแหล่งอาหารของชุมชนรอบป่า มากกว่า 50-75% ของโปรตีนที่บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาจากสัตว์น้ำ จัดหาโดยคนมากกว่า 50 ล้านคน และมากกว่า 10% ที่มีอาชีพประมง จากข้อมูลยังพบกว่า 3 ตันต่อปี ของสัตว์น้ำผลิตได้จากลุ่มน้ำโขง

"ปลาก็คือสัตว์ป่าเช่นกัน มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์เทียบเท่าเสือ สิ่งที่ขาดหายไปในบ้านเรา คือ การวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพเรื่องสัตว์น้ำ ต้องให้ความสำคัญมากกว่านี้ แม้จะมีข้อมูลยืนยันปลาหลายชนิดใกล้สูญพันธุ์ แต่คนกลับไม่รู้สึกและมองข้าม นี่คือ ความมั่นคงทางอาหาร ในระดับนโยบายต้องเอาจริงเอาจังต่อเรื่องนี้" ดร.ชวลิตกล่าว

ประเด็นความหลากหลายของนกในไทยเป็นอีกหัวข้อสำคัญในการประชุมวิชาการคราวนี้ วัชระ สงวนสมบัติ นักวิชาการแผนกนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ระบุไทยมีความหลากหลายเป็นอันดับ 2 รองจากพม่า ปัจจุบันพบแล้วอย่างน้อย 1,007 ชนิด ชนิดที่พบล่าสุด คือ Sooty Gull : Larus hemprichii ในพื้นที่บางปู จ.สมุทรปราการ ซึ่งไม่ใช่พื้นที่อนุรักษ์ นกชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดจากแอฟริกา เดิมจะอพยพมาอินเดีย ตอนนี้บินมาถึงไทย ซึ่งสะท้อนความผิดปกติของภูมิอากาศโลก นกเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงและจะมีการเคลื่อนที่หากินในพื้นที่ที่เหมาะสม เราพบว่านกบางชนิดมีถิ่นอาศัยในทะลสาบหรือมหาสมุทรที่เป็นน้ำแข็ง มันหากินไกลกว่าเดิม จากพบในเขตจีนตอนเหนือ ปัจจุบันบินมาถึงไทยเลยทีเดียว ไม่นานมานี้ก็พบนกหัวขวานด่างแคระปักษ์ใต้นกชนิดใหม่ การที่ยังสำรวจพบนกชนิดใหม่ได้อีกแสดงว่าการศึกษายังไม่เพียงพอต้องทำต่อไป แต่หลายชนิดสูญพันธุ์ไปแล้ว ส่วนพื้นที่สำคัญสำหรับอนุรักษ์นก 56 แห่ง อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ อีก 37 แห่งมีระบบนิเวศป่าบนแผ่นดิน

"ถิ่นอาศัยของนกในบ้านเราถูกคุกคาม อย่าง นกกินปลีหางยาว อาศัยชุกชุมในป่าดิบเขาดอยอินทนนท์ ถ้าป่าหายไปนกชนิดนี้ก็สูญพันธุ์ หรือกรณีไก่ฟ้าหลังขาว โยกย้ายถิ่นมาหากินในระดับป่าเขาที่สูงขึ้น เพราะสภาพธรรมชาติที่แห้งแล้ง แต่กลับเจอไก่ฟ้าพญาลอได้มากขึ้น สัตว์จำพวกนี้ดำรงชีพในป่าแห้ง แล้วยังมีนกปรอดแม่ทะโดยธรรมชาติอาศัยในป่าดิบชื้น แต่กลับเจอตามกรงเยอะ ถูกจับขาย"

นักวิชาการด้านนกจาก อพวช. ยังแสดงความเป็นห่วงป่าเต็งรังถิ่นอาศัยของนกหลายชนิด ทั้งนกยูง นกหัวขวานหัวเหลือง นกอีแพรดคิ้วขาว เหยี่ยวเล็กตะโพกขาว เนื่องจากป่าที่มีความสมบูรณ์และมีพื้นที่ขนาดใหญ่ถูกทำลายไปมาก เปลี่ยนจากป่าเต็งรังเป็นไร่มัน แม้แต่นกที่ปรับตัวได้เก่งก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ ขณะที่ป่าหินปูนใน จ.เลย กาญจนบุรี สระบุรี ลพบุรี พบนกชนิดใหม่ในเอเชีย 2-3 ชนิด รวมถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

วัชระแสดงทัศนะถึงการแก้ปัญหานกในระบบนิเวศเสี่ยงสูญพันธุ์ว่า ต้องขยายพื้นที่ดูแลนอกเขตอนุรักษ์ด้วย เพราะพื้นที่สำคัญสำหรับการอนุรักษ์นก ยังรวมทุ่งนา พื้นที่ปากแม่น้ำ และชายฝั่งทะเล แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับมากนัก ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ นกหลายชนิดจะสูญหายไป การสร้างเขื่อนและโครงการริมแม่น้ำโขง ถ้าไม่มีมาตรการรองรับผลกระทบที่เหมาะสม อาจจะเหลือแต่ชนิดพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีเท่านั้น ส่วนงานศึกษาวิจัยก็ต้องดึงคนรุ่นใหม่มาทำงาน รวมถึงให้ชุมชนร่วมเฝ้าระวัง ยังมีสายพันธุ์อีกมากมายที่รอค้นหาคำตอบอยู่

ด้าน รศ.นริศ ภูมิภาคพันธ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยืนยันว่า สถานการณ์ความหลากหลายทางชีวภาพในไทยขณะนี้ เกิดการสูญเสียพื้นที่ธรรมชาติและการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรง ลักษณะที่ต่อเนื่องมีโอกาสที่จะสูญเสียเพิ่มถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ไทยมีลักษณะภูมิประเทศที่ซ้อนทับที่แตกต่างกัน ทั้งที่ลุ่ม ที่ราบ ที่ราบสูง จนถึงเขตภูเขาสูง จึงเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพและเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค ทั้งอินโด-หิมาลายัน อินโดไชนีส และภูมิภาคซุนเดอิก ทำให้สัตว์โยกย้านถิ่นมาหากินในเขตไทย พื้นที่สำคัญที่มีคุณค่าและสำคัญต่อสัตว์ป่า ต้องรักษาหรือคุ้มครองไว้ให้ได้ แม้รัฐจะพยายามแก้ปัญหาการอยู่รอดของพื้นที่สัตว์ป่าและสัตว์ในระยะยาว แต่ยังตั้งคำถามจะทำยังไงในการอนุรักษ์ จะจัดการแบบใดจึงจะไปถึงเป้าหมาย ก็ยังเป็นหนังม้วนยาว จริงหรือไม่จริงรอการพิสูจน์

พบ"ปลาหลดงวงช้าง"แม่น้ำโขงชนิดใหม่ของโลก

พบ"ปลาหลดงวงช้าง"แม่น้ำโขงชนิดใหม่ของโลก
พบ"ปลาหลดงวงช้าง"แม่น้ำโขงผู้เชี่ยวชาญยันชนิดใหม่ของโลก

จากการประชุมวิชาการเนื่องในปีสากลแห่งป่าไม้และวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีภาพ จัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ซึ่งเปิดเวทีนำ เสนอทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพในด้านป่าไม้ สัตว์ป่าขึ้น

ดร.ชวลิต วิทยานนท์ รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหิน มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราช สีมา เปิดเผยว่า จากการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของของสายพันธุ์ปลาที่พบในประเทศไทยนั้นมีมากถึง 500 ชนิด โดยเป็นจากปลาที่อาศัยในแหล่งต้นน้ำมากถึง 300 สายพันธุ์ โดยเฉพาะปลาถ้ำ ถือว่าเป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากจีน เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ผ่านมาสำรวจพบปลาถ้ำแล้ว 9 ชนิดจากถ้ำที่แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี พิษณุ โลก ขณะที่ปัจจุบันทางสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ไอยูซีเอ็น) เพิ่งมีการสำรวจสถานภาพของปลาทั่วโลกในปี 2554 พบว่า 80 ชนิดอยู่ในบัญชีเรดส์ลิส หรือสถานภาพน่าเป็นห่วง และในจำนวนนี้ 34 จาก 55 ชนิด ซึ่งเป็นปลาที่อาศัยในระบบนิเวศน์ป่าชายเลน ป่าเขาของไทยรวมอยู่ด้วย เช่น ปลาเสือตอ ปลาทรงเครื่อง ฉนาก กระเบนราหู เป็นต้น

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ปลาที่อาศัยในป่าพรุของไทย ซึ่งมีราว 60 ชนิดนั้น พบว่าอย่างน้อย 10 ชนิดอยู่ในภาวะคุกคามอย่างมาก อาทิ ปลาก้างพระร่วง ปลากัดช้าง ปลากริมแรด ปลากะแม๊ะ ปลาปักเป้าท้องตาข่าย เป็นต้น เนื่องจากป่าพรุ ที่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งถูกเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ และเกิดปัญหาไฟไหม้ที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับปลาในป่าพรุหากมีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ นอกจากนี้ยังพบว่ายังมีการจับปลาจากป่าพรุ เช่น ปลาซิวข้างขวาน ที่มีสีสันสวยงาม และพบมากในป่าพรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส ถูกจับออกไปขายปีละหลายแสนตัวทั้งในตลาดไทย ตลาดญี่ปุ่นและยุโรปที่มักนิยมเลี้ยงเป็นฝูงในตู้พันธุ์ไม้น้ำ ดังนั้นถ้ายังปล่อยให้มีการจับกันมากๆ แบบนี้อนาคตก็จะหายไปจากธรรมชาติได้” ผู้เชียวชาญด้านปลาน้ำจืด ระบุ

ดร.ชวลิต กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีข่าวดีว่า จากการสำรวจปลาในแม่น้ำโขง ยังได้พบปลาหลดชนิดใหม่ของโลกในสกุล Macrognathus ซึ่งตั้งชื่อว่าปลาหลดงวงช้าง เพราะมีลักษณะของจมูก และจงอยปากยาวเหมือนงวงช้าง มีดวงเป็นลายจุดตามลำตัว 4 จุดเฉพาะบริเวณครีบหาง และมีความยาวมีลำตัว 20 ซม.เท่านั้น ทั้งนี้จะพบได้เฉพาะบริเวณแก่งหินของแม่น้ำโขงตั้งแต่ปากเซ ของลาวจนมาถึงปากมูน ในเขตจ.อุบลราชธานี โดยเฉพาะจะเจอมากในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น ทั้งนี้ยังอยู่ในระหว่างการตีพิมพ์ผลงานต่อไป อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในปี 2553 ก็พิ่งพบปลาอีด ซึ่งเป็นปลาชนิดใหม่ของโลกที่พบในเขตท้องนา และเขตพื้นที่ชุ่มน้ำของบึงโขงหลง หนองกุดทิง จ.หนองคาย มาแล้ว โดยปลาอีด เป็นปลาขนาดเล็กเพียง 2-3 ซม. มีความโดดเด่นตรงครีบของมันที่เหมือนกับกีตาร์แซฟเฟอร์ลิน เลยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lepidocephalichthys zeppelini อย่างไรก็ตาม ปลาชนิดนี้ยังพบได้ในแม่น้ำของเวียดนาม กัมพูชาด้วยแต่เป็นปลาที่อาศัยในแหล่งน้ำคุณภาพดีเท่านั้น

กม.ความหลากหลายทางชีวภาพ เท่าเทียมผลประโยชน์ - ปิดทางเสียรู้ต่างชาติ

องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี เป็น วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Day of Biological Diversity) ซึ่งเป็นวันที่อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพเริ่มมีผลบังคับใช้ครั้งแรก และในปีนี้องค์การสหประชาชาติได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับป่าไม้ เนื่องจากพบว่ามีการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความสมดุลของระบบนิเวศ และวัฏจักรในธรรมชาติถูกทำลายลง จึงประกาศให้ปีนี้เป็นปีสากลแห่งป่าไม้ หรือ International Year of Forests 2011 และให้ประเด็นของป่าไม้ เป็นหัวข้อหลักในการหารือของสหประชาชาติว่าด้วยป่าไม้ (UNFF) เพื่อร่วมกันรณรงค์ให้ประชาคมโลกได้เห็นถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพในป่าไม้ ที่มีต่อมนุษย์ทุกคนบนโลก ภายใต้คำขวัญของปีนี้ว่า “ป่าไม้เพื่อประชาชน”

ในส่วนของประเทศไทยซึ่งถือเป็นประเทศที่มีความหลากหลายด้านทรัพยากรมากที่สุดแห่งหนึ่งเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ ได้ร่วมเป็นประเทศสมาชิกภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ในลำดับที่ 188 โดยล่าสุดในการประชุมสมัชชาภาคีสมัยที่ 10 ที่ประเทศญี่ปุ่นไทยได้เห็นชอบต่อ พิธีสารนาโงยา ว่าด้วยการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรม การแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม

การให้ความสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้ล่าสุดสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยงานประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดทำ “ระเบียบคณะกรรมการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพ และการได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากทรัพยากรชีวภาพ พ.ศ. 2554” เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง มีหลักเกณฑ์และวิธีการในการต่อรองแบ่งปันผลประโยชน์ จากการใช้ทรัพยากรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และให้สอดคล้องกับหลักการสากลที่เน้นการใช้เรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์เข้ามาสู่กลไกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการทำให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรชีวภาพที่ไทยมีอยู่ด้วย

นางนิศากร โฆษิตรัตน์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เมื่อก่อนที่ยังไม่มีพิธีสารนาโงยาว่าด้วยการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรม การแบ่งปันผลประโยชน์ ไทยเสียเปรียบและเสียผลประโยชน์ต่างชาติมาก เพราะเราไม่ได้มีการป้องกันการเข้าถึงความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากขาดความรู้ และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นของไทย ตกไปเป็นของต่างชาติ อย่างกรณี เปล้าน้อย สมุนไพรที่พบเฉพาะในป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้งของไทย แต่เมื่อไทยได้ร่วมกับญี่ปุ่นนำเปล้าน้อยมาศึกษาวิจัย พบว่า สมุนไพรชนิดนี้มีคุณสมบัติในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ญี่ปุ่นจึงนำสารสกัดจากเปล้าน้อยไปจดทะเบียนกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นสิทธิ์ของญี่ปุ่น ก่อนที่จะผลิตยาจากเปล้าน้อยออกจำหน่าย โดยเข้ามาตั้งโรงงานอบใบเปล้าน้อยในประเทศไทย แล้วส่งไปผลิตยาที่ญี่ปุ่นก่อนจะส่งกลับมาขายในไทย

นอกจากนี้ล่าสุด ยังมีกรณี “กวาวเครือ” สมุนไพรไทยอีกชนิดหนึ่ง ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่หมอพื้นบ้าน ซึ่งในตำราไทยระบุว่า เป็นยาอายุวัฒนะ ก่อนจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรเสริมความงามมานานหลายสิบปี แต่แล้วสมุนไพรชนิดนี้ได้ถูกจดสิทธิบัตรโดยบริษัทเครื่องสำอางและยายักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นเช่นกัน ส่งผลให้การวิจัยและพัฒนาสมุนไพรกวาวเครือของไทยไม่สามารถพัฒนาต่อยอด และส่งออกผลิตภัณฑ์จากกวาวเครือออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศได้ จนกระทรวงสาธารณสุขยื่นฟ้องร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิบัตร โดยนำหลักฐานเป็นตำราโบราณ ปี 2474 ของหลวงอนุสารสุนทรมายืนยัน จนเป็นเรื่องใหญ่โต

"นี่จึงเป็นการเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาล เพราะทรัพยากรของไทยไม่อาจรักษาไว้ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีกฎระเบียบใดๆ ที่จะใช้เป็นช่องทางในการต่อรองผลประโยชน์จากการนำเอาทรัพยากรไปใช้ โดยเฉพาะทรัพยากรชีวภาพที่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเขตร้อนอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทำให้ที่ผ่านมาไทยต้องสูญเสียผลประโยชน์ให้กับประเทศนายทุนที่เข้ามาใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่โดยนักวิจัยไทยไม่ได้ผลประโยชน์อะไรตอบแทนนอกจากทุนในการทำวิจัยเท่านั้น" นางนิศากรกล่าว

หลังจากที่ สผ.ได้จัดทำ “ระเบียบคณะกรรมการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพและการได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากทรัพยากรชีวภาพ พ.ศ.2554” โดยได้ร่วมกับนักกฎหมาย และคณะทำงานการเข้าถึงและการเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง มีหลักเกณฑ์และวิธีการในการต่อรองแบ่งปันผลประโยชน์เป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้ว

เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนฯ บอกว่า ระเบียบนี้เกิดขึ้นจากที่ประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ โดยในอนุสัญญาฯ ได้นำหลักการการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์เข้ามาสู่กลไกการอนุรักษ์ ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 15 ให้ภาคีสมาชิก พยายามสร้างเงื่อนไขการเข้าถึงหรือใช้ทรัพยากรชีวภาพที่อยู่ภายใต้สิทธิอธิปไตยของรัฐ เพื่อให้เกิดการเข้าถึงทรัพยากร การแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดให้ภาคีสมาชิกลงนามเห็นชอบต่อพิธีสารฯ ดังกล่าว

“ประเทศไทยถือว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่เรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีเราอาจจะยังไม่ค่อยทันกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ในเรื่องของอาหาร ยา เครื่องสำอางต่างๆ เป็นเรื่องที่มีมูลค่าสูง ดังนั้น ประเทศที่พัฒนาแล้ว เมื่อเขาที่มีเทคโนโลยี ก็จะพยายามที่จะมาหาความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ แบคทีเรีย หรือไวรัสต่างๆ ในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงอย่างไทย แล้วก็เข้ามาทำวิจัย สร้างมูลค่าแล้วก็นำกลับมาขาย เราก็เหมือนประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ แต่เมื่อเราเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ เราจำเป็นต้องทำเรื่องของการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ซึ่งในอนาคตไทยก็ต้องเตรียมพร้อมเรื่องนี้ เพราะนานาประเทศภาคีสมาชิกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก” เลขาฯ สผ.กล่าว

ส่วนในเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์นั้นจะเกิดขึ้นระหว่างนักวิจัย และกลุ่มนายทุนที่ให้การสนับสนุนงานวิจัย โดยใช้หลักเกณฑ์ในระเบียบดังกล่าว ที่ว่าด้วยใครก็ตามที่จะเข้ามาวิจัยอะไร ที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของ หรือเราจะไปเอาของคนอื่น ก็จะต้องมีข้อตกลงร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้น ว่าจะเข้ามาใช้ทรัพยากรเพื่ออะไร อย่างเช่น เพื่อการศึกษาวิจัย หรือเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งจะต้องมีการเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ แบ่งสัดส่วนกันอย่างไร ซึ่งจะเป็นกลไกให้กับนักวิจัยไทย ที่นอกจากจะได้ผลทางวิชาการ ยังส่งผลชาวบ้านและชุมชน ที่เป็นผู้ดูแลทรัพยากรได้รับประโยชน์ด้วย ยังเป็นกลไกในการอนุรักษ์ทรัพยากร เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนด้วย

ด้านการกำหนดกฎเกณฑ์ตามระเบียบฯ ที่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพต้องดำเนินการ นางเพราพรรณ ทองส้ม นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ กล่าวว่า เนื่องจากระเบียบนี้เป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์ จึงจะเริ่มที่ส่วนราชการก่อน โดยให้แต่ละหน่วยหรือแต่ละสถาบัน ที่มีกฎหมายหรือระเบียบอยู่แล้ว มาสร้างเป็นกฎเกณฑ์ของตัวเอง เพียงแต่ใช้กลไกนี้มาเป็นกรอบในการกำหนดกฎเกณฑ์ อย่าง สถาบันมีหน่วยงานที่ทำวิจัย ถ้าใครจะเข้ามาใช้ทรัพยากร อาจจะต้องมีแบบฟอร์ม ข้อตกลงอะไรทีเป็นหลักฐานระหว่างกัน เพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบ ส่วนหนึ่งเป็นผลดีต่อหน่วยงานที่จะเก็บหลักฐานและป้องกันการถูกเอาเปรียบจากกลุ่มนายทุนที่เข้ามาใช้ทรัพยากรของไทย และเป็นหลักฐานการแบ่งปันผลประโยชน์ให้เท่าเทียมและเป็นธรรมด้วย

จากการเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญและนักอนุกรมวิธาน ตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน พบว่า มีชนิดพันธุ์สัตว์และพันธุ์พืชไม่มีท่อลำที่สำรวจพบแล้วประมาณ 13,847 ชนิด ยังมีข้อมูลจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่พบพืชที่มีท่อลำเลียงอีกประมาณ 12,000 ชนิด และข้อมูลจากศูนย์พันธุกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ ปี 2550 พบว่า มีจุลินทรีย์ที่สำรวจแล้วประมาณ 6,300 ชนิด และยังมีชนิดพันธุ์ที่ไม่ถูกค้นพบอีกมากมาย ดังนั้น เชื่อว่าความหลากหลายของไทยมีความสมบูรณ์มาก โดยสำรวจแล้ว ไทยอยู่ในอันดับ 7–10 ของโลก

"ที่ผ่านมาเราเคยประสบปัญหาการนำทรัยากรชีวภาพไปให้ประเทศอื่นใช้ โดยไม่ได้ตระหนักถึงคุณค่า และคำนึงถึงผลประโยชน์ตอบแทนในระยะยาว เชื่อว่าต่อจากนี้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เราจะไม่เสียทรัพยากรของเราให้กับต่างชาติอย่างแน่นอน” นางเพราพรรณกล่าว

แม้ระเบียบดังกล่าวจะไม่ได้เป็นสิ่งที่บังคับให้ทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติตาม แต่หากเป็นกฎระเบียบที่ให้หน่วยงานที่สมัครใจใช้เป็นกรอบในการออกหลักเกณฑ์ ที่ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ และต้องใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจให้กับคนไทยได้รู้จัก และเข้าถึงข้อมูล แต่ก็เชื่อว่าอนาคตต่อจากนี้ประเทศไทยจะมีเครื่องมือที่เป็นเกราะป้องกันการไม่ให้ทรัพยากรที่เป็นของไทยถูกนายทุนต่างชาติแอบอ้างสิทธิ์ ขณะเดียวกันเมื่อผู้ใช้ประโยชน์ได้รับประโยชน์ก็จะเป็นกลไกสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนด้วย

หากประชาชนสนใจเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้จัดการประชุมวิชาการเนื่องในปีสากลแห่งป่าไม้ และวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพในวันที่ 23–24 พฤษภาคนนี้ที่ห้องบอลรูม โรงแรมมารวย การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

เปิดไส้เดือนดินไทยแท้ 5 ชนิดใหม่ของโลก

จุฬาฯ แสดงไส้เดือนดินไทยแท้ 5 ชนิดใหม่ของโลก ชี้เป็นโรงงานผลิตปุ๋ยในธรรมชาติ

วันนี้ 2 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้มีการจัดงานจัดการประชุมครั้งที่ 1 อนุกรมวิธานและซิสเทมาติคส์ของไทยในประเทศไทย (The 1st Conference on Taxonomy and Systematics in Thailand) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พฤษภาคมนี้ โดยความร่วมมือระหว่างคณะวิทยาศาสตร์ 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอบแก่น และมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยภายในงานมีการนำเสนองานวิจัยทั้งที่เคยเผยแพร่ผ่านสื่อแล้ว และยังไม่เคยเผยแพร่มาก่อน หนึ่งในงานวิจัยนับร้อยชิ้น คือการนำเสนอการค้นพบไส้เดือนดิน 5 ชนิดใหม่ของโลก ที่จังหวัดน่าน

ศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ ปัญหา นักวิจัยจากหน่วยปฏิบัติการวิจัยซิสเทมาติกส์ของสัตว์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ไส้เดือนดินในประเทศไทยมีการรายงานครั้งแรกเมื่อประมาณ 70 ปีที่แล้ว โดยมีการรายงานไว้ทั้งสิ้น 24 ชนิด (Gates, 1939) หลังจากนั้นแม้ว่าจะมีการศึกษาเพิ่มเติมบ้างแต่เป็นการศึกษาในบางพื้นที่เท่านั้นและยังไม่เคยมีการรายงานชนิดใหม่เกิดขึ้น จนกระทั่งปี 2554 จากการที่ได้สำรวจไส้เดือนดินที่จังหวัดน่าน พบว่าไส้เดือนส่วนใหญ่จัดอยู่ในวงศ์ Megascolecidae พบทั้งสิ้น 18 ชนิด โดยมีไส้เดือนที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่คือ Amynthas alexandri, Metaphire anomala, M. houlleti, M. peguana (ไส้เดือนขี้ตาแร่) และ M. posthuma (ไส้เดือนขี้คู้) ตนและคณะได้มีการสำรวจเกี่ยวกับไส้เดือนมาตั้งแต่ปี 2552 และประสบความสำเร็จในการค้นพบและได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติเมื่อเร็วๆนี้(ปี พ.ศ.2554) อีก 5 ชนิดใหม่ของโลกโดยยังไม่มีการระบุชื่อสามัญ ได้แก่
1.Amynthas borealis Panha & Bantaowong, 2011 เป็นไส้เดือนดินขนาดเล็กยาว 4-5 เซนติเมตร มีจำนวนช่องรับสเปิร์ม (spermathecal pores) 1 คู่ ระหว่างปล้องที่ 7/8 ไคลเทลลัม (clitellum) อยู่ปล้องที่ 14-16 และมีช่องเปิดเพศเมีย 1 อันอยู่บนปล้องที่ 14 ในขณะที่ช่องเปิดเพศผู้จำนวน 1 คู่ โดยระหว่างช่องเปิดเพศผู้บนปล้องที่ 18 จะนูนและมีสันยาวคมชัดขวางอยู่บนช่องเปิดเพศผู้ทั้งสอง ลักษณะภายใน ถุงรับสเปิร์ม (spermatheca) มีลักษณะเป็นถุงขนาดใหญ่ diverticulum เป็นท่อยาว และไม่พบ genital marking glands(ช่องอวัยวะสืบพันธ์) สถานที่พบ : ไส้เดือนชนิดนี้พบอาศัยอยู่บริเวณเขาหินปูนซึ่งเป็นภูเขาเล็กๆ ที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน และพื้นที่ป่าส่วนใหญ่กำลังถูกบุกรุกด้วยการแผ้วถางและเผาป่า

2.Amynthas phatubensis Panha & Bantaowong, 2011 เป็นไส้เดือนดินขนาดปลานกลางยาว 8-15 ซม. มีจำนวน 85-114 ปล้อง ลักษณะสำคัญของไส้เดือนชนิดนี้คือ มีช่องรับสเปิร์ม (spermathecal pores) เพียง 1 คู่อยู่ระหว่างปล้องที่ 7/8 ไคลเทลลัม (clitellum) อยู่ปล้องที่ 14-16 และมีช่องเปิดเพศเมีย 1 อันอยู่บนปล้องที่ 14 ช่องเปิดเพศผู้แม้ว่าจะมองเห็นได้ยากแต่ก็สามารถสังเกตได้จาก genital markings ที่จะพบเป็นจำนวนมากประมาณ 6 อันเรียงรายอยู่โดยรอบช่องเปิดเพศผู้ นอกจากนี้ยังพบ genital markings จำนวน 1 คู่ บนปล้องที่ 17 และบริเวณใกล้ๆ กับช่องรับสเปิร์ม คือ ปล้องที่ 7 และ 8 อีกด้วยลักษณะภายใน ลักษณะของถุงรับสเปิร์ม (spermatheca) เป็นถุงรูปไข่ขนาดใหญ่ และตรงโคน diverticulum จะคดงอแต่ส่วนปลายเป็นปุ่มกลม ลักษณะที่สำคัญก็คือ พบ genital marking gland มีลักษณะเป็นก้อนติดอยู่กับผนังลำตัวด้านในตรงปล้องที่ 7 และ 8
สถานที่พบ ไส้เดือนชนิดนี้พบเป็นจำนวนมากอาศัยอยู่ตามเขาหินปูน บริเวณวนอุทยานถ้ำผาตูบ อ.เมือง จ. น่าน

3.Amynthas srinan Panha & Bantaowong, 2011 ไส้เดือนขนาดเล็กยาว 3-4 ซม. มีจำนวน 52-78 ปล้อง ลักษณะสำคัญของไส้เดือนชนิดนี้คือ มีช่องรับสเปิร์ม (spermathecal pores) 1 คู่อยู่ระหว่างปล้องที่ 7/8 ไคลเทลลัม (clitellum) อยู่ปล้องที่ 14-16 และมีช่องเปิดเพศเมีย 1 อันอยู่บนปล้องที่ 14 ส่วนช่องเปิดเพศผู้อยู่ปล้องที่ 18 เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน และลักษณะเด่นของไส้เดือนชนิดนี้ก็คือ มี genital markings เป็นคู่ จำนวน 4 คู่ บนปล้องที่ 7, 8, 17 และ 18 ลักษณะภายใน ถุงรับสเปิร์ม (spermatheca) มีลักษณะคล้ายรูปไตอยู่ภายในปล้องที่ 8 และจะพบ genital marking glands มีลักษณะแบบมีก้านชูอยู่ตำแหน่งเดียวกับ genital marking ที่พบอยู่ด้านนอก
สถานที่พบ เป็นไส้เดือนขนาดเล็กพบค่อนข้างชุกชุมในอุทยานแห่งชาติศรีน่าน โดยจะพบอาศัยอยู่ตามใต้ซากใบไม้ทับถมที่เปียกชื้น

4.Amynthas tontong Panha & Bantaowong, 2011 เป็นไส้เดือนขนาดเล็กยาวประมาณ 4 ซม. มีจำนวน 70-80 ปล้อง ลักษณะสำคัญคือมี มีช่องรับสเปิร์ม (spermathecal pores) 1 คู่อยู่ระหว่างปล้องที่ 7/8 ไคลเทลลัม (clitellum) อยู่ปล้องที่ 14-16 และมีช่องเปิดเพศเมีย 1 อันอยู่บนปล้องที่ 14 ส่วนช่องเปิดเพศผู้อยู่ปล้องที่ 18 เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน และมี genital markings 1 คู่ อยู่ระหว่างปล้องที่ 18/19
ลักษณะภายใน : ถุงรับสเปิร์ม (spermatheca) มีลักษณะคล้ายรูปนิ้วหัวแม่มือ diverticulum เป็นก้านตรงยาวส่วนปลายเป็นปุ่มกลม สถานที่พบ : พบที่น้ำตกต้นตอง อ. ปัว จ.น่าน5.Metaphire grandipenes Bantaowong & Panha, 2011 ไส้เดือนขนาดปานกลางประมาณ 10 ซม. จำนวน 195 ปล้อง มีช่องรับสเปิร์ม (spermathecal pores) 3 คู่ ระหว่างปล้องที่ 5/6-7/8 ลักษณะเด่นของไส้เดือนชนิดนี้คือช่องเปิดเพศผู้ (male pores) ซึ่งอยู่บนปล้องที่ 18 ยื่นยาวออกมานอกลำตัวอย่างชัดเจน และมี genital markings ขนาดใหญ่อยู่บนปล้องที่ 19 ลักษณะภายใน ถุงรับสเปิร์ม (spermatheca) มีรูปไข่ค่อนข้างกลม diverticulum ขดไปมา และมี genital marking glands ขนาดใหญ่ติดอยู่บนปล้องที่ 19สถานที่พบ พื้นที่ป่าชุมชน ต.ไหล่น่าน อ.เวียงสา จ.น่าน

ศ.ดร.สมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การค้นพบไส้เดือนดินชนิดใหม่ในจังหวัดน่านครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของงานอนุกรมวิธานไส้เดือนของไทยที่ห่างหายและไม่เคยมีการรายงานมานานมากกว่า 70 ปี ที่สำคัญยังเป็นการค้นพบและรายงานโดยคนไทยอีกด้วย และคาดว่าประเทศไทยน่าจะมีความหลากหลายของไส้เดือนสูงไม่แพ้ประเทศอื่นเพราะบ้านเรามีความหลากหลายทางระบบนิเวศสูงนั่นเองไส้เดือนดินเป็นสัตว์ที่มีคุณประโยชน์อย่างมากในการสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศ เนื่องจากเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในดินและย่อยสลายซากอินทรียวัตถุต่างๆ จึงเท่ากับเป็นการพรวนดินและสร้างอินทรีย์สารให้กับดิน ทำให้ดินร่วนซุย เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช ไส้เดือนจึงเปรียบเสมือน “โรงงานผลิตปุ๋ยเคลื่อนที่” ให้กับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ภายในงานดังกล่าว มีนักอนุกรมวิธานและซิสเทมาติคส์ของประเทศไทย จำนวน 200 คน เข้าร่วมงานมีการนำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับ พืช 60 เรื่อง สัตว์ 100 เรื่อง และจุลินทรีย์ 40 เรื่อง นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่มีการรวมรวมนักอนุกรมวิธาน เพื่อเป็นการหาแนวร่วมในการพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย

ไข่-มะตูมรักษาโรค คว้ารางวัล นานาชาติ!

วช.เผยผู้เชี่ยวชาญการแพทย์แผนไทยคว้าเหรียญทองเวทีสิ่งประดิษฐ์นานาชาติที่เจนีวา โดยนำสารสำคัญในไข่แดงและผลมะตูมมาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ช่วยบำรุงสมองและฟื้นฟูร่างกาย

เมื่อวันที่ 27 เมษายน สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.) แถลงข่าวเรื่องการแพทย์แผนไทยคว้าเหรียญทองผลงานประดิษฐ์จากเจนีวา โดย ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการ วช. เปิดเผยว่า ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลระดับโลกคือ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสกัดจากไข่แดงผสมมะตูม เป็นผลงานของ ดร.บุณยพร ยี่มี ผู้เชี่ยวชาญการแพทย์แผนไทย สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในเวทีการแข่งขันสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ ระหว่างวันที่ 6-10 เมษายนที่ผ่านมา ที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (International Exhibition Invention of GENEVA) ซึ่งในปีนี้มี 45 ประเทศเข้าร่วมงาน และมีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดจำนวน 765 ราย มีจำนวนผลงานมากกว่า 1,000 ชิ้น แบ่งการประกวดสิ่งประดิษฐ์เป็น 8 สาขา ผลงานของ ดร.บุณยพรได้รับในสาขาผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและจะสนับสนุนให้มีนักวิจัยไทยไปนำเสนอผลงานสิ่งประดิษฐ์นานาชาติในปีต่อไป

ศ.นพ.สุทธิพรกล่าวว่า สมุนไพรไทยมีคุณประโยชน์มากมายต่อการบำบัดและรักษาโรค โดยสกัดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ซึ่งเป็นการนำเอานวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์เข้ากับภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ถือเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ให้ทัดเทียมต่างประเทศ และสามารถนำมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้อีกด้วย ทั้งนี้ พร้อมที่จะผลักดันผลงานของนักวิจัยการแพทย์แผนไทยไปสู่เชิงพาณิชย์ และให้ความสำคัญในการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอีกด้วย

ดร.บุณยพร ยี่มี นักวิจัยด้านการแพทย์แผนไทย ผู้คว้ารางวัลเหรียญทองจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ กล่าวว่า จุดเด่นของผลงานประดิษฐ์ชิ้นนี้คือ การนำเอาผลมะตูมและไข่มาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมผ่านกระบวนการสกัดที่ไม่ใช้สารเคมีใดๆ เป็นการใช้ธรรมชาติบำบัดรักษาคนไข้โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น ความจำเสื่อม อัลไซเมอร์ โรคหัวใจ โรคตับ กระดูกพรุน ภูมิแพ้ หรือแม้กระทั่งโรคนิ่ว จากการค้นคว้าข้อมูลทางโภชนาการเกี่ยวกับไข่ไก่ ซึ่งมีสารอาหารมากมายที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยสกัดเอาเลซิตินที่อยู่ในไข่แดง ปราศจากคอเลสเตอรอลมาเป็นส่วนผสมกับผลมะตูมที่เป็นวัตถุดิบในประเทศไทย มาผลิตเป็นอาหารเสริมที่ออกฤทธิ์ในระดับยีนหรือดีเอ็นเอของผู้ป่วย

"ไข่แดงมีเลซิตินเป็นส่วนสำคัญ เราสกัดให้เหลือแต่น้ำมันไข่แดงที่มีประโยชน์ช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกาย เสริมภูมิคุ้มกัน ส่วนผลมะตูมถือเป็นสมุนไพรที่เป็นยาอายุวัฒนะ เราสกัดเอาสารสำคัญมาผสมกันอยู่ในผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งของการแพทย์แผนไทยที่ชาวต่างประเทศให้การยอมรับและมอบรางวัลครั้งนี้ เพราะเป็นการประยุกต์ศาสตร์การแพทย์ไทยและตะวันตกได้อย่างลงตัว" ดร.บุณยพรเผย