สำหรับปีเสือ 2553 หน่วยงานภาครัฐ ทั้งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นักวิชาการและภาคเอกชนต่างประสานเสียงตรงกันว่าจะเป็นปีทองของสินค้าเกษตร ไทยอีกคำรบ
โดยประมาณการใกล้เคียงกันว่า ราคาสินค้าเกษตรจะดีขึ้นกว่าปีก่อน 10-20%
และคาดหวังต่อไปด้วยว่า "สินค้าเกษตร" จะเป็นตัวชูโรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ก้าวพ้นปัญหาวิกฤติรอบด้านทั้งในและนอกประเทศไปได้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งและคู่ค้าอื่นๆ ต่างประสบปัญหาความแปรปรวนของสภาวะภูมิอากาศ และภัยพิบัติต่างๆ ทั้งสภาพอากาศที่หนาวจัด ฝนตกน้ำท่วม และภาวะแห้งแล้งที่กระจัดกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกลดลงมาก
ประเทศต่างๆจึงต้องเตรียมนำเข้าสต๊อกอาหารไว้ใช้บริโภคภายใน ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศที่เนื้อหอมขึ้นมาทันที เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้รับความเสียหาย ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถูกคาดหมายว่าปีนี้จะฟื้นตัว กำลังซื้อเพิ่มขึ้น สินค้าจะขายดีขึ้น จึงนับว่ามีความเป็นไปได้ที่ปีนี้จะเป็นโอกาสดีของภาคเกษตรไทยอีกครั้ง
ขณะที่การปรับเปลี่ยนนโยบายแทรกแซงและพยุงราคาสินค้าเกษตรในปี 2552 ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ นำการประกันรายได้เกษตรกรมาแทนโครงการรับจำนำ จะเป็นอีกปัจจัยที่จะชี้ชะตาเกษตรกรไทยในปีนี้
อย่างไรก็ตาม "ทีมเศรษฐกิจ" ยังเป็นห่วงว่า แม้ลู่ทางราคาสินค้าเกษตรของไทยในปีนี้มีแนวโน้มจะไปได้สวย แต่ด้วยนโยบายที่บิดเบี้ยวของภาครัฐที่ไม่เคยยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง จะเป็นเหตุให้โอกาสทองหลุดลอยไปจากมือเกษตรกรอีกครั้ง
จึงขอสะท้อนถึงโอกาสและนานาปัญหาที่ยังทำให้เกษตรกรจมอยู่กับความยากจน หวังให้รัฐบาลได้หยิบยกนำไปหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขให้ตรงจุด อุ้มชูให้เกษตรกรไทยได้ลืมตาอ้าปากสมภาคภูมิได้สักครั้ง
แก้โจทย์สุดมั่วประกันรายได้
ปี 2552 ที่ผ่านมา เป็นอีกปีหนึ่งที่ราคาสินค้าเกษตรมีความผันผวนสูงและรวดเร็ว ผลจากวิกฤติเศรษฐกิจทำให้โลกขยายตัวถดถอย กำลังซื้อทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรโลกปรับตัวลดลง และต่อเนื่องถึงสินค้าเกษตรของไทยที่ต้องพึ่งพิงการส่งออกได้รับผลกระทบ อย่างรุนแรงตามไปด้วย
หลังจากที่ผ่านช่วงปีทองของสินค้าเกษตรมาในปี 2551 ซึ่งในปีดังกล่าวทั่วโลกต่างตื่นกับวิกฤติอาหาร และพลังงานโลก กระแสพืชพลังงานทดแทน เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นสูงสุดมากกว่าบาร์เรลละ 140 เหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรพุ่งขึ้นสูงมาก
ขณะเดียวกัน ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงระบบแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรใหม่ โดยล้มระบบรับจำนำสินค้าเกษตรลงไป ชูโรงระบบใหม่ในรูปแบบการประกันราคาสินค้าเกษตร สำหรับสินค้าเกษตร 3 รายการ คือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง
ก่อนจะมาเปลี่ยนเรียกชื่อใหม่ว่า "โครงการประกันรายได้เกษตรกร" และกว่าจะเข้ารูปเข้ารอยภายใต้ระบบที่นำมาใช้ใหม่ก็เกิดความวุ่นวายไปทั่ว ทั้งการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การกำหนดราคาประกัน การกำหนดราคาอ้างอิง การคำนวณผลผลิตต่อไร่ การกำหนดจำนวนผลผลิตที่จะเข้าร่วมโครงการ เป็นต้น
ที่สำคัญคือ เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติขาดความเข้าใจ เนื่องจากช่วงแรกในระดับนโยบายไม่มีความชัดเจนถึงวิธีการในทางปฏิบัติ ทำให้การสื่อสารระหว่างกันสับสน ต้องทำไปปรับเปลี่ยนไปตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม เมื่อสรุปเบ็ดเสร็จ โครงการประกันรายได้ที่ได้ทดลองใช้กันในรอบแรกจนถึงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า รัฐบาลใช้เงินชดเชยให้เกษตรกรสำหรับสินค้าเกษตรทั้ง 3 ชนิด รวมวงเงิน 26,765 ล้านบาท มีเกษตรกรที่ได้รับเงินชดเชยจากโครงการนี้ทั้งสิ้น 2,848,828 ราย จากที่ได้รับอนุมัติเข้าโครงการทั้งหมด 5,546,541 ราย
ท่ามกลางปัญหาที่พบในพื้นที่ คือการถูกพ่อค้ากดราคารับซื้อ โดยอ้างเรื่องความชื้นและสิ่งเจือปนทำให้ราคาที่เกษตรกรได้รับเมื่อขายข้าว ได้จริงต่ำกว่าราคาอ้างอิงมาก และแม้เกษตรกรจะได้รับเงินชดเชย โดยใช้ราคาประกันมาหักกับราคาอ้างอิงที่รัฐบาลประกาศในวันที่ 1 และ 16 ของแต่ละเดือน แต่เกษตรกรก็ยังขาดทุนอยู่ดี ทำให้รัฐบาลต้องกลับไปใช้วิธีตั้งโต๊ะรับซื้อสินค้าเกษตรในราคาอ้างอิงเพื่อ พยุงราคาให้สูงขึ้น
ดังนั้น แนวทางแก้ไขในโครงการประกันรายได้ในรอบใหม่ปี 2553 นี้ จะต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อใช้เวลาในการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ให้เกิดการแจ้งเท็จ รับเงินชดเชยเกินความเป็นจริง นอกจากนั้น รัฐบาลต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปประกบเกษตรกรเวลาขายข้าว มีเครื่องวัดความชื้นและสิ่งเจือปน ที่เชื่อถือได้ พร้อมกับรายงานให้ทางรัฐบาลทราบ และขึ้นบัญชีดำโรงสีที่ขูดรีดชาวนาไม่ให้ได้รับการช่วยเหลือ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาล เป็นต้น
ยกเครื่องปรับโครงสร้างภาคเกษตร
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่รัฐบาลใช้โครงการประกันรายได้มาหวังช่วยพยุงให้เกษตรกรขายสินค้าไม่ขาดทุน แต่อีกฟากหนึ่งยังมีปัญหาซ้ำซากที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
โดยทุกฝ่ายมองเห็นตรงกันว่า ในด้านปัจจัยการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ สิ่งเหล่านี้ภาคเกษตรของไทยยังไล่ตามประเทศเพื่อนบ้านอยู่อย่างมาก เช่น ข้าว ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของไทยอยู่ที่ 453 กก.ต่อไร่ ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยในอาเซียนอยู่ที่ 638 กก.ต่อไร่ ประเทศไทยเหนือกว่าแค่กัมพูชาเท่านั้นที่มีผลผลิต 438 กก.ต่อไร่ ขณะที่เวียดนามสูงสุดที่ 822 กก.ต่อไร่
และต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลเรื่องการผลิตโดยตรงไม่ได้ขับเคลื่อนที่จะพัฒนาระบบการผลิตของภาคการเกษตรไทยให้ดีขึ้นอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องการลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาพันธุ์ การพัฒนาระบบชลประทาน ขาดการนำการวิจัยและพัฒนา ทั้งด้านเครื่องมือ และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ที่จะเป็นประโยชน์ มาให้เกษตรกรได้ใช้เพื่อพัฒนาการผลิตให้ดีขึ้น
การเฝ้าระวังแก้ปัญหา เรื่องการระบาดของโรคและแมลง เป็นอีกด้านที่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงการแก้ปัญหาที่อ่อนด้อย ปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดในมันสำปะหลัง ที่กระทรวงเกษตรฯไม่เข้าไปจัดการปัญหาอย่างจริงจังตั้งแต่พบการระบาด ปล่อยให้การระบาดกระจายวงกว้างออกไป ทำลายผลผลิตของเกษตรกรอย่างย่อยยับ จนคาดว่าผลผลิตที่หายไปจากการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังจะมีไม่น้อยกว่า 2 ล้านตัน
ระยะเวลาใกล้เคียงกัน การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว สร้างความเสียหายคาดว่าอาจจะสูงถึง 1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ยังไม่นับรวมกรณีที่ชาวนาอีกจำนวนมากที่ต้องศูนย์เสียโอกาสไม่กล้าปลูกข้าว เพราะเกรงว่าจะถูกเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเข้าทำลาย ทั้งที่ข้าวกำลังได้ราคาดี
ที่น่าอนาจใจ!! คงเป็นเหตุผลที่กระทรวงเกษตรฯยกมาเป็นข้อแก้ตัวและโยนความผิดให้กับเกษตรกร ว่า แห่ปลูกข้าวติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่พักดิน ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดหนัก แต่ไม่เคยย้อนกลับไปดูระบบการเฝ้าระวัง การเตรียมการรับปัญหา การแจ้งเตือนเกษตรกร ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตรอันดับต้นๆของโลก แต่ระบบการจัดการถือว่าล้าหลังสุดกู่
หากกระทรวงเกษตรฯมีระบบการเฝ้า ติดตามของโรคและแมลงที่ดีพอ จะช่วยสกัดไม่ให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายนับเป็นมูลค่ามหาศาลได้ เมื่อพบการระบาดต้องรีบเข้าไปจัดการปัญหาทันที จะมัวตั้งท่านอนรอของบประมาณเท่านั้นเท่านี้มาจัดการ แบบที่เคยทำอีกคงไม่ได้
ทรัพยากรน้ำ...ไม่มีน้ำไม่มีชีวิต
ทั้งนี้ หากต้องการปรับโครงสร้างด้านการเกษตรให้ครบวงจร อีกปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การพัฒนาระบบชลประทาน ที่พยายามทำกันมาอย่างยาวนาน แต่ยังทำระบบชลประทานได้เพียงหยิบมือ จากพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศจำนวน 130 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ที่พัฒนาระบบชลประทานแล้ว เพียง 28 ล้านไร่ และเป็นพื้นที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทาน 32.30 ล้านไร่ ที่เหลืออีกประมาณ 70 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งปี
ปัจจุบันปริมาณความต้องการน้ำรวมภายในประเทศมีจำนวน 73,788 ล้าน ลบ.ม./ปี แต่ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่สามารถสนองความต้องการใช้น้ำได้ 71% ของความต้องการน้ำรวม ยังขาดอยู่อีกจำนวน 21,047 ล้าน ลบ.ม./ปี
โดยแผนงานตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งปี 2553-2555 มีแผนงานปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการกระจายน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการเกษตร น้ำเพื่ออุตสาหกรรม และประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตร โดยจะครอบคลุมงานก่อสร้างและปรับปรุงระบบชลประทานทั่วประเทศ และงานก่อสร้างฝายกักเก็บน้ำขนาดเล็ก เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร
โดยมีเงินลงทุนในระยะ 3 ปี เป็นเงิน 212,818 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนของกระทรวงเกษตรฯ 187,199 ล้านบาท คิดเป็น 87.96% ของเงินลงทุนทั้งหมด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 21,339 ล้านบาท หรือ 10.03% กระทรวงมหาดไทย 4,279 ล้านบาท หรือ 2.01% ซึ่งมีความพร้อมในการดำเนินการ สามารถจัดซื้อจัดจ้างและเบิกเงินได้ภายในปีนี้ 60,389 ล้านบาท
ประกอบด้วย 7 แผนงาน ได้แก่ การปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งน้ำ บำรุงรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพโครงการชลประทานเดิม จัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ป้องกันและบรรเทาอุทกภัย การปรับปรุงและกระจายพันธุ์ การพัฒนารูปแบบและเทคโนโลยีการผลิตการเกษตร และการพัฒนา ประสิทธิภาพการผลิต
อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังห่างไกลกับเป้าหมายที่จะทำให้เกษตรกรกินดีอยู่ดีทั่วประเทศ เพราะหากรัฐบาลขับเคลื่อนงานได้ตามเป้าหมายสิ้นปี 2555 จะเพิ่มปริมาณน้ำได้อีก 6,448 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งยังน้อยกว่าปริมาณที่ต้องการ 21,047 ล้าน ลบ.ม. อยู่อีกมาก
และที่สำคัญที่สุดโครงการไทย เข้มแข็งประสบความล่าช้าในการเบิกจ่าย ขณะที่ปัญหาการทุจริตเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว รัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนหลายๆ โครงการใหม่ ทำให้โอกาสที่เกษตรกรจะได้ใช้ประโยชน์จากน้ำซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ในการเกษตรต้องล่าช้าออกไปอีก ท่ามกลางสภาพอากาศของโลกที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีความจำเป็นเร่งด่วนให้มีการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพโดยเร็ว
ผลกระทบอาฟตาระวังได้ไม่คุ้มเสีย
กรณีข้อตกลงการเปิดการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตา เป็นอีกเรื่องที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบที่จะตามมาโดยเฉพาะใน ส่วนของสินค้าเกษตรจำนวน 23 รายการที่ได้ยกเลิกโควตา และลดภาษีเป็น 0% มาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 ได้แก่ น้ำนมดิบ/นมพร้อมดื่ม นมผงขาดมันเนย หอมหัวใหญ่ เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ กระเทียม พริกไทย มันฝรั่ง ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมล็ดถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง มะพร้าว เนื้อมะพร้าวแห้ง น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ไหมดิบ ลำไยแห้ง เมล็ดกาแฟ กาแฟสำเร็จรูป ชา น้ำตาล และใบยาสูบ
แม้ส่วนหนึ่งประเทศไทยหวังที่จะค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านให้ได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การทะลักเข้ามาของสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่หากไม่มีมีระบบตรวจสอบ และติดตามที่ดีพอ สินค้าคุณภาพต่ำ ราคาถูกจะถูกนำเข้ามาปลอมปนกับสินค้าเกษตรของไทย และเมื่อส่งออกไปให้ประเทศคู่ค้า ทั้งในรูปสินค้าเกษตร และอาหารแปรรูป โอกาสที่จะตรวจพบว่ามีสารเคมีปนเปื้อน หรือเป็นสินค้าที่มีการตัดแต่งพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ย่อมเกิดขึ้นได้สูง สุดท้ายจะทำลายชื่อเสียงคุณภาพสินค้าเกษตรของไทยลงทันที ความเสียหายที่จะตามมาคงประเมินค่าไม่ได้
ดังนั้น ทุกฝ่ายจะประมาทไม่ได้ มาตรการตรวจสอบสินค้านำเข้าจะต้องทำกันอย่างเข้มข้นเพื่อปกป้องสินค้าเกษตร ไทยให้สามารถยืนหยัดอยู่บนเวทีโลกได้ต่อไป รวมไปถึงการ สกัดการลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบคุณภาพของสินค้า ด้วย
ขณะเดียวกันต้องเฝ้าติดตามปริมาณการนำเข้าอย่างใกล้ชิด ถ้าเมื่อใดที่ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดสังเกตต้องเข้าไปบริหารจัดการทันที ไม่เช่นนั้น สินค้าบางตัวอาจจะเกิดการทุ่มตลาด ทะลักเข้ามาทำลายสินค้าเกษตรกรของไทยให้ราคาตกต่ำ จนเกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้.