เดลินิวส์

กฎหมายค้าส่งพบครึ่งทาง

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. รับหลักการร่างกฎหมายค้าปลีกค้าส่ง หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานผู้แทน การค้า (ทีทีอาร์) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้หารือร่วมกันแล้วตามมติครม.เศรษฐกิจ แต่ในเบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปข้อยุติได้เพียงประเด็นเดียวคือรูปแบบการจัด ตั้งคณะกรรมการที่จะกำกับดูแลการควบคุมดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่งภายใต้กฎหมาย ฉบับนี้ได้ ว่าจะมีคณะกรรมการกลางเพียงชุดเดียวตามที่ทีทีอาร์เสนอ หรือควรมีคณะกรรมการระดับจังหวัดเพิ่มเติมด้วย โดยที่ประชุมเห็นว่าควรมีคณะกรรม การกลางเพียงชุดเดียวโดยมีรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน จึงเห็นชอบให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ไปพิจารณาจัดทำร่างกฎ หมายให้ชัดเจนเสนอครม.เห็นชอบอีกครั้ง

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระ ทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เนื้อหาของกฎหมายส่วนใหญ่ยังเป็นไปตามร่างกฎหมายเดิม โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับนโยบาย ที่จะเป็นกรรมการจากส่วนกลางเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องตั้งกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องการผลักดันให้เกิดกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นโดยเร็ว

ดีเอสไอพบพิรุธนิคมมาบตาพุดชงเป็นคดีพิเศษ

จ่อรับกรณีมาบตาพุดเป็นคดีพิเศษ หลัง"ดีเอสไอ"พบข้อมูลว่านิคมอุตฯ ปล่อยสารพิษกระทบความเป็นอยู่ประชาชนที่อยู่อาศัยมาก่อนตั้งโรงงาน ขณะที่นายกฯ ต่อต้านสภาวะโลกร้อน โวยมือมืดจ้างชาวบ้านถอนฟ้องมาบตาพุด ส่วน “อภิ สิทธิ์” ฝากความหวังการประชุมสิ่งแวดล้อม 24 ธ.ค.นี้ ปัญหาจะคลี่คลาย ขณะที่ปลัดกระทรวง ให้อำนาจอุตสาหกรรมจังหวัดสั่งปิดโรงงานหากเกิดก๊าซรั่ว ทางด้านประธาน ส.อ.ท.มาแปลก หนุน 20 โครงการที่ถูกศาลมีคำสั่งระงับ ให้ดำเนินการก่อสร้างต่อไปก่อน แล้วไปรับความเสี่ยงเองในอนาคต

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. พ.ต.ท.ปกรณ์ สุขชีวะกุล พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะ หัวหน้าพนักงานสอบสวนชุดตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีสารพิษรั่วไหลจากโรงงานอุตสาหกรรม ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ว่าจากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบ ข้อพิรุธหลายประเด็นในการขยายโรงงาน เช่น การขยายผังเมืองและก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่ง แวดล้อม ความปลอดภัยและวิถีชีวิตของประชาชน โรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งดำเนินโครงการโดยไม่คำนึงถึงผลการศึกษาด้านสิ่งแวด ล้อม และการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมกินพื้นที่ลงไปในทะเลโดยไม่สร้างแนวกันชนตาม แนวชายหาด ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรชายฝั่งทะเล และน้ำกัดเซาะชายหาด

พ.ต.ท.ปกรณ์กล่าวอีกว่า ชุดสืบสวนดีเอสไอเชื่อว่ากรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมีมูลความผิด ชาวบ้านและชุมชนซึ่งอยู่มาก่อนตั้งโรงงาน ได้รับผลกระทบจากภาวะ มลพิษจริง นอกจากนี้ยังมีประเด็นส่อให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลกวดขันการขยายโครงการก่อสร้างโรงงาน ดังนั้นตนในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนเตรียมรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐาน เสนอต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาตัดสินใจนำคดีนี้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อ ขอมติให้รับเป็นคดีพิเศษต่อไป

ในส่วนของนายศรีสุวรรณ จรรยา นายก สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ในฐานะผู้ฟ้องคดีให้ 8 หน่วยงานรัฐปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 ร่วมกับชาวบ้านมาบตาพุด 41 ราย กล่าวว่า สมาคมฯได้รับการร้องเรียนจากตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ว่า ได้รับหมายคำสั่งศาลปกครองสูงสุดให้ไปไต่สวนคดี ได้มีผู้แอบอ้างทำคำร้องขอถอนชื่อจากรายชื่อผู้ฟ้องคดีในวันที่ 24 ธ.ค. 52 เวลา 13.30 น. ที่ห้องไต่สวนที่ 8 ชั้น 3 ศาลปกครองสูงสุด ทั้งที่ชาวบ้านผู้ฟ้องคดี ไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่ามีรายชื่อเป็นผู้ถอนฟ้องคดีได้อย่างไร

จากการสอบถามชาวบ้านผู้ได้รับหมายเพื่อไปไต่สวนคำร้องการขอถอนคดีดังกล่าว ทำให้ทราบว่ามีอดีตผู้นำชุมชนบ้านบน เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด ได้มาหว่านล้อมชาวบ้านผู้ฟ้องคดีทั้ง 41 ราย ให้ลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่า พร้อมจ่ายเงินค่าลงรายชื่อจำนวน 1,200 บาท โดยไม่บอกว่าจะนำไปทำอะไร เพียงแต่แจงว่าจะนำไปแจ้งศาลเพื่อให้โรงงานทั้ง 65 โรงงานปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเท่านั้น เมื่อมีหมายศาล มาถึงชาวบ้านความจริงจึงปรากฏว่าไม่ใช่ตามเจตนารมณ์ของชาวบ้านที่ได้ลงนามไป แต่กลับเป็นการไปถอนฟ้องแทน ชาวบ้านจึงจะรวมตัวกันไปพบศาลตามวันเวลาดังกล่าวเพื่อยืนยันว่าจะไม่มีการ ถอนฟ้องโดยเด็ดขาด

“พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการใช้เล่ห์เพทุบายโดยไม่สุจริต สมาคมฯ ขอประณาม ว่าเป็นการกระทำที่ชั่วช้าเลวทราม เป็นพฤติกรรมหมิ่นศาลและหมิ่นกฎหมายตามประมวล กฎหมายอาญา ฐานให้ความเท็จต่อศาล เป็นพฤติการณ์ที่โง่เขลาเบาปัญญา โดยหารู้ไม่ว่าคดีนี้เป็นคดีสาธารณะ ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถถอนฟ้องได้” นายศรีสุวรรณ กล่าว

เช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในมาบตาพุด ว่าในวันที่ 24 ธ.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หากทางคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ศึกษาแล้วได้ข้อยุติเกี่ยวกับระเบียบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม และข้อกำหนดของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ว่าด้วยเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพ จะนำมาพิจารณาในที่ประชุมคณะ กรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อให้มีการประกาศใช้ และให้ 65 โครงการจะต้องเข้าสู่กระบวนการเหล่านี้ได้เลย จึงหวังว่าจะสามารถปรับปรุงประกาศสิ่งแวดล้อมได้ในวันที่ 24 ธ.ค.นี้

ขณะที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการเดินทาง มาดูปัญหาที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี และท่าเรือมาบตาพุด จ.ระยอง ว่าการมาในวันนี้ไม่ได้มาจับผิด แต่ปัญหาที่เกิดการรั่วไหลของก๊าซบิวเทนขณะขนถ่ายในเรือ เห็นได้ชัดเจนว่ามี 2 หน่วยงาน คือ กรมเจ้าท่า กระทรวง คมนาคม และการนิคมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อเกิดเรื่องขึ้นมาเป็นความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า และอาจมีการประสานงานกับการนิคมฯ ล่าช้าไม่ทันเหตุการณ์

“จึงขอฝากผู้ที่เกี่ยวข้องไว้ว่าต้องมีเจ้าภาพชัดเจน เวลาเกิดอุบัติเหตุ และทำขบวนการและขั้นตอนให้ถูกต้อง โดยให้เวลา 30 วัน ซึ่งปลายเดือน ม.ค.นี้จะกลับมารับฟังความคืบหน้าในเรื่องนี้ทั้งที่ท่าเรือแหลมฉบังและมาบ ตาพุด” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

ทางด้านนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าได้มอบนโยบายให้อุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศมีอำนาจ สั่งการให้โรงงานหยุดการผลิตทันที 30 วัน หากโรงงานใดเกิดปัญหาก๊าซรั่วหรือเกิดอุบัติอื่นจนทำให้ชาวบ้านเสียชีวิต เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ สาเหตุและดำเนินการแก้ไขต่อไป แต่หากมีเหตุการณ์ทำให้ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บจะเป็นดุลพินิจของอุตสาหกรรม จังหวัดว่าจะให้หยุดการผลิต หรือให้เจ้าหน้า ที่เข้าไปปรังปรุงให้ดีขึ้น

ขณะที่นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในนิคมอุตสาหกรรมาบ ตาพุดประมาณ 20 โครงการ จากทั้งหมด 65 โครงการที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งระงับ อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อศาล ปกครอง ให้สามารถก่อสร้างต่อไปได้ เนื่องจากการก่อสร้างไม่ได้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน

“สอท.ต้องการให้ก่อสร้างต่อไปเพื่อให้ ทุกอย่างขับเคลื่อนได้ตามระบบ เพราะการก่อสร้างไม่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังช่วยให้เกิดการจ้างงานต่อไปอีกกว่า 3 หมื่นตำแหน่ง แต่ความเสี่ยงทั้งหมดต้องอยู่ที่ผู้ประกอบการด้วยว่าจะสามารถทำการศึกษา เรื่องสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และสุขภาพ (เอชไอเอ) ได้หรือไม่ เพราะหากผ่านในอนาคตก็สามารถดำเนินโครงการทันที แต่หากไม่ผ่านก็รับความเสี่ยงไป” นายสันติ กล่าว

ทางด้านนายณัฐชาติ จารุจินดา ผู้ช่วย กรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหา ชน) เปิดเผยว่าตามที่มีข่าวบริษัทผู้ผลิตน้ำมันดิบในอ่าวไทยบริเวณ จ.สงขลา ได้จัดจ้างบริษัท ปตท.ค้าสากล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือปตท. ขนส่งน้ำซึ่งมาจากกระบวน การผลิตน้ำมันดิบไปบำบัดยังต่างประเทศ และ มีการปล่อยน้ำทิ้งลงสู่ทะเลนั้น ขอยืนยันว่า ขั้นตอนการดำเนินการทั้งหมดมีการควบคุมเป็นอย่างดี ไม่มีการถ่ายหรือปล่อยน้ำทิ้งลงสู่ทะเลแต่อย่างใด

ส่วนที่ จ.นครราชสีมา นพ.สมชาย ตั้งสุภาชัย ผอ.สำนักงานป้องกันควบคุมโรค ที่ 5 นครราชสีมา เปิดเผยว่ากรณีโรงงานน้ำแข็ง ใน อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ เกิดเหตุก๊าซแอมโมเนียรั่วไหล ทำให้คนงานและชาวบ้านได้รับอันตราย 78 คน นั้น มีสาเหตุมาจากความประมาทของคนงานและเครื่องจักรชำรุด

สำหรับในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคอีสานตอนล่าง ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ มีโรงงานน้ำแข็งอยู่ 25 โรง ส่วนใหญ่มีอายุเกิน 10 ปีขึ้นไป และตั้งอยู่ใกล้ชุมชน แต่ละโรงใช้สารแอมโมเนียในการทำความเย็นมากกว่า 3,000 ลิตรต่อปี ถือเป็นจุดเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์สารเคมีรั่วไหลซ้ำอีก เนื่องจากโรงน้ำแข็งไม่มีระบบความ ปลอดภัยและระบบอาชีวอนามัยที่ดีพอ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำหนังสือเตือนให้ผู้ประกอบ การโรงน้ำแข็งเฝ้าระวัง รวมทั้งให้ความรู้แก่คนงานและชาวบ้านหากเกิดเหตุสารเคมีรั่วไหล ต้องหาวิธีการป้องกันตนเอง โดยต้องอพยพออกจากที่เกิดเหตุทันที หรือผ้าชุบน้ำปิดปากปิดจมูก และไปพบแพทย์ตรวจร่างกาย หลังเหตุระงับแล้ว

ผู้นำ ต.ต.ป้องข้อตกลงโลกร้อน

นายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ แห่งอังกฤษ กล่าวหากลุ่มประเทศจำนวนหนึ่งจับการประชุมสุดยอดของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ว่าด้วยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงที่กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กเรียกค่าไถ่ว่า เป็นการตอบโต้อย่างรุนแรงต่อผลของการเจรจาครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม แม้นายกฯ บราวน์ ไม่ได้ระบุชื่อประเทศเหล่านี้ แต่นายเอ็ด มิลิแบนด์ รัฐมนตรีว่าด้วยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงของอังกฤษ ระบุอย่างชัดเจนว่า จีนเป็นผู้นำกลุ่มประเทศที่ปล้นการประชุมในเดนมาร์ก และว่า เราไม่ได้ข้อตกลงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกร้อยละ 50 ในปี 2593 หรือการลดถึงร้อยละ 80 โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เพราะทั้งสองกรณีถูกจีนขัดขวาง เนื่องจากจีนเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก

ด้านนายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า แห่งจีน แถลง การณ์ตอบโต้ว่า จีนได้ดำเนินบทบาทที่สำคัญและสร้างสรรค์ในการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน จนทำให้การเจรจามีผลลัพธ์ออกมาเช่นในปัจจุบัน อีกทั้งจีนยังได้แสดงความจริงใจอย่างเต็มที่ และดำเนินความพยายามอย่างถึงที่สุด

ทั้งนี้บรรดาผู้นำโลกต่างออกมาปกป้องข้อตกลงซึ่งเรียกเสียงวิจารณ์อย่างมาก โดยระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน แม้ขาดเป้าหมายอย่างชัดเจนในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ตาม

ขณะที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐ ยอมรับว่า อเมริกา ประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลก จะต้องเร่งทำให้มากกว่านี้ แต่นายกรัฐมนตรีแองเจลา แมร์เคิล ของเยอรมนีกล่าวตอบโต้ว่า เสียงวิจารณ์ต่อข้อตกลงดังกล่าว จะทำให้การแก้ปัญหาอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเป็นไปอย่างล่าช้า และว่า การประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกนเป็นก้าวแรก ที่มุ่งไปสู่กฎระเบียบว่าด้วยโลกร้อนฉบับใหม่

ส่วนรัฐบาลฝรั่งเศสได้แสดงความไม่พอใจอย่างยิ่ง กรณีที่รถไฟด่วนพิเศษยูโรสตาร์หยุดบริการข้ามช่องแคบอังกฤษ-ฝรั่งเศส ทำให้ผู้โดยสารหลายพันคนตกค้าง นายฌอง-หลุยส์ บอร์ลู รัฐมนตรีเพื่อการพัฒนาของฝรั่งเศส ได้เรียกตัวนายกิลลาเม เปปี หัวหน้าบริษัทเดินรถไฟเอสเอ็นซีเอฟของฝรั่งเศสเข้าพบ เพื่อต้องการคำชี้แจงกรณีรถไฟยูโรสตาร์หยุดบริการ หลังจากบริษัทยูโรสตาร์ระบุว่า กำลังให้ทีมวิศวกรเร่งทดสอบ เพื่อหาสาเหตุทางเทคนิคที่ทำให้รถไฟไม่สามารถวิ่งได้ ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็นจัดลบ 20 องศาเซลเซียส ซึ่งยังทำให้ประชาชนในโปแลนด์เสียชีวิตไปแล้ว 42 ศพในช่วง 3 วันที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นคนจรจัด

เข็น ก.ม.ที่ดิน-สิ่งปลูกสร้างเข้าครม.พิจารณาต้นปีหน้า

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงจะเสนอร่าง พ.ร.บ. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ให้ครม.พิจารณาต้นปีหน้า เพื่อจัดเก็บภาษีจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทนภาษีโรงเรือนและภาษีท้องถิ่น เพื่อให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น แม้ว่าการผลักดันร่างภาษีที่ดินฯ ที่จะเสนอเข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนั้น เชื่อว่าจะมีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง แต่หลักการยังเหมือนเดิมเพียงแต่อาจปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อย คือเป็นการจัดเก็บภาษีจากความมั่งคั่งและทรัพย์สินของประชาชน เนื่องจากรัฐบาลไม่ต้องการรายได้จากภาษีที่มาจากฐานรายได้ของประชาชนและผู้ ประกอบการเท่านั้น

ส่วนมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ที่จะสิ้นสุดลงใน มี.ค. 53 นั้น ได้หารือกับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลังแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผย เพราะไม่ต้องการส่งสัญญาณเกี่ยวกับมาตรการภาษี ซึ่งกรณีที่มีการเร่งโอนอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ก่อนสิ้นสุดมาตรการนั้นถือว่าเป็นไปตามวัตถุประ สงค์ของรัฐบาลที่ต้องการให้เร่งโอนฯในปีนี้

“เศรษฐกิจปี 53 นั้น เชื่อว่าจะเป็นปีของการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันในประ ชาชนทุกระดับ ซึ่งนอกจากเรื่องภาษีที่ดินแล้ว ยังจะสนับสนุนการสร้างความโปร่งใสด้านการพาณิชย์ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยพยายามดึงเงินลงทุนจากประเทศในอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน เมื่อเทียบกับไทยที่มี 60 ล้านคน เพื่อเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น”

"อภิสิทธิ์"เต็มที่ชดเชยราคาข้าวหวังเอาใจชาวนา

นายกอภิสิทธิ์เอาใจชาวนาเต็มที่ ใครทำสัญญาประกันข้าวช้า สั่งให้ชดเชยราคาข้าว แถมยังโวนโยบายประกันราคา ได้ผลดีต่อเกษตรกรเกินคาด เพราะที่ผ่านมาช่วยให้ชาวไร่ข้าวโพด ได้ผลประโยชน์มากกว่าระบบรับจำนำถึง 5 เท่า จากนั้นเดินทางไปเปิดงานโอทอป คุยจะมียอดขายถึง 1 พัน ล้านบาท

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 ธ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ถึงมาตรการการประกันรายได้เกษตรกรว่า เกษตรกรที่ได้ผ่านการทำประชาคมแล้ว เดิมตั้งใจจะทำสัญญาให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 ธ.ค. 52 ปรากฏว่าขณะนี้ยังมีตกหล่นอยู่ทาง ธ.ก.ส. จะเร่งทำให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ เพราะปัญหาขณะนี้คือราคาข้าวดีขึ้นมาก ทำให้เกษตรกรเริ่มร้องเรียนเข้ามามากว่า ความล่าช้าในการทำสัญญาทำให้เสียโอกาสในการใช้สิทธิ ครม.เลยมีมติว่าให้เกษตรกรที่ทำสัญญาในช่วงตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. ถึงวันที่ 30 ธ.ค. จะคำนวณอัตราชดเชยให้จากราคาอ้างอิงที่ประกาศตั้งแต่วันที่ 1-15 ธ.ค. จึงขอให้เกษตรกรสบายใจได้

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงผลงานในการเปลี่ยนระบบจากการรับจำนำราคาพืชผลทางการ เกษตร มาเป็นระบบประกันรายได้ ว่า ขณะนี้เห็นผลแล้วในส่วนของข้าวโพด ซึ่งเป็นสินค้าการเกษตรชนิดแรก โดยพบว่าช่วงการรับจำนำข้าวโพด มีผลผลิต 4,200,000 ตัน แต่ปีนี้ออกมา 4,400,000 ตัน เกษตรกร เข้าสู่โครงการจำนำข้าวโพดปี 51 กับ 52 มีเพียง 760,000 ราย แต่เกษตรกรที่สามารถมาใช้สิทธิ ในโครงการประกันรายได้มีเกือบ 400,000 ราย หากคิดเป็นจำนวนคนหรือครัวเรือน พบว่าเราช่วยเหลือเกษตรกรได้มากกว่ากันถึง 5 เท่า

นายอภิสิทธิ์ระบุต่ออีกว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนั้น ช่วงการรับจำนำรัฐบาลต้องนำเงินส่วนต่างที่ต้องแบกรับในการไปช่วยเหลือ เกษตรกรอยู่ที่ 3.8 พันล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าบริหารเกือบ 2 พันล้านบาท แต่พอเปลี่ยนมาเป็นโครงการประกันรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการมีเพียง 257 ล้านบาท ต่างกันเกือบ 10 เท่า ขณะที่เงินจ่ายตรงไปยังเกษตรกรมีถึง 5.3 พันล้านบาท รวมแล้วค่าใช้จ่ายในโครงการรับจำนำปีที่แล้วมีถึง 5.7 พันล้านบาท ส่วนการประกันรายได้ 5.5 พันล้านบาท แม้ว่าจะเกือบเท่า ๆ กัน แต่การประกันรายได้ส่งเงินไปถึงเกษตรกรได้มากกว่าถึง 5 เท่า

จากนั้นเวลา 17.00 น. วันเดียวกัน ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ไปเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP CITY 2009 ศักดิ์ศรีแห่งภูมิปัญญาไทย” โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช. มหาดไทย นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน และเอกอัครราชทูตประเทศต่าง ๆ ร่วมพิธีเปิดงานด้วย โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวตอนหนึ่งว่า การจัดงานโอทอปเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของไทย และใช้เป็นทุนทางด้านวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาโอกาสของประชาชนให้ก้าวหน้าต่อไป

ทั้งนี้ 1 ปีที่ผ่านมารัฐบาลเคยดำเนินการจัดงานมาแล้วในช่วงกลางปี ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ดี แต่ประชาชนจับจ่ายใช้สอยในการซื้อสินค้าไปกว่า 700 ล้านบาท ดังนั้นการจัดงานในครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 19-27 ธ.ค.นี้ ซึ่งมีเทศกาลต่าง ๆ จำนวนมาก รวมทั้งเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว จึงได้ตั้งเป้าในการจัดงานครั้งนี้ว่า จะต้องมียอดการขายถึง 1 พันล้านบาท โดยการจัดงานในวันแรก (19 ธ.ค.) มียอดจำหน่ายสินค้าไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท

ดังนั้นจากนี้ไปรัฐบาลจะสนับสนุนโครงการนี้ โดยจะนำมาเชื่อมโยงกับนโยบาย เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ และกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ ให้เป็นยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัด และจะยกระดับสินค้าในระดับ 1-4 ดาวต่อไป ส่วนสินค้าระดับ 5 ดาว จะขยายให้เป็นระดับท้องถิ่น โดยทั้งหมดจะเน้นการอนุรักษ์ความเป็นไทยให้ยืนนานต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากทำพิธีเปิดงานเสร็จ นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินเยี่ยมชมสินค้าในบูธต่าง ๆ ด้วย

พ่อค้าจวกรัฐยับอ่อนหัดขายข้าว

นายปราโมทย์ วานิชชานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ในฐานะคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์และแนวโน้มราคาข้าวเพื่อการส่งออกในขณะนี้กำลังผันผวนอย่างหนัก จากความต้องการของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นมากโดยราคาข้าวเมื่อวันที่ 4 พ.ย. อยู่ที่ตันละ 480 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 580 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. และพุ่งสูงเป็น 705 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 720 ดอลลาร์สหรัฐ จึงทำให้ผู้ซื้อชะลอการซื้อข้าวไปมากเพราะเห็นว่าราคาแพงขึ้นตลอด ขณะที่คนขาย ไม่ต้องการขายเพราะต้องการขายในราคาที่สูงที่สุด จนบางกรณีมีการทิ้งสัญญาซื้อขายเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหามาก

ทั้งนี้รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้วิสัยทัศน์ของพ่อค้ามาเป็นตัวดึงเกม ในตลาดซื้อขาย ไม่ใช่ใช้แต่วิธีการของการเมืองเข้ามาบริหารจัดการเพราะถือว่าไม่ทันเกม และจะทำให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้นได้

ญวนสอนเชิงขยี้ตลาดข้าวไทย

ประเทศไทยในฐานะที่ครองแชมป์ผู้ส่งออกข้าวสูงสุดมาโดยตลอด กลับกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้การประมูลให้กับ “เวียดนาม” อย่างราบคาบ โดยมีปากีสถานเป็นตัวสอดแทรกเพียงประปราย ทำให้ หลายฝ่ายตั้งคำถาม? ว่า เกิดอะไรขึ้นกับข้าวของไทย และอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าในอนาคตข้าวไทย จะยืนหยัดบนแท่นอันดับหนึ่งได้ต่อไปอีกนานแค่ไหน

“รัฐบาลฟิลิปปินส์” ได้ประกาศเปิดประมูลซื้อข้าวครั้งใหญ่ เพื่อต้องการนำเข้าไปใช้บริโภคภายในประเทศและกันไว้เป็นสต๊อกสำรองกรณีฉุก เฉิน โดยเปิดประมูลทั้งสิ้น 4 รอบ เริ่มตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย. ที่ประเดิมให้ประมูลก่อน 2.5 แสนตัน ตามมาด้วยในวันที่ 1 ธ.ค. อีก 4.5 แสนตัน และอีก 2 ครั้งในวันที่ 8 ธ.ค. และ 15 ธ.ค. ครั้งละ 6 แสนตัน รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง ความต้องการนำเข้าข้าวมีมากเกือบ 2 ล้านตัน

ปรากฏว่าผลการประมูลเบื้องต้น รอบแรก ในเดือน พ.ย. ประเทศเวียดนามกวาดชัยชนะทั้งหมดไปได้ถึง 2.5 แสนตัน ส่วนรอบสองที่ประกาศอย่างเป็นทางการ เวียดนามก็กวาดชัยชนะไปอีกโดยได้ออร์ เดอร์ข้าวมากถึง 3 แสนตัน ปล่อยให้ไทยได้ไปเพียง 1 แสนตัน ปากีสถาน 50,000 ตัน และที่เหลือเป็นโบรกเกอร์ข้าวรายอื่น

ขณะนั้นผู้ส่งออกข้าวได้ประเมินว่า ยังไม่ใช่สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เพราะฟิลิปปินส์ยังเปิดนำเข้าข้าวอีกเยอะ อีกทั้งประเมินว่าเวียดนามน่าจะเหลือข้าวส่งออกน้อยแล้ว แต่คล้อยหลังจากนั้น ในการประมูล 2 ครั้งล่าสุดกลับปรากฏว่า สถานการณ์ส่งออกข้าวไทยกลับเลวร้ายลงไปอีก เพราะแพ้ประมูลเวียดนามแบบหลุดลุ่ยกว่า 2 ครั้งแรก เบื้องต้นผลประมูลอย่างไม่เป็นทางการ คาดว่าข้าวจำนวน 1.2 ล้านตัน ที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องการ “เวียดนาม” จะกวาดไปได้อีก 9 แสนตัน ปล่อยให้ไทยได้ข้าวเพียง 1 แสนกว่าตัน และที่น่าตกใจที่สุด คือในรอบสุดท้ายเวียดนามก็เป็นผู้ชนะทั้ง 6 แสนตันโดยไม่แบ่งให้ชาติใดเลย

ขณะที่บรรดาสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ยอมรับว่าการประมูลข้าวครั้งนี้ไทยได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับเวียดนามโดยได้เพียง 2 แสนกว่าตัน โดยเชื่อว่าเวียดนามจะได้มากกว่าล้านตันแน่นอน แต่ถ้ามองโลกในแง่ดีว่า เมื่อตัวเลขยังไม่เป็นทางการก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาส่งมอบข้าวจริงในปีหน้า ไทยน่าจะส่งออกข้าวเพิ่มได้อีก เพราะโบรกเกอร์ข้าวที่ชนะการประมูลน่าจะสั่งซื้อข้าวไทยเข้ามาเพิ่มอีก

สาเหตุการแพ้ประมูลข้าวครั้งนี้ ประเด็นสำคัญมาจากราคาข้าวของเวียดนามที่เสนอขาย มีราคาต่ำกว่าข้าวจากไทยมาก โดยเวียดนามเสนอในราคาต่ำสุดเพียงตันละ 664.90 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้ส่งออกจากไทย ปากีสถาน และโบรกเกอร์ข้าวเสนอราคาสูงกว่าตันละ 700 ดอลลาร์สหรัฐทำให้ไทยตกรอบไปโดยปริยาย

แต่เมื่อค้นสาเหตุลึก ๆ แล้วพบว่าเหตุผลที่ข้าวเวียดนามถูกกว่าข้าวไทยมาก เป็นเพราะต้นทุนการผลิตของเวียดนามที่ถูกกว่า หลังจากรัฐบาลเวียดนามมีการทุ่มงบประมาณปีละหลายพันล้านบาท เพื่อพัฒนาการเพาะปลูกให้ทันสมัยให้ได้ผลผลิตดี ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ของเวียดนามสูงมากกว่าไทยเกือบเท่าตัว

ข้อมูลจากหน่วยงานวิชาการเกษตรของสหรัฐอเมริกา ระบุว่าผลผลิตข้าวต่อพื้นที่เพาะปลูกของไทย ยังเป็นรองมาเลเซีย เวียดนาม อินเดีย หรือกระทั่งลาวอยู่ และอยู่ระดับใกล้เคียงกับพม่า กัมพูชา ที่ปลูกได้เฉลี่ย 2.6-2.7 ตันต่อเฮคเตอร์ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านปลูกได้มากกว่า 3.5-5 ตัน โดยเฉพาะเวียดนามที่ผลผลิตเกือบ 5 ตันต่อเฮคเตอร์

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องของการที่ธนาคารกลางเวียดนามประกาศลดค่าเงินดอง อีก 20% เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาข้าวของเวียดนามถูกลงกว่าเดิมอีก และทำให้ความสามารถในการแข่งขันของเวียดนามยิ่งทิ้งห่างจากไทยมากขึ้นไปอีก จึงกลายเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไทยเป็นฝ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงในเวทีประมูล ข้าวฟิลิปปินส์ในครั้งนี้

ทั้งนี้ “ชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกสมาคม ผู้ส่งออกข้าวไทย ชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาไทย ไม่ได้เป็นเจ้าตลาดข้าวในฟิลิปปินส์อยู่แล้ว เพราะ ฟิลิปปินส์เน้นนำเข้าข้าวคุณภาพต่ำ โดยเฉพาะข้าว 25% ซึ่งไม่ใช่เป็นข้าวที่ไทยเน้นผลิต เพราะไทยมีการสีแปรข้าวที่มีคุณภาพสูงเป็นหลัก อย่างไรก็ตามมีความเป็นห่วงว่าไทยมีโอกาสสูญเสียการเป็นผู้นำตลาดข้าวใน อนาคตอีก 5 ปีได้ โดยขณะนี้ไทยได้เสียแชมป์ในกลุ่มข้าวขาวให้เวียดนามไปแล้ว โดยไทยส่งออกได้ปีละไม่เกิน 2 ล้านตัน ขณะที่เวียดนามส่งออกได้ปีละมากกว่า 4.9 ล้านตัน

ขณะที่ประเด็นสำคัญก็คือเวียดนามยังมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวและการเพาะปลูก อย่างต่อเนื่อง และพยายามเริ่มพัฒนาการปลูกข้าวหอมมะลิด้วย อีกหน่อยเกรงว่าหากสามารถเต็มกระบวนผลิต ภาพรวมการส่งออกข้าว ไทยทั้งระบบคงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้รัฐบาลเวียดนามยังมีนโยบายช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมข้าวอย่างเต็มที่ โดยมีการตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโดยตรงซึ่งจะช่วยเพิ่ม ผลผลิตได้อีกไม่ต่ำกว่าปีละ 3 แสนตัน รวมถึงพัฒนากระบวนสีแปรข้าว และการจัดเก็บข้าวในโกดังให้มีคุณภาพมากขึ้น ทำให้เวียดนามมีโอกาสผลิตข้าวคุณภาพสูงแข่งกับไทยได้อีก

ด้าน “ชุติมา บุณยประภัศร” อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า เวียดนามเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว เพราะรัฐบาลกำลังสร้างคลังเก็บข้าวตามลุ่มน้ำโขง และมีการพัฒนาตลาดกลางข้าวร่วมกับกัมพูชา ซึ่งจะทำให้ระบบการค้าข้าวจากเวียดนามครบวงจรมากขึ้น จากเดิมที่เป็นการทำนาแบบยุคเก่าที่มีโกดังเก็บข้าวไม่เพียงพอ และต่อไปเวียดนามน่าจะมีบทบาทต่อการแข่งขันในตลาดข้าวโลกเพิ่มอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ข้อมูลด้านผลผลิตข้าวสาร ณ ปัจจุบัน เวียดนามยังผลิตข้าวขาวได้มากกว่า 700 กก. ต่อไร่ ขณะที่ผลผลิตของไทยมีเพียง 456 กก.ต่อไร่เท่านั้น นอกจากนี้พื้นที่นาของเวียดนามยังอยู่ในพื้นที่ชลประทานถึง 82% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด ขณะที่ไทยมีเพียง 27% เท่านั้น

เป็นข้อมูลที่สอดคล้องกับแนวโน้มการส่งออกข้าวไทย ที่ปีนี้แม้จะเป็นช่วงขาขึ้นแต่ไทยกับส่งออกข้าวได้ 8.5 ล้านตัน ลดลงกว่าปีที่แล้ว 1.5 ล้านตัน สวนทางกับคู่แข่งมียอดส่งออกเติบโตอย่างน่าพอใจ โดยข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศระบุว่าตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ย. 52 ไทยส่งออกข้าวได้ลดลง 16.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่ผู้ส่งออกอันดับ 2 และ 3 ของโลกอย่างเวียดนามกับปากีสถานกับขยายตัว 27.97% และ 37.29% รุกคืบกินส่วนแบ่งตลาดจากไทยไปมาก

จะเห็นได้ว่าจุดแตกต่างระหว่างข้าวไทย กับเวียดนามที่ชัดเจน อยู่ที่ประเทศไทยเน้นการดูแลชาวนาที่ปลายเหตุ คือการออกมาตรการแทรกแซงราคา รับจำนำ เพื่อใช้เป็นนโยบายหาเสียง หวังผลทางการเมือง ขณะที่รัฐบาลเวียดนามเน้นการดูแลพัฒนาตั้งแต่กระบวนการผลิต ทำให้อุตสาหกรรมข้าวมีการเติบโตแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโอกาสที่ประเทศจะเสียแชมป์ส่งออกข้าวให้เวียดนาม ไม่ใช่เป็นเรื่องไกลเกินจริง

หากวันนี้รัฐบาลยังมัวแต่ทะเลาะ มุ่งรักษาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง หรือพวกพ้องเพียงอย่างเดียว โอกาสที่ข้าวไทยจะเพลี่ยงพล้ำก็มีสูง จึงถึงเวลาแล้ว ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องโชว์กึ๋นแสดงความสามารถ ออกมารักษาตลาดข้าวไว้ ก่อนที่บรรพบุรุษข้าวไทยจะเสียน้ำตา ไม่ใช่มัวแต่เล่นการเมืองเพื่อโชว์ปาหี่ไปวัน ๆ

ปลาร้าส่งออกทางตันชี้ต่างชาติมองภาพลบ

ทั้งนี้อุตสาหกรรมผลิตปลาร้าเพื่อส่งออกและจำหน่ายใน ประเทศมีโรงงานผลิตรวมกันกว่า 300 แห่ง เน้นขายในประเทศเป็นหลัก ส่วนตลาดส่งออกที่สำคัญ เช่น สหรัฐ เยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง ซึ่งราคาต่างประเทศจะสูงกว่าใน ประเทศกว่า 1 เท่าตัว ส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคคนไทยที่อาศัยในต่างประเทศ และกลุ่มผู้อพยพจากลาว กัมพูชา และเวียดนามที่อยู่ในต่างประเทศ

นายอมร กล่าวว่า ปลาร้าเป็นอาหารที่สำคัญอีกประเภทหนึ่งที่คนไทยให้ความสนใจ โดยจากข้อมูลของสำนักงานมาตรฐานสินค้า เกษตรและมาตรฐานแห่งชาติ (มกอช.) ได้สำรวจการบริโภคอาหารพบว่า คนไทยบริโภคปลาร้าดิบเฉลี่ย 1.15 กรัมต่อคนต่อวัน หรือ 419.75 กรัมต่อคนต่อปี

194ประเทศลดปล่อยก๊าซ

การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายปิดฉากการประชุม หลังจากเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. ปรากฏว่า ที่ประชุม 194 ประเทศถกหารือกันอย่างเคร่งเครียด จนล่วงเลยเวลาปิดการประชุมตามหมายกำหนดการ ก่อนที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ จะออกแถลงว่า สหรัฐ จีน และอีกหลายประเทศ สามารถบรรลุข้อตกลงอย่างเหนือความคาดหมาย ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งรวมถึงกลไกต่างๆ ในการตรวจสอบการดำเนินการตามข้อตกลง

โดยในร่างข้อตกลง ที่รวมถึงกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอย่างอินเดีย แอฟริกาใต้ และบราซิล กำหนดให้แต่ละประเทศ เสนอรายการวิธีปฏิบัติการ ที่จะใช้ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อันเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ข้อตกลงได้ย้ำถึงเป้าหมายที่ 8 ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก ได้ตั้งไว้เมื่อต้นปีนี้ สำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว และกำหนดกลไกช่วยเหลือบรรดาประเทศยากจน ในการเตียมการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

อย่างไรก็ตาม ซูดานในฐานะหนึ่งในตัวแทนของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ได้กล่าวโจมตีข้อตกลงว่า “แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์” โดยนายลูมุมบา สตานิสลาส เดีย-ปิง ประธานกลุ่ม จี-77 และจีนในฐานะหัวหน้ากลุ่มประเทศยากจน 130 ประเทศ กล่าวหาสหรัฐและเดนมาร์กประเทศเจ้าภาพว่า เหยียบย่ำสิทธิของบรรดาประเทศยากจน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของการประชุม ถือเป็นพัฒนาการที่เลวร้ายที่สุด ในประวัติศาสตร์ของการเจรจาเพือแก้ไขปัญหาโลกร้อน และข้อตกลงครั้งนี้ จะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจนของโลก ตกอยู่ในวังวนของความยากไร้ไปตลอดกาล

นายกฯย้ำปัญหาโลกร้อนต้องไม่บีบคั้น

วันนี้( 18 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เข้าร่วมประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 17 – 20 ธันวาคม 52 รายงานว่า ระหว่างร่วมการประชุมระดับสูง(High Level Segment) : HLS) ของการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 15 และพิธีสารเกียวโตสมัยที่ 5 ได้พักการประชุมช่วงหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ ได้ออกมาเดินดูบรรยากาศภายในอาคารที่ประชุม ซึ่งที่บริเวณห้องโถงชั้นล่าง Bella Center ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของสื่อมวลชนจากทุกแขนงและจากทั่วโลกที่มาติดตามการ ประชุมดังกล่าว ได้มีผู้แสดงความสนใจนายกรัฐมนตรีของไทย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงจุดยืนของประเทศไทยและอาเซียนต่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยยืนยันว่า ไม่ได้เป็นอุปสรรคและหลายประเทศพร้อมที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งข้อตกลงต่าง ๆ ควรอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพราะข้อตกลงที่มีความผูกพันทางกฎหมายยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่ข้อตกลงที่เป็นข้อผูกพันทางการเมืองสามารถเริ่มกระบวนการได้

“อาเซียนไม่มีข้อผูกพันที่แข็งกร้าวเกินไป และเห็นว่าประเทศที่กำลังพัฒนาต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้วย แต่ต้องพิจารณาประวัติศาสตร์ ขีดความสามารถ และปัญหาทางเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่ ดังนั้น ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศที่กำลังพัฒนาเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ และเป็นเรื่องที่ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องยอมรับ เพียงแต่ประเทศที่กำลังพัฒนาต้องมีแผนที่ชัดเจนไม่เป็นเงื่อนไขตายตัวหรือนำ ไปผูกพันกับเรื่องการค้าหรือมีผลต่อเป้าหมายการพัฒนาประเทศของประเทศกำลัง พัฒนา”นายกรัฐมนตรี กล่าว