ไทยรัฐ

กขช.เตือนสติชาวนาอย่าโลภ หวั่นภัยแล้งทำขาดทุนบักโกรก

ที่ประชุม กขช. รับทราบว่า ปริมาณผลผลิตข้าวนาปรังในปีนี้ จะลดลงจากปีก่อนที่ 10 ล้านตัน ลงมาอยู่ที่ 8-9 ล้านตัน จากปัญหาภัยแล้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จะส่งผลให้ราคาข้าวนาปรังปรับเพิ่มสูงขึ้นถึงตันละ 17,000-18,000 บาท ..

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ได้รายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าว (กขช.) รับทราบว่า ปริมาณผลผลิตข้าวนาปรังในปีนี้ จะลดลงจากปีก่อนที่ 10 ล้านตัน ลงมาอยู่ที่ 8-9 ล้านตัน เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จะส่งผลให้ราคาข้าวนาปรังปรับเพิ่มสูงขึ้นถึงตันละ 17,000-18,000 บาท โดยในปีนี้พื้นที่ที่เขตชลประทานจะดูแลได้มีเพียง 9.5 ล้านไร่ แต่เกษตรกรมีความต้องการปลูกข้าวนาปรังสูงถึง 12 ล้านไร่ เนื่องจากราคาข้าวพุ่งสูงขึ้น ประกอบกับรัฐบาล มีโครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกร

ดังนั้น จึงต้องประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเข้าใจว่าการปลูกข้าวนาปรังในปีนี้จะมีความ เสี่ยงต่อปัญหาภัยแล้งสูง ทำให้การลงทุนไม่คุ้มค่า เพราะรัฐบาลจะชดเชยให้เฉพาะต้นทุนเมล็ดพันธุ์เพียงไร่ละ 606 บาท ในกรณีที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ขณะที่เกษตรกรต้องลงทุนต่อไร่ 2,000-3,000 บาท และอยากให้เกษตรกรเข้าใจว่า อย่าไปหวังว่าปลูกข้าวไปก่อน แล้วรอเงินประกันรายได้ของรัฐบาล นอกจากนั้นการพักการปลูกข้าวนาปรังยังจะเป็นการตัดวงจรของเพลี้ยกระโดดไปด้วย

จีเอฟหมดปัญญาลืมตาอ้าปาก พบเป็นนอมินีต่างชาติ

ตอกฝาโลงจีจีเอฟ เจ้าตำรับไซโลฉาว พบเป็นนอมินีต่างชาติ เตรียมส่งเรื่อง ให้ตำรวจ "พรทิวา" เผย อคส.ยอมเลิกสัญญาเช่าไซโลกับจีจีเอฟแล้ว หลังถูกรุมทำสัญญาฉาว...

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะ กำกับดูแลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงผลการตรวจสอบบริษัทจีจีเอฟ (ประเทศไทย) เข้าข่ายเป็นนอมินีของต่างชาติคือบริษัทจีจีเอฟ โกลเดน เฮาส์ จากมาเลเซีย และไม่สามารถทำธุรกิจการเกษตรในไทยได้ว่า หลังการตรวจสอบเชื่อได้ว่าจีจีเอฟผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยให้นางสาวบัวแก้ว แสนคำ เป็นนอมินี (ถือหุ้นแทนต่างชาติ)

ทั้ง นี้ ตามข้อเท็จจริงในเอกสารและการสอบปากคำ พบว่านางสาวบัวแก้ว กรรมการของ บริษัท ประกอบอาชีพอิสระ ขณะที่พบกับนายเจสัน เจ ลิม กรรมการบริษัท เป็นคนอเมริกันและถือหุ้นในจีจีเอฟ 4,895 หุ้นนั้น นางสาวบัวแก้วเป็นพนักงานในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ใน จ.เชียงใหม่ และมีความสัมพันธ์เป็นคนสนิทกัน และปัจจุบันยังเช่าบ้านอยู่ พฤติกรรมดังกล่าว มีเหตุให้เชื่อได้ว่านางสาวบัวแก้วไม่มีฐานะทางการเงินเพียงพอที่จะถือหุ้น ส่วนใหญ่ 5,100 หุ้น และเป็นผู้บริหาร ส่วนผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ คือนาย ณัฐวัฒน์เศรษฐเสถียร และนางจิราภรณ์ แซนแคล ถือหุ้นคนละ 1 หุ้น ก็ไม่รู้เรื่องกิจการแต่อย่างไร ถือว่าบุคคลเหล่านี้กระทำผิดตามมาตรา 36 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่ห้ามคนไทยเป็นนอมินีของคนต่างชาติ เพื่อให้คนต่างชาติทำธุรกิจต้องห้ามในไทยได้ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว มีโทษจำคุก 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังตรวจสอบเพิ่มเติมถึงกรณีการเปลี่ยนแปลงกรรมการเปลี่ยนวัตถุ ประสงค์ การทำธุรกิจ โครงสร้างผู้ถือหุ้น บุคคลที่มีอำนาจจัดส่งเอกสาร การย้ายสำนักงาน การเพิ่มทุนจาก 1 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาท ทั้งในขณะและหลังการทำสัญญากับองค์การคลังสินค้า (อคส.) ว่ามีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ พร้อมกับประสานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบข้อ เท็จจริงต่อไป

"จะนำข้อสรุปดังกล่าวเสนอนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และนายกรัฐมนตรีพิจารณา พร้อมสั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดำเนินการตามกฎหมาย โดยการจัดส่งเรื่องให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและศาลพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ในส่วนข้อสัญญาเช่าไซโลกับ อคส.หรือตรวจสอบเจ้าหน้าที่ อคส. ขอให้เป็นอำนาจของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการ"

ด้าน นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้รับแจ้งจาก อคส. ว่าได้ยกเลิกสัญญาเช่าไซโลเพื่อเก็บรักษาข้าวที่ อคส.ได้ทำกับบริษัท จีจีเอฟแล้ว หลังจากที่ได้สั่งการให้ยกเลิกไปก่อนหน้านี้ เพราะเห็นว่าในเมื่อสังคมมีข้อสงสัย และมีการท้วงติงกันมากก็ไม่ควรที่จะดำเนินการต่อ พร้อมกันนั้นได้รับหนังสือลาออกจากตำแหน่งจากทั้งนายยงยศ ปาละนิติเสนา รักษาการผู้อำนวยการ อคส. และนายวิวัฒน์ เลาหพูนรังสี ประธานคณะ กรรมการ อคส.แล้วเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา "อคส.แจ้งว่านายยงยศได้เซ็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้าย ก่อนที่จะขอลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งประธานบอร์ด อคส. และรักษาการผู้อำนวยการ อคส.คนใหม่ คาดว่าจะได้ข้อสรุป และนำเสนอให้ ครม.รับทราบในเร็วๆนี้"

สำหรับ การเช่าไซโลของ อคส.กับจีจีเอฟนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่า ขั้นตอนการเช่าไซโลผิดระเบียบและจีจีเอฟ เข้าข่ายการเป็นนอมินีให้กับต่างชาติ หรือบริษัทจีจีเอฟ โกลเดน เฮาส์ จากมาเลเซีย และได้เสนอเรื่องให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแล้ว ขณะที่สำนักงานคณะ กรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ระบุว่า อคส. ดำเนินการไม่โปร่งใสและไม่เหมาะสม โดยเป็นการทำสัญญาที่ผิดระเบียบ และมีเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์กับจีจีเอฟ เป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ในที่ ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ยังต้องการให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบเรื่องนี้ แม้ผู้เกี่ยวข้องจะลาออกไปแล้ว แต่การตรวจสอบต้องทำต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงสร้างการถือหุ้น ของจีจีเอฟ ประเทศไทย ณ วันที่ 10 ก.ค. 2552 มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท กรรมการประกอบด้วย นายเจสัน เจ ลิม (อเมริกัน) นางสาวบัวแก้ว แสนคำ ระบุนายเจสันมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญ สัดส่วนการถือหุ้นเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 52 รวม 10,000 หุ้น โดยคนไทยถือหุ้น 5,105 หุ้น ต่างด้าว 4,895 หุ้น ต่อจากนั้นในวันที่ 10 ส.ค. 52 ได้เปลี่ยนวัตถุประสงค์ธุรกิจเป็นโรงสีข้าวและแปรรูปข้าว ให้เช่าคลังสินค้าและไซโล ค้าข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง พืชไร่ และพืชเกษตร ต่อจากนั้นวันที่ 22 ต.ค. 52 ได้ย้ายสำนักงาน เปลี่ยนแปลงกรรมการและผู้มีอำนาจ นอกจากนี้ ในวันที่ 27 พ.ย. 52 เพิ่มทุนเป็น 500 ล้านบาท และเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทั้งหมด

รุกอุทยานแห่งชาติ หาดเจ้าไหม กว่า200ไร่

จนท.สำนักการบินฯ ก.ทรัพย์ฯ ร่วมกับ จนท.อุทยานฯขึ้น ฮ.บินสำรวจการบุกรุกเพิ่มในช่วง 2 เดือนพบมีการทำลายป่าเพื่อปลูกมะพร้าว ยางพารา...

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 13 ม.ค. ร.อ.วีระชัย เพ็งมาก นักบินประจำสำนักการบินอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมด้วย นายประพจน์ สัตถากรณ์ รักษาการ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และคณะขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจพื้นที่ป่าบนภูเขากระทิง พร้อมทั้งตามแนวชายทะเล และเกาะท่องเที่ยว จำนวน 7 แห่ง ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม อ.กันตัง และเขตรอยต่อ อ.สิเกา จ.ตรัง หลังจากเจ้าหน้าที่ชุดสายตรวจอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เข้าสำรวจภาคพื้นดินก่อนหน้านี้หลังได้รับร้องเรียน พบว่ามีการบุกรุกพื้นที่หลายจุด

จากการบินสำรวจตรวจสอบพื้นที่ใน วันนี้ พบมีการบุกรุกใหม่ขยายเป็นวงกว้าง กว่า 20 จุด เนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่บนพื้นที่ป่าต้นน้ำ เขื่อนป่าแก่ ม.2 ต.บางสัก อ.กันตัง เป็นป่าต้นน้ำหล่อเลี้ยงชาวบ้านใน อ.กันตัง ทั้งหมด สภาพที่พบผู้บุกรุกได้ใช้เลื่อยยนต์ล้มไม้ใหญ่ ประเภทไม้ ตะเคียนหิน ไม้ยาง เพื่อเตรียมปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันเพิ่มเติม คาดการณ์ว่าต้นไม้เพิ่งถูกทำลายไม่เกิน 50 วัน ส่วนตามแนวชายหาดลึกไปในเขตอุทยานฯ เป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร ที่พบมีการบุกรุก ปลูกต้นมะพร้าว ต้นกล้วยเพิ่มเติมหลายจุด และยังพบการบุกรุกตามพื้นที่เกาะ ตามแหล่งท่องเที่ยวด้วย

นายประพจน์ กล่าวว่า ภายหลังการบินสำรวจในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะได้ทำรายงานไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเข้าตรวจสอบเนื้อที่จริง ที่มีการบุกรุกเพิ่มและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดทุกราย รวมทั้งติดตามผลคดีอย่างต่อเนื่อง และจะเร่งปลูกป่าทดแทนและพื้นฟูพื้นที่ป่า อย่างไรก็ตามทราบว่าหลังจากนี้ จะมีการตั้งชุดเฉพาะกิจเข้าตรวจสอบ และดำเนินคดีกับผู้บุกรุกทั้งนายทุนใหญ่ และชาวบ้านเพื่อสนองนโยบายในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าของประเทศไทย

สำหรับ เขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เป็นพื้นที่ชายทะเล เกาะแก่งเพื่อการท่องเที่ยว พื้นที่ป่าดิบ เนื้อที่รวมทั้งหมด 144,300 ไร่ พบการบุกรุกตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปี 2552 จำนวน 5,108 ไร่ เป็นคดีอยู่จำนวน 389 คดี ผู้ต้องหาจำนวน 163 คน การบุกรุกเพิ่มในครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือน ธ.ค.2552 จนถึงเดือน ม.ค.2553 เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องออกให้บริการนักท่องเที่ยว ทำให้ผู้บุกรุกอาศัยช่วงเวลาดังกล่าวก่อเหตุได้สะดวก

อนาถ! ข้าวพุ่งแต่ชาวนาเศร้า!

เรื่องสุดเศร้าชาวนาไทย ราคาข้าวในตลาดโลกพุ่ง แต่กรมชลประทานกลับมารณรงค์ลดการปลูกข้าวนาปรัง เหตุน้ำต้นทุนในเขื่อนหลัก 5 พื้นที่ปลูกข้าวนาปรังไม่เพียงพอ ด้าน "มาร์ค" ไม่หวั่นอาฟตาพ่นพิษข้าวพม่าทะลักเข้าไทย...

นายสาทร เรืองจิระอุไร ผู้อำนวยการ สำนักชลประทานที่ 12 เปิดเผยว่า กรมชลประทานประชาสัมพันธ์รณรงค์ลดการปลูกข้าวนาปรังในช่วงฤดูแล้งปี 2552/53 เนื่องจากสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำต้นทุนของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ปี นี้ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันเพียง 8,725 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 38% ของความจุเท่านั้นนับว่ามีอยู่ในเกณฑ์น้อยหากเทียบกับปีที่ผ่านมา

ดัง นั้นเพื่อไม่ให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวในเขตพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง ได้รับความเสียหาย จึงขอความร่วมมือจากเกษตรกรลดการปลูกข้าวนาปรังลง โดยให้หันไปปลูกพืชไร่หรือพืชผักที่ใช้น้ำน้อยแทน ไม่เช่นนั้นอาจประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในระยะข้าวกำลังตั้งท้องออกรวง อีกทั้งยังเป็นการช่วยตัดวงจรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่กำลังระบาดในหลาย พื้นที่ทางอ้อมอีกด้วย

"กรมชลประทานใช้สื่อประชาสัมพันธ์หลายรูปแบบเพื่อให้เข้าถึงเกษตรกรอย่างทั่วถึง ด้วยการจัดทำประกาศถึงส่วนราชการในท้องถิ่น
ป้าย ไวนิลติดตามหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งจัดทำใบปลิวแจกจ่ายโดยการโปรยจาก เฮลิคอปเตอร์กว่า 500,000 แผ่น พร้อมเพิ่มสีสันด้วยการลุ้นรางวัลทองคำหนัก 2 บาท สำหรับผู้โชคดีจับใบปลิวได้อีกด้วย"

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายรองรับการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตา โดยเฉพาะสินค้าข้าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้วางแนวทางในเรื่องของมาตรการต่างๆที่จะควบคุมซึ่งจะมีเรื่องการแจ้งการ ขึ้นทะเบียนการตรวจสอบผู้ที่จะนำเข้าสินค้า ส่วนเรื่องข้าวจากพม่าที่จะทะลัก เข้ามาในไทยหรือไม่นั้น ได้ให้กระทรวงพาณิชย์ กำหนดแนวทางสำหรับสินค้าพืชผลทุกชนิดไม่ใช่ เฉพาะข้าว
ผู้ สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ในวันที่ 14 ม.ค.นี้ นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เตรียมประชุมคณะอนุกรรมการระบายข้าวเพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์การระบายข้าวสารใน สต๊อกรัฐบาล 300,000 ตัน จากสต๊อกทั้งหมด 6 ล้านตันข้าวสาร เพราะเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่ราคาข้าวอยู่ในช่วงขาขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากมีข่าวว่ารัฐบาลจะเปิดระบายข้าวสารในสต๊อก ราคาข้าวในตลาดได้ปรับตัวลงมา โดยราคาข้าววันที่ 11-12 ม.ค. ที่ผ่านมา ลดลงตันละ 700-800 บาท ทำให้ข้าวขาว 5% อยู่ที่ตันละ 16,800-17,000 บาท จาก 17,500-17,800 บาท ข้าวขาว 100% ตันละ 20,500 บาท จาก 22,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นางพรทิวายังเตรียมเสนอรายชื่อคณะกรรมการบริหารองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) ชุดใหม่ ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเร็วๆนี้ หลังจากมีคำสั่งให้บอร์ดชุดปัจจุบันหยุดทำหน้าที่จากปัญหาการทำสัญญาเช่า ไซโลกับบริษัทจีจีเอฟ (ประเทศไทย) ที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า อคส.ดำเนินการอย่างไม่โปร่งใสและไม่เหมาะสม โดยคาดว่าจะให้นายยงยศ ปาละนิติเสนา รองประธานบอร์ดและรักษาการผู้อำนวยการ อคส.คนปัจจุบัน ขึ้นนั่งตำแหน่งประธานบอร์ด แทนนายวิวัฒน์ เลาหพูนรังสี ประธานบอร์ดคนปัจจุบัน

รัฐขยายเวลา จดทะเบียน เกษตรกรปลูกข้าวถึง15ม.ค.

ครม.เอาใจ ชาวนาขยายเวลาจดทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรอบที่ 1ไปจนถึง 15 ม.ค. พร้อมกำหนดปริมาณข้าวเปลือกต่อครัวเรือนในโครงการประกันรายได้เกษตรกร 2552/2553

เมื่อวันที่ 12 ม.ค. นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการกำหนดปริมาณข้าวเปลือกต่อครัวเรือนในโครงการประกัน รายได้ให้กับเกษตรกร ปี 2552/2553 ในรอบที่ 2 โดยข้าวเปลือกเจ้าปทุมธานี 1 กำหนดประกันรายได้ครัวเรือนละ 30 ตัน ข้าวเปลือกเจ้าพันธุ์ที่ทางราชการรับรอง ครัวเรือนละ 30 ตัน และข้าวเปลือกเหนียวครัวเรือนละ 20 ตัน

นอกจากนี้ ครม.เห็นชอบให้ขยายเวลาการออกหนังสือรับรองเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรอบ ที่ 1 ของกรมส่งเสริมการเกษตรออกไปจนถึงวันที่ 15 ม.ค. 2553 และขยายเวลาการทำสัญญาประกันรายได้ออกไปเป็นสิ้นสุดในวันที่ 31 ม.ค. 2553 และอนุโลมให้เกษตรกรที่ทำสัญญากับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ช่วงระหว่างวันที่ 1-31 ม.ค. 2553 สามารถใช้สิทธิรับเงินชดเชยจากราคาอ้างอิงตามประกาศในช่วงวันที่ 1-15 ธ.ค. 2552 ได้ และให้ ธ.ก.ส.ทำสัญญาประกันรายได้ให้กับเกษตรผู้ปลูกข้าวที่ตกสำรวจและผ่านการทำ ประชาคมแล้วจำนวน 77,909 ราย โดยถือวันที่เกษตรกรทำสัญญาประชาคมเป็นวันทำสัญญาด้วย

เช็กอาการเกษตรไทยปีเสือ ราคารุ่งแต่โครงสร้างการผลิตล้าหลัง

สำหรับปีเสือ 2553 หน่วยงานภาครัฐ ทั้งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นักวิชาการและภาคเอกชนต่างประสานเสียงตรงกันว่าจะเป็นปีทองของสินค้าเกษตร ไทยอีกคำรบ

โดยประมาณการใกล้เคียงกันว่า ราคาสินค้าเกษตรจะดีขึ้นกว่าปีก่อน 10-20%

และคาดหวังต่อไปด้วยว่า "สินค้าเกษตร" จะเป็นตัวชูโรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ก้าวพ้นปัญหาวิกฤติรอบด้านทั้งในและนอกประเทศไปได้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งและคู่ค้าอื่นๆ ต่างประสบปัญหาความแปรปรวนของสภาวะภูมิอากาศ และภัยพิบัติต่างๆ ทั้งสภาพอากาศที่หนาวจัด ฝนตกน้ำท่วม และภาวะแห้งแล้งที่กระจัดกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกลดลงมาก

ประเทศต่างๆจึงต้องเตรียมนำเข้าสต๊อกอาหารไว้ใช้บริโภคภายใน ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศที่เนื้อหอมขึ้นมาทันที เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้รับความเสียหาย ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถูกคาดหมายว่าปีนี้จะฟื้นตัว กำลังซื้อเพิ่มขึ้น สินค้าจะขายดีขึ้น จึงนับว่ามีความเป็นไปได้ที่ปีนี้จะเป็นโอกาสดีของภาคเกษตรไทยอีกครั้ง

ขณะที่การปรับเปลี่ยนนโยบายแทรกแซงและพยุงราคาสินค้าเกษตรในปี 2552 ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ นำการประกันรายได้เกษตรกรมาแทนโครงการรับจำนำ จะเป็นอีกปัจจัยที่จะชี้ชะตาเกษตรกรไทยในปีนี้

อย่างไรก็ตาม "ทีมเศรษฐกิจ" ยังเป็นห่วงว่า แม้ลู่ทางราคาสินค้าเกษตรของไทยในปีนี้มีแนวโน้มจะไปได้สวย แต่ด้วยนโยบายที่บิดเบี้ยวของภาครัฐที่ไม่เคยยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง จะเป็นเหตุให้โอกาสทองหลุดลอยไปจากมือเกษตรกรอีกครั้ง

จึงขอสะท้อนถึงโอกาสและนานาปัญหาที่ยังทำให้เกษตรกรจมอยู่กับความยากจน หวังให้รัฐบาลได้หยิบยกนำไปหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขให้ตรงจุด อุ้มชูให้เกษตรกรไทยได้ลืมตาอ้าปากสมภาคภูมิได้สักครั้ง

แก้โจทย์สุดมั่วประกันรายได้

ปี 2552 ที่ผ่านมา เป็นอีกปีหนึ่งที่ราคาสินค้าเกษตรมีความผันผวนสูงและรวดเร็ว ผลจากวิกฤติเศรษฐกิจทำให้โลกขยายตัวถดถอย กำลังซื้อทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรโลกปรับตัวลดลง และต่อเนื่องถึงสินค้าเกษตรของไทยที่ต้องพึ่งพิงการส่งออกได้รับผลกระทบ อย่างรุนแรงตามไปด้วย

หลังจากที่ผ่านช่วงปีทองของสินค้าเกษตรมาในปี 2551 ซึ่งในปีดังกล่าวทั่วโลกต่างตื่นกับวิกฤติอาหาร และพลังงานโลก กระแสพืชพลังงานทดแทน เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นสูงสุดมากกว่าบาร์เรลละ 140 เหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรพุ่งขึ้นสูงมาก

ขณะเดียวกัน ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงระบบแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรใหม่ โดยล้มระบบรับจำนำสินค้าเกษตรลงไป ชูโรงระบบใหม่ในรูปแบบการประกันราคาสินค้าเกษตร สำหรับสินค้าเกษตร 3 รายการ คือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง

ก่อนจะมาเปลี่ยนเรียกชื่อใหม่ว่า "โครงการประกันรายได้เกษตรกร" และกว่าจะเข้ารูปเข้ารอยภายใต้ระบบที่นำมาใช้ใหม่ก็เกิดความวุ่นวายไปทั่ว ทั้งการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การกำหนดราคาประกัน การกำหนดราคาอ้างอิง การคำนวณผลผลิตต่อไร่ การกำหนดจำนวนผลผลิตที่จะเข้าร่วมโครงการ เป็นต้น

ที่สำคัญคือ เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติขาดความเข้าใจ เนื่องจากช่วงแรกในระดับนโยบายไม่มีความชัดเจนถึงวิธีการในทางปฏิบัติ ทำให้การสื่อสารระหว่างกันสับสน ต้องทำไปปรับเปลี่ยนไปตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม เมื่อสรุปเบ็ดเสร็จ โครงการประกันรายได้ที่ได้ทดลองใช้กันในรอบแรกจนถึงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า รัฐบาลใช้เงินชดเชยให้เกษตรกรสำหรับสินค้าเกษตรทั้ง 3 ชนิด รวมวงเงิน 26,765 ล้านบาท มีเกษตรกรที่ได้รับเงินชดเชยจากโครงการนี้ทั้งสิ้น 2,848,828 ราย จากที่ได้รับอนุมัติเข้าโครงการทั้งหมด 5,546,541 ราย

ท่ามกลางปัญหาที่พบในพื้นที่ คือการถูกพ่อค้ากดราคารับซื้อ โดยอ้างเรื่องความชื้นและสิ่งเจือปนทำให้ราคาที่เกษตรกรได้รับเมื่อขายข้าว ได้จริงต่ำกว่าราคาอ้างอิงมาก และแม้เกษตรกรจะได้รับเงินชดเชย โดยใช้ราคาประกันมาหักกับราคาอ้างอิงที่รัฐบาลประกาศในวันที่ 1 และ 16 ของแต่ละเดือน แต่เกษตรกรก็ยังขาดทุนอยู่ดี ทำให้รัฐบาลต้องกลับไปใช้วิธีตั้งโต๊ะรับซื้อสินค้าเกษตรในราคาอ้างอิงเพื่อ พยุงราคาให้สูงขึ้น

ดังนั้น แนวทางแก้ไขในโครงการประกันรายได้ในรอบใหม่ปี 2553 นี้ จะต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อใช้เวลาในการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ให้เกิดการแจ้งเท็จ รับเงินชดเชยเกินความเป็นจริง นอกจากนั้น รัฐบาลต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปประกบเกษตรกรเวลาขายข้าว มีเครื่องวัดความชื้นและสิ่งเจือปน ที่เชื่อถือได้ พร้อมกับรายงานให้ทางรัฐบาลทราบ และขึ้นบัญชีดำโรงสีที่ขูดรีดชาวนาไม่ให้ได้รับการช่วยเหลือ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาล เป็นต้น

ยกเครื่องปรับโครงสร้างภาคเกษตร

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่รัฐบาลใช้โครงการประกันรายได้มาหวังช่วยพยุงให้เกษตรกรขายสินค้าไม่ขาดทุน แต่อีกฟากหนึ่งยังมีปัญหาซ้ำซากที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

โดยทุกฝ่ายมองเห็นตรงกันว่า ในด้านปัจจัยการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ สิ่งเหล่านี้ภาคเกษตรของไทยยังไล่ตามประเทศเพื่อนบ้านอยู่อย่างมาก เช่น ข้าว ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของไทยอยู่ที่ 453 กก.ต่อไร่ ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยในอาเซียนอยู่ที่ 638 กก.ต่อไร่ ประเทศไทยเหนือกว่าแค่กัมพูชาเท่านั้นที่มีผลผลิต 438 กก.ต่อไร่ ขณะที่เวียดนามสูงสุดที่ 822 กก.ต่อไร่

และต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลเรื่องการผลิตโดยตรงไม่ได้ขับเคลื่อนที่จะพัฒนาระบบการผลิตของภาคการเกษตรไทยให้ดีขึ้นอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องการลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาพันธุ์ การพัฒนาระบบชลประทาน ขาดการนำการวิจัยและพัฒนา ทั้งด้านเครื่องมือ และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ที่จะเป็นประโยชน์ มาให้เกษตรกรได้ใช้เพื่อพัฒนาการผลิตให้ดีขึ้น

การเฝ้าระวังแก้ปัญหา เรื่องการระบาดของโรคและแมลง เป็นอีกด้านที่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงการแก้ปัญหาที่อ่อนด้อย ปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดในมันสำปะหลัง ที่กระทรวงเกษตรฯไม่เข้าไปจัดการปัญหาอย่างจริงจังตั้งแต่พบการระบาด ปล่อยให้การระบาดกระจายวงกว้างออกไป ทำลายผลผลิตของเกษตรกรอย่างย่อยยับ จนคาดว่าผลผลิตที่หายไปจากการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังจะมีไม่น้อยกว่า 2 ล้านตัน

ระยะเวลาใกล้เคียงกัน การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว สร้างความเสียหายคาดว่าอาจจะสูงถึง 1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ยังไม่นับรวมกรณีที่ชาวนาอีกจำนวนมากที่ต้องศูนย์เสียโอกาสไม่กล้าปลูกข้าว เพราะเกรงว่าจะถูกเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเข้าทำลาย ทั้งที่ข้าวกำลังได้ราคาดี

ที่น่าอนาจใจ!! คงเป็นเหตุผลที่กระทรวงเกษตรฯยกมาเป็นข้อแก้ตัวและโยนความผิดให้กับเกษตรกร ว่า แห่ปลูกข้าวติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่พักดิน ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดหนัก แต่ไม่เคยย้อนกลับไปดูระบบการเฝ้าระวัง การเตรียมการรับปัญหา การแจ้งเตือนเกษตรกร ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตรอันดับต้นๆของโลก แต่ระบบการจัดการถือว่าล้าหลังสุดกู่

หากกระทรวงเกษตรฯมีระบบการเฝ้า ติดตามของโรคและแมลงที่ดีพอ จะช่วยสกัดไม่ให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายนับเป็นมูลค่ามหาศาลได้ เมื่อพบการระบาดต้องรีบเข้าไปจัดการปัญหาทันที จะมัวตั้งท่านอนรอของบประมาณเท่านั้นเท่านี้มาจัดการ แบบที่เคยทำอีกคงไม่ได้

ทรัพยากรน้ำ...ไม่มีน้ำไม่มีชีวิต

ทั้งนี้ หากต้องการปรับโครงสร้างด้านการเกษตรให้ครบวงจร อีกปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การพัฒนาระบบชลประทาน ที่พยายามทำกันมาอย่างยาวนาน แต่ยังทำระบบชลประทานได้เพียงหยิบมือ จากพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศจำนวน 130 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ที่พัฒนาระบบชลประทานแล้ว เพียง 28 ล้านไร่ และเป็นพื้นที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทาน 32.30 ล้านไร่ ที่เหลืออีกประมาณ 70 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งปี

ปัจจุบันปริมาณความต้องการน้ำรวมภายในประเทศมีจำนวน 73,788 ล้าน ลบ.ม./ปี แต่ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่สามารถสนองความต้องการใช้น้ำได้ 71% ของความต้องการน้ำรวม ยังขาดอยู่อีกจำนวน 21,047 ล้าน ลบ.ม./ปี

โดยแผนงานตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งปี 2553-2555 มีแผนงานปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการกระจายน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการเกษตร น้ำเพื่ออุตสาหกรรม และประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตร โดยจะครอบคลุมงานก่อสร้างและปรับปรุงระบบชลประทานทั่วประเทศ และงานก่อสร้างฝายกักเก็บน้ำขนาดเล็ก เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร

โดยมีเงินลงทุนในระยะ 3 ปี เป็นเงิน 212,818 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนของกระทรวงเกษตรฯ 187,199 ล้านบาท คิดเป็น 87.96% ของเงินลงทุนทั้งหมด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 21,339 ล้านบาท หรือ 10.03% กระทรวงมหาดไทย 4,279 ล้านบาท หรือ 2.01% ซึ่งมีความพร้อมในการดำเนินการ สามารถจัดซื้อจัดจ้างและเบิกเงินได้ภายในปีนี้ 60,389 ล้านบาท

ประกอบด้วย 7 แผนงาน ได้แก่ การปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งน้ำ บำรุงรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพโครงการชลประทานเดิม จัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ป้องกันและบรรเทาอุทกภัย การปรับปรุงและกระจายพันธุ์ การพัฒนารูปแบบและเทคโนโลยีการผลิตการเกษตร และการพัฒนา ประสิทธิภาพการผลิต

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังห่างไกลกับเป้าหมายที่จะทำให้เกษตรกรกินดีอยู่ดีทั่วประเทศ เพราะหากรัฐบาลขับเคลื่อนงานได้ตามเป้าหมายสิ้นปี 2555 จะเพิ่มปริมาณน้ำได้อีก 6,448 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งยังน้อยกว่าปริมาณที่ต้องการ 21,047 ล้าน ลบ.ม. อยู่อีกมาก

และที่สำคัญที่สุดโครงการไทย เข้มแข็งประสบความล่าช้าในการเบิกจ่าย ขณะที่ปัญหาการทุจริตเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว รัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนหลายๆ โครงการใหม่ ทำให้โอกาสที่เกษตรกรจะได้ใช้ประโยชน์จากน้ำซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ในการเกษตรต้องล่าช้าออกไปอีก ท่ามกลางสภาพอากาศของโลกที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีความจำเป็นเร่งด่วนให้มีการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพโดยเร็ว

ผลกระทบอาฟตาระวังได้ไม่คุ้มเสีย

กรณีข้อตกลงการเปิดการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตา เป็นอีกเรื่องที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบที่จะตามมาโดยเฉพาะใน ส่วนของสินค้าเกษตรจำนวน 23 รายการที่ได้ยกเลิกโควตา และลดภาษีเป็น 0% มาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 ได้แก่ น้ำนมดิบ/นมพร้อมดื่ม นมผงขาดมันเนย หอมหัวใหญ่ เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ กระเทียม พริกไทย มันฝรั่ง ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมล็ดถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง มะพร้าว เนื้อมะพร้าวแห้ง น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ไหมดิบ ลำไยแห้ง เมล็ดกาแฟ กาแฟสำเร็จรูป ชา น้ำตาล และใบยาสูบ

แม้ส่วนหนึ่งประเทศไทยหวังที่จะค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านให้ได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การทะลักเข้ามาของสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่หากไม่มีมีระบบตรวจสอบ และติดตามที่ดีพอ สินค้าคุณภาพต่ำ ราคาถูกจะถูกนำเข้ามาปลอมปนกับสินค้าเกษตรของไทย และเมื่อส่งออกไปให้ประเทศคู่ค้า ทั้งในรูปสินค้าเกษตร และอาหารแปรรูป โอกาสที่จะตรวจพบว่ามีสารเคมีปนเปื้อน หรือเป็นสินค้าที่มีการตัดแต่งพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ย่อมเกิดขึ้นได้สูง สุดท้ายจะทำลายชื่อเสียงคุณภาพสินค้าเกษตรของไทยลงทันที ความเสียหายที่จะตามมาคงประเมินค่าไม่ได้

ดังนั้น ทุกฝ่ายจะประมาทไม่ได้ มาตรการตรวจสอบสินค้านำเข้าจะต้องทำกันอย่างเข้มข้นเพื่อปกป้องสินค้าเกษตร ไทยให้สามารถยืนหยัดอยู่บนเวทีโลกได้ต่อไป รวมไปถึงการ สกัดการลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบคุณภาพของสินค้า ด้วย

ขณะเดียวกันต้องเฝ้าติดตามปริมาณการนำเข้าอย่างใกล้ชิด ถ้าเมื่อใดที่ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดสังเกตต้องเข้าไปบริหารจัดการทันที ไม่เช่นนั้น สินค้าบางตัวอาจจะเกิดการทุ่มตลาด ทะลักเข้ามาทำลายสินค้าเกษตรกรของไทยให้ราคาตกต่ำ จนเกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้.

ตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล กรมการข้าวร้องขอ ชะลอปลูกข้าว

การพักนาไม่ปลูกข้าวจะเป็นการตัดวงจรชีวิตของทั้งโรคไวรัสและเพลี้ยกระโดดสี น้ำตาล ที่เป็นแมลงพาหะด้วย นอกจากนั้นควรเปลี่ยนพันธุ์ข้าวทุก 4 ฤดู และใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากกว่า 1 พันธุ์ เพื่อลดความเสี่ยง...

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีมาตรการในการควบคุมการระบาดของ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างรุนแรง โดยสั่งการให้กรมวิชาการเกษตรและกรมการข้าวเข้าไปทดสอบการใช้สารฆ่าแมลง โดยเพิ่มอัตราการใช้สารเป็น 2-3 เท่าของอัตราปกติ แต่ไม่สามารถควบคุมการระบาดลงได้จนถึงระดับที่น่าพอใจ ซึ่งสาเหตุหนึ่งเพราะยังมีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากรายงานของศูนย์อำนวยการควบคุมกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล พบว่าขณะนี้มีพื้นที่การระบาดแล้วกว่า 2 ล้านไร่ ใน 14 จังหวัด คือ พิษณุโลก อ่างทอง อุทัยธานี นนทบุรี กำแพงเพชร ปทุมธานี นครสวรรค์ สิงห์บุรี พิจิตร ชัยนาท เพชรบูรณ์ ลพบุรี สุพรรณบุรี และนครนายก ดังนั้น แนวทางหยุดการระบาดได้โดยการตัดพืชอาหารของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้ลดลง ด้วยการชะลอการปลูกข้าวในฤดูถัดไปอย่างน้อย 1 เดือน หรือเลื่อนการปลูกข้าวออกไปจนกว่าจะไม่มีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอพยพเข้ามาใน พื้นที่ โดยการสังเกตจากแมลงที่มาเล่นไฟมีจำนวนน้อย และยังพบโรคไวรัส 2 ชนิดในนาข้าว คือโรคใบหงิก (โรคจู๋) และโรคเขียวเตี้ย

"การพักนาไม่ ปลูกข้าวจะเป็นการตัดวงจรชีวิตของทั้งโรคไวรัสและเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ที่เป็นแมลงพาหะด้วย นอกจากนั้นควรเปลี่ยนพันธุ์ข้าวทุก 4 ฤดู และใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากกว่า 1 พันธุ์ เพื่อลดความเสี่ยง เช่น ข้าวพันธุ์ กข29 และ กข31 ส่วนเกษตรกรรายใดที่ปลูกข้าวไปแล้วไม่ควรใช้สารอะบาเม็กติน และสารฆ่าแมลงกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ (ยาน็อก) เนื่องจากเป็นสารที่มีพิษต่อศัตรูธรรมชาติต่างๆ เช่น มวนเขียวดูดไข่ แมงมุม ส่งผลให้ระบบนิเวศในนาข้าวเสียสมดุลซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการระบาดของเพลี้ย กระโดดสีน้ำตาลอยู่จนถึงขณะนี้" อธิบดีกรมการข้าวกล่าว

ฟิลิปปินส์ ยอมชดเชยไม่ลดภาษีข้าวอาฟตาไทย 3.7 แสนตัน

“พรทิวา” เผยฟิลิปปินส์ยอมชดเชยไม่ลดภาษีข้าวอาฟตาให้ไทยแล้วตามเสนอ 3.7 แสนตัน แลกยอมรับการลดภาษีน้ำตาลแบบขั้นบันได...

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการเจรจาขอให้ฟิลิปปินส์ชดเชยความเสียหายให้กับไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของอาเซียน กรณีที่ไม่ยอดลดภาษีข้าวภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ว่า ล่าสุดฟิลิปปินส์ยอมให้โควตานำเข้าข้าวจากไทยตามที่ไทยเสนอปริมาณปีละ 370,000 ตัน ภาษีในโควตา 0% คาดจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาก่อนมีผลบังคับใช้ต่อไป

ส่วนประเด็นที่ฟิลิปปินส์จะขอลดภาษีน้ำตาลทรายภายใต้อาฟตาแบบขั้นบันได โดยเสนอลดภาษีดังนี้ คือ ปี 52-54 จะลดเหลือ 38% จากอัตราปัจจุบันที่ประมาณ 40% ปี 55 ลดเหลือ 28% ปี 56 ลดเหลือ 18% ปี 57 ลดเหลือ 10% และปี 58 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายจะลดเหลือ 5% จากที่ก่อนหน้านี้ ฟิลิปปินส์มีท่าทีที่จะไม่ยอมลดภาษีน้ำตาลทราย ซึ่งไทยก็พร้อมที่จะรับข้อเสนอนี้

"พาณิชย์" เคาะมาตรการรับมือนำเข้าข้าวอาฟตา

“พาณิชย์” กำหนดอุตสาหกรรมที่ใช้ปลายข้าวเท่านั้นที่นำเข้าได้ พร้อมเงื่อนไขอีกเพียบ เตรียมเสนอกขช.อนุมัติก่อนเสนอครม.เร็วๆ นี้...

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการนำเข้าข้าวภายใต้เขตการค้า เสรีอาเซียน (อาฟตา) ว่า ที่ประชุมได้กำหนดมาตรการดูแลการนำเข้าข้าวภายใต้อาฟตา หลังจากที่ไทยได้ลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอาเซียนเหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยได้กำหนดให้เฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้ปลายข้าวเป็นวัตถุดิบเท่านั้นที่สามารถ นำเข้าได้ และนำเข้าได้เฉพาะปลายข้าว มีกำหนดช่วงระยะเวลานำเข้า 2 ช่วง คือ เดือนพ.ค.-ก.ค. และเดือนส.ค.-ต.ค. เพราะเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวไทยออกน้อยที่สุด โดยจะนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาอนุมัติ และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป หากได้รับความเห็นชอบ กรมการค้าต่างประเทศจะออกเป็นประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการนำเข้าได้ทันที

“เราให้นำเข้าได้เฉพาะปลายข้าวที่ ใช้ในอุตสาหกรรมเท่านั้น ไม่ได้ให้นำเข้าข้าวสาร จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมีข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเล็ดลอดเข้ามาปลอมปนกับข้าวไทย การลดภาษีนำเข้า ไม่ได้หมายความว่า ให้นำเข้าได้โดยเสรี เรายังมีมาตรการดูแลอยู่ ซึ่งเมื่อนำเข้าแล้ว เราจะมีระบบการตรวจสอบ ติดตาม ว่านำเข้ามาเท่าไร ใช้ไปแค่ไหน ซึ่งผู้ที่นำเข้าจะต้องแจ้งให้เราทราบทั้งหมด” นางพรทิวา กล่าว

นอกจากนี้ ในการนำเข้ายังได้กำหนดมาตรการดูแลการนำเข้า โดยอุตสาหกรรมที่ต้องการนำเข้าปลายข้าว จะต้องมาขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าต่างประเทศ ต้องขออนุญาตก่อนนำเข้า และในการนำเข้าต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ที่กำหนด เช่น การตรวจสอบโรคพืช การตรวจสอบสารตกค้าง การตรวจสอบว่าปลอดการตัดแต่งทางพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) และมีใบรับรองว่าเป็นสินค้าของอาเซียน

ส่วนด่านนำเข้า กำหนดให้นำเข้าได้เฉพาะ 6 ด่าน คือ ด่านแม่สอด จ.ตาก ด่านแม่สาย จ.เชียงราย ด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ด่านจ.หนองคาย ด่านจ.ระนอง และท่าเรือกรุงเทพฯ เพราะมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม และมีหน่วยงานที่ตรวจสอบอยู่ครบ ทั้งกรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมศุลกากร และหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์

พาณิชย์เร่งวางมาตรการนำเข้ากาแฟจากอาเซียน

"พาณิชย์" วางมาตรการนำเข้ากาแฟจากอาเซียนต้องมีหนังสือรับรองในการเข้าราชอาณาจักร และต้องนำเข้าทางด่านศุลกากรเท่านั้น ด้านครม.เห็นชอบร่างประกาศตามกระทรวงพาณิชย์

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำกาแฟ ชาน้ำนมดิบ และนมพร้อมดื่ม และนมผงขาดมันเนยเข้ามาในราชอาณาจักร ตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน พ.ศ... และส่งให้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฏหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี ตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้ โดยร่างประกาศนี้จะใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 เป็นต้นไป

โดย มีสาระสำคัญให้กาแฟ ชา น้ำนมดิบ นมพร้อมดื่ม และนมผงขาดมันเนย ซึ่งมีถิ่นกำเนิดและส่งตรงมาจากประเทศสมาชิกอาเซียนตามข้อตกลงอาฟตา เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองในการเข้ามาในราชอาณาจักร และต้องนำเข้าทางด่านศุลกากรที่มีด่านตรวจพืชและด่านอาหารยาตามเงื่อนไขการ นำเข้าที่กำหนดสำหรับแต่ละสินค้าเพื่อให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบคุณภาพ และมาตรฐานสินค้า โดยสินค้าที่นำเข้าตามประกาศนี้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการ อื่นที่มิใช่มาตรการทางภาษี ที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการส่งออกและนำเข้ามาในราชอาณาจักร

ทั้งนี้ ตามข้อตกลงอาฟตาประเทศไทยมีพันธกรณีต้องยกเลิกโควตานำเข้าให้แก่ประเทศ สมาชิกอื่น 3 ระยะ คือ ภายใน 1 ม.ค.ของปี 2551, 2552 และ 2553 ตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน(อาทิก้า) ซึ่งสินค้าดังกล่าวนอกจากต้องยกเลิกมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีตั้งแต่ 1 ม.ค. 2553 แล้ว ยังจะต้องลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% สำหรับกาแฟสำเร็จรูป ชา น้ำนมดิบ นมพร้อมดื่ม และนมผงขาดมันเนย และ 5% สำหรับเมล็ดกาแฟ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถกำหนดมาตรการจัดระบบบริหารการนำเข้าเพื่อปกป้องชีวิต หรือสุขภาพมนุษย์ สัตว์หรือพืชได้ตามข้อยกเว้นทั่วไปของความตกลงดังกล่าว