เดลินิวส์

ดัน กก.ค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พา ณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียม เสนอให้ครม. พิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาธุรกิจการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และแนวทางการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จ.สระแก้ว เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินการที่พม่ามาแล้ว โดยระหว่างนี้จะลงพื้นที่สำรวจความเป็นไปได้ของการจัดตั้ง และเสนอให้ครม.พิจารณาได้ภายใน 3 สัปดาห์ ข้างหน้า

“เขตเศรษฐกิจพิเศษที่จ.สระแก้ว ตอนนี้มีการเสนอเข้ามา 3 แห่ง มีเนื้อที่ 700 ไร่ 1,000 ไร่ และ 10,000 ไร่ ซึ่งจะเดินทางไปดูว่าตรงไหนมีความเหมาะสมในการจัดตั้ง”

ทั้งนี้การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จ.สระแก้ว เป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูการค้าสู่ทางด้านตะวันออก ที่จะเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์จากไทยไปสู่กัมพูชา ลาวและเวียดนาม โดยมีจีนและอีก 6 ประเทศ ในทะเลจีนใต้เป็นเส้นทางรอบ นอก ขณะที่ทางด้านตะวันตก ไทยได้เชื่อมโยงจากพม่ามุ่งสู่มหาสมุทรอินเดีย และกลุ่มประเทศเอเชียใต้ในบิมส์เทค และ กลุ่มประเทศในตะวันออกกลางจนถึงยุโรป ซึ่งจะทำให้ยุทธศาสตร์การเชื่อมระเบียบเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก สำเร็จลงได้ และเป็นประโยชน์ต่อการค้าของไทยที่มีความคล่องตัวมากขึ้น

พัฒนาความร่วมมือการเกษตรไทยกับต่างประเทศ

นางสาวสุพัตรา ธน เสนีวัฒน์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “แนวทางการพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตรกับ ต่างประเทศ” ว่า ปัจจุบันประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตร ต่าง ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะ การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ภาคเกษตร โดยเน้นให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานด้านการเกษตรต่างประเทศ 3 ด้านหลัก

คือ 1. การทำยุทธศาสตร์รายการสินค้า โดยพิจารณาจากความต้องการของประเทศคู่ค้า ศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในต่างประเทศ และจะมีการกำหนดแนวทางการผลักดันขยายตลาดสินค้าเกษตรตามลักษณะของตลาดในด้าน ของการเจรจาทางการค้าและมาตรฐานสินค้าระหว่างประเทศ

2.การแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าสินค้าเกษตร การผลักดัน ขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ตลอดจนการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศที่อาจเกิดผลกระทบจากการออกกฎ ระเบียบด้านภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีของประเทศ คู่ค้าต่าง ๆ

และ 3.การแก้ไขปัญหาด้านโลจิส ติกส์ โดยการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาและระบบโลจิสติกส์ทางการเกษตรเพื่อลดต้น ทุนตลอดห่วงโซ่ การผลิตจนถึงผู้บริโภค ทำ การศึกษาและประสานงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน การแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรตั้งแต่ระดับไร่นาไปจนถึงการส่งออก

ดังนั้น เพื่อให้แนวนโยบายดังกล่าวถูกขับเคลื่อนในทางปฏิบัติ กระทรวงเกษตรฯ จึงจัดให้มีการประชุมครั้งนี้ขึ้น โดยมีผู้แทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมประชุมเพื่อ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อคิดเห็น และข้อแนะนำ เพื่อความเข้าใจที่สอดคล้องกัน ในเรื่องการพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตรกับต่างประเทศ โดยเฉพาะหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักในการดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างความ สัมพันธ์ด้านการเกษตรกับต่างประเทศประกอบด้วย สำนักการเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และหน่วยงานในต่างประเทศ ประกอบด้วย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ 7 แห่ง ได้แก่ สำนักงานที่ปรึกษาฯ กรุงโรม สหภาพยุโรป วอชิงตัน ดี.ซี. โตเกียว ปักกิ่ง แคนเบอร์รา และจาการ์ตา ขณะเดียวกัน ยังมีฝ่ายการ เกษตรประจำกงสุลใหญ่ อีก 2 แห่ง คือ นครกวางโจว และนครลอสแอนเจลิส ทำหน้าที่เป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ ในการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางด้านมาตรการ ที่ไม่ใช่ภาษีของสินค้าเกษตร และร่วมมือให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรต่างประเทศ

แผนระบายข้าวจีทูจีล้มเหลว กองคาโกดังทำราคาปั่นป่วน

เดลินิวส์ 17 ธ.ค. 52 - นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยความคืบหน้าการระบายข้าวสาร สต๊อกรัฐบาล 6 ล้านตันแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ว่ารัฐยังระบายข้าวออกไม่ได้ เนื่องจากติด ขั้นตอนพิจารณาของภาครัฐที่ล่าช้า ทำให้กำหนดราคาขายข้าวไม่ได้ เนื่องจากราคาในตลาดผันผวน และถึงตอนนี้รัฐยังไม่ได้ขายข้าวจีทูจีให้กับประเทศใดเลย ทั้งที่เดิมทีตั้งเป้าหมายว่าภายในช่วงปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้าจะระบายข้าว ได้ถึง 9.5 แสนตัน

“การระบายข้าวต้องผ่านระเบียบราชการหลายสัปดาห์ เพราะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการนโยบายข้าว ด้านการตลาดของกระทรวงพาณิชย์ ครม. รวมถึงให้รัฐสภาพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ทำให้ระหว่างนั้นหากราคาข้าวผันผวนขึ้นลงเร็ว การซื้อขายข้าวที่ตกลงแล้วจะชะลอออกไป”

ที่ผ่านมาไทยได้ตกลงกับมาเลเซียไว้แล้ว 1 แสนตัน ราคาตันละ 500-530 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ระหว่างขอขั้นตอนอนุมัติการขาย ราคาตลาดโลกก็พุ่งไป 600 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยชะลอการขาย รวมถึงอินเดียก็สนใจซื้อข้าวชนิด 10% และ 15% แต่ยังเหลือการตกลงราคาขายอยู่

ทั้งนี้ได้รายงานปัญหาให้นายกอร์ป ศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว รวมทั้งเสนอแนวทางการระบายข้าวรัฐด้วย วิธีอื่นเพื่อลดปริมาณการถือครองสต๊อกข้าวของรัฐที่มากเกินไป เพราะหากเก็บข้าวต่อไป รัฐจะมีภาระค่าโกดังเพิ่มรวมทั้งอาจเป็นการฉุดราคาข้าวในอนาคตได้

ขนมครกจากแป้งข้าวกล้องงอก

ชนะเลิศการผลิตภัณฑ์อาหาร

ดอกมะลิ 105 เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต เหมาะสำหรับเป็นอาหารว่างสากล สามารถทำการตลาดได้ทุกระดับ

“ขนมครก” ซึ่งเป็นขนมเอกลักษณ์ของไทย นิยมรับประทานกันเป็นอาหารว่าง และเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคทุกระดับ ทุกเพศและวัย มาตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ได้รับการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ “ทาร์ตไท” กรอบนอก นุ่มใน ได้รสชาติและกลิ่นหอมหวานของกะทิและแป้งข้าวกล้องงอก ซึ่งคัดสรรจากข้าวกล้องพันธุ์ขาวรูปแบบทั้งในและต่างประเทศ ผลงานนวัตกรรมซึ่งเป็นผลิต ภัณฑ์อาหารใหม่ล่าสุดของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารในหัวข้อ “Globalize Thai Food to Creative Economy” จากสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สมาคมสภาวิชาการอุตสาหกรรมเกษตร และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ในงาน Food Innovation Asia Conference 2010 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553

ผลงานนวัตกรรม “ทาร์ตไท” หรือ ขนมครกกึ่งสำเร็จรูป สร้างสรรค์โดย นิสิตจากภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ ประกอบด้วยนางสาวดวงกมล ฉายะศิริพันธ์ นางสาว ปรินดา ยุทธหัตชัยชาญ นางสาวพรรัชต์ เถี่ยนมิตรภาพ นางสาวมรกต เรือนแก้ว และนางสาวอุบลรัตน์ ลี้กำจร โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา คือ รศ.ดร.กมลวรรณ แจ้งชัด

รศ.ดร.กมลวรรณ แจ้งชัด เปิดเผยว่า งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาอาหารว่างเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยพัฒนาขนมไทยซึ่งมีคุณลักษณะแสดงถึงเอกลักษณ์ของไทยให้เป็นอาหารว่างสากล สำหรับผู้บริโภคทั่วไป โดยใช้แป้งข้าวกล้องงอกเป็นวัตถุดิบหลัก และเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีศักย ภาพในการส่งออก อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับ ข้าวซึ่งเป็นผลิตผลทางการเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยแนวความคิดในการพัฒนาเริ่มจากกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกคือ ใช้ข้าวเจ้าเป็นวัตถุดิบหลัก มีเทค โนโลยีและกรรมวิธีการผลิต รองรับ และมีอายุการเก็บรักษานานกว่า 1 เดือน ด้วย เทคนิคต่าง ๆ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แนวคิดที่ได้ออกมาเป็น “ขนมครกกึ่งสำเร็จรูป” จากนั้นพัฒนาแนวความ คิดให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ จนได้แนว ความคิดเป็น “ผลิตภัณฑ์ทาร์ตไท” ในที่สุด

“ผลิตภัณฑ์ทาร์ตไท” ประกอบด้วยสองส่วน คือ เปลือกทาร์ต หรือ ส่วนของถ้วยขนมครก และหน้าทาร์ตผงกึ่งสำเร็จรูป จากการพัฒนาสูตรและกรรมวิธีการผลิต ได้ส่วนผสมในส่วนของแป้งทั้งของเปลือกทาร์ต และหน้าทาร์ต ทำจากแป้งข้าวกล้องงอก ร้อยละ 100 โดยมีกรรมวิธีการเตรียมที่สะดวกและง่ายต่อการนำมาบริโภค โดยผสมน้ำอุ่นลงในส่วนผสมผงของหน้าทาร์ต คนให้เข้ากัน จากนั้นเข้าเตาไมโครเวฟเป็นเวลา 2 นาที เทหน้าทาร์ตลงในเปลือก ตกแต่งหน้าต่าง ๆ ด้วยแครอท ฟักทอง ข้าวโพด ที่สุกแล้ว ตามใจชอบ หรืออาจโรยหน้าด้วยต้นหอม ผลิตภัณฑ์ทาร์ตไทจะมีกลิ่นหอมของกะทิและแป้งข้าว โดยเฉพาะมีกลิ่นรสกะทิซึ่งแสดงถึงเอกลักษณ์ของขนมไทย และ มีเนื้อสัมผัสกรอบด้านนอก ตามสูตรของขนมครกไทย นับเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาขนมไทยซึ่งยังไม่มีผลิตภัณฑ์ชนิดนี้จำหน่ายใน ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ผลิตภัณฑ์ทาร์ตไทที่พัฒนาขึ้นนี้นับว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่แสดงเอกลักษณ์ของ ความเป็นไทยไปสู่ความเป็นสากล เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งใช้วัตถุดิบที่หาได้ในประเทศ เหมาะสำหรับผู้บริโภคทั่วไป สามารถทำการตลาดได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแฟรนไชส์ หรือจำหน่ายเป็นชุดอาหารในร้านสะดวกซื้อ อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีพร้อมสำหรับการผลิตในระดับนำร่องโดยใช้เครื่องมือใน การขึ้นรูปแบบกึ่งอัตโนมัติ สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง และมีศักยภาพในการผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไป

อีกไม่นาน ขนมไทย ๆ อย่างขนมครกกึ่งสำเร็จรูปหรือ “ทาร์ตไท” คงจะได้อวดโฉมในตลาดสากล ให้ชาวต่างชาติได้ลองลิ้มชิมรส...ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม หรือผู้สนใจต่อยอดองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่าง เป็นรูปธรรมสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 0-2562-5004.

"พาณิชย์" เล็งรื้อโครงสร้างหมู-ไข่ไก่ หลังราคาคลายตัว

"พาณิชย์" เล็งรื้อ โครงสร้าง หมู ไข่ไก่ ต่อ จ่อกดราคาหมูลง กก.ละ 5 บาท หลังภัยแล้งคลายตัวหมูถูกลง พร้อมลดอาหารสัตว์ตามด้วย...

เมื่อ วันที่ 28 ก.ค. 2553 นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงราคาเนื้อหมู ไข่ไก่ และอาหารสัตว์ว่า เร็วๆ นี้ กรมจะเรียกประชุมคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนเนื้อหมู ไข่ไก่ และอาหารสัตว์ เพื่อทบทวนโครงสร้างต้นทุนและราคาจำหน่ายเนื้อหมู และไข่ไก่ใหม่ทั้งระบบ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ที่ต้องการดูแลค่าครองชีพให้อยู่ภาวะเหมาะสม หลังจากปัจจุบันสถานการณ์การเลี้ยงไก่ไข่ และ หมูเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประกอบกับมีมาตรการดูแลจากภาครัฐ ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงลดลง ดังนั้น ราคาสินค้าทั้ง 2 ประเภทจึงน่าลงเท่าเดิม

ทั้งนี้ ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มเคยขึ้นสูงสุดไปที่ กก.ละ 61-62 บาท และตั้งเป้าหมายจะลดราคาให้เหลือ กก.ละ 58-59 บาท ซึ่งเป็นราคาช่วงต้นปีก่อนเกิดปัญหาภัยแล้ง จะส่งผลให้ราคาเนื้อหมูชำแหละขายปลีกลดลงอีก กก.ละ 5 บาท จากปัจจุบันที่หมูเนื้อแดงอยู่ที่ กก.ละ 115-120 บาท และเนื้อสัน กก.ละ 120-130 บาท ขณะเดียวกันจะทบทวนสูตรการคิดราคาขายปลีกเนื้อหมู โดยให้หมูเป็นปรับลดกก.ละ 1 บาท ราคาขายปลีกตามตลาดสดต้องลดตาม จากปัจจุบันที่หมูเนื้อเป็นต้องลด 3 บาท ราคาขายปลีกถึงลดตามกก.ละ 5 บาท นอกจากนี้ จะเชิญประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาอาหารสัตว์ เพื่อพิจารณาราคาอาหารสัตว์ใหม่ เพราะต้นทุนอาหารสัตว์หลายชนิดปรับราคาลง เช่น กากถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง 5% เพื่อเป็นการช่วยดูแลต้นทุนการเลี้ยงแก่ผู้เลี้ยงหมู และไก่ไข่อีกทาง

นาง วัชรี กล่าวต่อว่า ในเร็วๆ นี้ จะเชิญร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ เข้ามาหารืออีกครั้ง เพื่อขอความร่วมมือให้ปรับลดราคาอาหารสำเร็จรูปเริ่มต้นที่จานละ 25 บาท หลังจากที่ผ่านมามีผู้บริโภคร้องเรียนเข้ามามาก ว่าอาหารสำเร็จรูปในศูนย์อาหาร (ฟูดคอร์ด)ทั้ง 2 แห่ง ยังมีราคาสูงไม่ได้ลดลงเหลือ 25 บาทจริง ส่วนอาหารสำเร็จรูปในร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (โมเดิร์น เทรด) เทสโก โลตัส คาร์ฟูร์ บิ๊กซี ต่างให้ความร่วมมือจัดเมนูธงฟ้าราคา 25 บาท ครบทั้งประเทศแล้ว

เศรษฐกิจการเกษตรในรอบครึ่งปี 53

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรครึ่งปีแรก 2553 ว่า จะขยายตัวประมาณร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 มีปัญหาความแปรปรวนของสภาพอากาศ ฝนทิ้งช่วง ก่อให้เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึง ปัญหาศัตรูพืชและโรคระบาด ส่งผลให้การผลิตพืชส่วนใหญ่มีทิศทางลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ ผ่านมา โดยเฉพาะผลผลิตมันสำปะหลังลดลงประมาณร้อยละ 26.0 จากปัญหาการระบาดของเพลี้ยแป้ง สีชมพู ขณะที่ผลผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความต้องการ ของตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และแรงจูงใจทางด้านราคา

สำหรับการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง ยางพารา น้ำมันปาล์ม และน้ำตาล จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ทำให้ความต้องการสินค้าของตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การผลิต สาขาพืช ในครึ่งปีแรกของปี 2553 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 ด้านสาขาปศุสัตว์ ในครึ่งแรกของ ปี 2553 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดีและไม่ปรากฏการระบาดของโรคใด ๆ ที่จะมีผลกระทบต่อการผลิตและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นสอดคล้องตามแผนการผลิตของผู้ผลิต สำหรับการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะไก่และผลิตภัณฑ์ แต่เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกกลับมีแนวโน้ม ลดลง เนื่องจากการแข่งขันทางด้านราคา

สาขาประมงในช่วงครึ่งแรกปี 2553 ขยายตัวค่อนข้างดีที่ร้อยละ 3.3 สำหรับราคาภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการวัตถุดิบแปรรูป เพื่อการส่งออก ส่วนกุ้งเพาะเลี้ยงมีผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากกุ้งเพาะเลี้ยงในภาคใต้ซึ่งมีสัดส่วนเพาะเลี้ยงมากกว่าร้อยละ 60 ของประเทศขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 18.9

อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปี 2553 มีการระบาดของโรคตัวแดงดวงขาวในกุ้ง ทำให้เกษตรกรเร่งจับกุ้งเร็วกว่ากำหนดเพื่อป้องกันความเสียหาย ส่งผลให้ปริมาณกุ้งออกสู่ตลาดในช่วงครึ่งปีแรกเป็นจำนวนมากแต่ส่วนใหญ่เป็น กุ้งขนาดเล็ก ส่วนประมงน้ำจืดมีผลผลิตเพิ่มขึ้น จากการส่งเสริมการผลิตของหน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะ ปลานิล ปลายี่สก และ ปลานวล จันทร์ ส่วนสาขาป่าไม้และ สาขาบริการ ทางการ เกษตรในช่วงครึ่งแรกของ ปี 2553 คาดว่าจะขยายตัวใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คือ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.19 และ 1.11 ตามลำดับ

และจากการวิเคราะห์ภาพรวมในแต่ละสาขา พบว่าทั้งปี 2553 ของสาขาพืช คาดว่าจะขยายตัวได้ ในช่วงร้อยละ 2.0-3.0 เนื่องจากสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิดในช่วงครึ่งปีหลังจะมีทิศทาง ที่ดีขึ้น ได้แก่ อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน สำหรับผลผลิตที่ลดลง ได้แก่ ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง และข้าว ผลผลิตข้าวลดลง จากการปรับเลื่อนการเพาะปลูกข้าวนาปี ออกไปในเขตโครงการชลประทานทุกโครงการที่รับน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อน สิริกิติ์ในภาคเหนือตอนล่าง รวมถึงในเขตโครงการ ชลประทานเจ้าพระ ยาใหญ่ ทำให้ปริมาณ ข้าวนาปีที่ออก มากในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมไปสะสมมากขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2554 สำหรับด้านราคาพืชที่สำคัญส่วนใหญ่ เช่น มันสำปะหลัง อ้อยโรงงานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน คาดว่าจะยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี เช่นเดียวกับการส่งออกที่มีแนวโน้มดีขึ้นตามความต้องการของตลาดโลก.

tidtangkaset@dailynews.co.th

กลุ่มเกษตรอินทรีย์คลุมพื้นที่ 64 ล้านไร่

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องเกษตรอินทรีย์ว่า จากการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรจนถึง เกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สามารถจัดตั้งกลุ่มได้แล้วจำนวน 64,698 กลุ่ม มีเกษตรกรเครือข่าย 3,226,129 ราย ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร จำนวน 64,101,929 ไร่ และจากการสำรวจความพึงพอใจของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพบว่า เกษตรกรร้อยละ 97.1 มีความคิดว่าจะใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

“ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดินได้ถ่าย ทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตและใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีให้กับเกษตรกร โดยเน้นไปที่ผู้นำกลุ่มและเครือข่ายหมอดิน เพื่อให้เป็นแกนนำไปถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรอีกต่อหนึ่ง ส่งผลให้มีการเผย แพร่ความรู้ได้อย่างแพร่หลายและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้กรมฯ ยังสนับสนุนปัจจัยการ ผลิตต่าง ๆ ให้กลุ่มเกษตรกร ควบคู่กับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์เพื่อลดใช้สาร เคมีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญยังมีการปลูกฝังเรื่องนี้ให้กับยุวหมอดิน ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูลไปยังผู้ปกครองที่เป็นเกษตรกรได้เป็นอย่างดี จึงทำให้โครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้” นายฉลอง กล่าว

ชงครม.อุ้มชาวนาตลอดชาติ

ทุ่มประชานิยมสุดตัว ออมสิน-กรุงไทยร่วม

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้า กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาเห็นชอบการทำโครงการประกันรายได้เกษตรกรแบบถาวร เพื่อช่วยประกันรายได้แก่เกษตรกรระยะยาว ตามนโยบายของรัฐบาลที่มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการ ซึ่งเป็นการสร้างความชัดเจน รวมถึงเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันการดำเนินโครงการต้องเสนอให้ ครม. พิจารณาอนุมัติก่อนดำเนินการทุกครั้ง

“รัฐบาลอยากให้มีกลไกการประกันรายได้แบบถาวรในการช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อจะได้กำหนดงบประมาณประจำในการ ดำเนินงานได้ และยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้ กับเกษตรกรได้ว่า รัฐบาลมีทิศทางที่ชัดเจน ในการช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน เกษตรกร ก็สามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ เช่น รัฐบาลจะไม่รับประกันราคาข้าวอายุสั้น เกษตรกรก็จะเลิกผลิตข้าวอายุสั้น คุณภาพต่ำ หันมาเพาะปลูกคุณภาพดีแทน เป็นต้น คาดว่า น่าจะผ่านความเห็นชอบจาก ครม. และเริ่มต้นดำเนินการได้โครงการรับประกันข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลใหม่ปี 53/54”

สำหรับรายละเอียดโครงการประกันรายได้ถาวรที่กระทรวงพาณิชย์จัดทำจะครอบคลุม หลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์แก่เกษตรกร เช่น ปรับปรุงประสิทธิภาพการออกหนังสือรับรองเกษตรกร ที่ในอนาคต รัฐบาลต้องการให้มีการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มากขึ้น จากปัจจุบันที่ดำเนินการโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกจากนี้ระบุถึงชนิดสินค้าที่รัฐบาลจะดำเนินโครงการประกันรายได้ ปริมาณ และคุณภาพสินค้า โดยต้องกำหนดราคาประกันรายได้ให้เหมาะสมกับคุณภาพสินค้า ส่วนระบบการจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกรจะมีการเพิ่ม ธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ในการจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกร จากปัจจุ บันที่จะจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เท่านั้น ที่สำคัญจะมีระบบตรวจสอบ และติดตามการดำเนินการตามโครงการ เพื่อป้องกันปัญหาทุจริต

นายยรรยงกล่าวต่อว่ากระทรวงพาณิชย์ ยังเตรียมมาตรการรองรับปัญหาราคาข้าวเปลือกในประเทศทรงตัวในระดับต่ำ โดยหากเริ่มต้นโครงการประกันรายได้รอบใหม่แล้วราคาข้าวไม่ดีขึ้นจะตั้งโต๊ะ รับซื้อทันที และรับซื้อไม่จำกัดปริมาณจนกว่าราคาจะดีขึ้นถึงจุดที่กำหนด สำหรับราคาที่รับซื้อจะต่ำกว่าราคาประกัน แต่อาจใกล้เคียงราคาตลาด เพราะราคาประกันคำนวณจากราคาต้นทุนการผลิต บวกกำไรให้เกษตรกรอีก 40%

ส่วนการแก้ไขในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการกำหนดยุทธศาสตร์ตลาดข้าวไทย โดยวางเป้าหมายขายข้าวให้ได้ราคาดี ไม่เน้นปริมาณ เช่น ข้าวหอมมะลิไทยที่ส่งออกได้ปีละประมาณ 2.73 ล้านตัน จะตั้งเป้าราคาขายให้ที่ตันละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรายได้จากการส่งออกที่ควรจะเป็นอยู่ที่ 2,730 ล้านดอลลาร์ฯ ข้าวขาวส่งออกปีละ 3.3 ล้านตัน มูลค่าที่ได้รับประมาณ 1,900-2,000 ล้านดอลลาร์ฯ เป็นต้น และต้องแยกตลาดข้าวของไทยกับคู่แข่งอย่างเวียดนามให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ถูกตัดราคาขาย เช่น ข้าวคุณภาพดี อย่างข้าวหอมมะลิ ต้องขายตลาดบน เช่น สหรัฐ ฮ่องกง สิงคโปร์

นำเข้าไก่ไข่เกือบ3แสนตัวปลายปี

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่กระทรวงเกษตรฯ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมประชุมกับคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไก่ ไข่(บอร์ดไข่)ว่า ได้มาแจ้งมติครม.และความกังวลของนายกรัฐมนตรีให้กับที่ประชุมรับทราบ ซึ่งจากมาตรการที่บอร์ดได้มีการเพิ่มอายุไก่ยืนกรงอีก 4 สัปดาห์ทำให้มีปริมาณไข่เพิ่มในตลาดอีกวันละ 1 ล้านฟองเป็น 28 ล้านฟอง ทำให้ขณะนี้ราคาไข่มีแนวโน้มลดลง ขณะเดียวกันจากการเปิดให้มีการนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่เสรีทำให้ขณะนี้มีคนยื่นขอ นำเข้ามาแล้ว 4 รายจำนวน 2.9 หมื่นตัว

ทั้งนี้หลังเปิดเสรีมีเอกชนมายื่นขอนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ (พีเอส) แล้ว 4 ราย คือ บริษัทฟาร์ม นาดีพันธุ์ดี จำกัด จำนวน 10,500 ตัวนำเข้ากลางเดือน ต.ค. 53 บริษัท ฟาร์มไก่พันธุ์ 111 จำกัด นำเข้า 9,000 ตัวในเดือน ธ.ค. 53 บริษัทอีสต์เทรินฟีดมิลล์ จำกัด 7,000 ตัว นำเข้า ก.ย. 53 และ สหกรณ์ โคนมการเกษตรแปดริ้ว จำนวน 3,000 ตัวนำเข้าปลาย ส.ค. 53 รวม 2.9 หมื่นตัว ซึ่งเมื่อรวมกับไก่พีเอสที่มีในขณะนี้ 2.1 แสนตัว และจะมีการนำเข้าตามข้อตกลงเดิมในเดือน ก.ค. อีก 2.6 หมื่นตัว ทำให้คาดว่าจะมีปริมาณไก่พีเอสในประเทศประมาณ 2.4 แสนตัว

ทางเลือกด้านสุขภาพกับ สมุนไพรพลูคาว

ในยุคที่ปัจจุบันด้าน สุขภาพกำลังเป็นปัญหาใหญ่คุกคามคนไทยและมวลมนุษยชาติ อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเชื้อโรคต่าง ๆ อันเกิดจากแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิด จากที่มีอยู่นับแสนนับล้านชนิด รวมถึงการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย ได้วิวัฒนาการตัวเองไปจนถึงขนาดที่กล่าวได้ว่า วิวัฒนาการทางด้านการแพทย์จะไล่ตามไม่ทัน อาทิ ไวรัส HIV ที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์ หรือไวรัส H1 N1 ที่เป็นสาเหตุของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่หน่วยงานภาครัฐของหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยกำลังหวาดวิตกอยู่ในขณะนี้ว่า อาจจะกลายพันธุ์หันมาเล่นงานมนุษยชาติในประเทศของตนและเกิดการแพร่ระบาดจน กลายเป็นโศกนาฏกรรมทำลายชีวิตผู้คนจำนวนมากในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกลนี้

แต่สำหรับประเทศไทยนับว่าเรายังโชคดี ที่แม้วงการแพทย์แผนปัจจุบันทั่วโลกยังมืดมน ด้วยยังไม่อาจคิดค้นยารักษาโรคร้ายดังกล่าวให้หายขาดได้ หรือแม้แต่จะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอย่างได้ผลเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น เรายังมีวิถีการแพทย์แผนไทยที่พัฒนาจากตำรับตำรายาโบราณที่บรรพบุรุษได้ถ่าย ทอดทิ้งไว้ให้ได้ศึกษา ให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะการใช้สมุนไพรหลายชนิดมาเป็นส่วนประกอบในการรักษา

โดย ณ ที่นี้จะขอกล่าวถึงสมุนไพรไทยชนิดหนึ่ง ซึ่งกำลังเป็นความหวังของนักวิจัยทางเภสัชศาสตร์ว่าจะมีฤทธิ์สกัดยับยั้ง หรือแม้แต่รักษาอาการเจ็บป่วยจากโรคร้ายหลายชนิด รวมทั้งโรคเอดส์และโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุใหม่ 2009 ที่กล่าวถึงข้างต้นด้วย และนั้นคือสมุนไพร “พลูคาว” หรือ “คาวตอง” ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นทางภาคเหนือของประเทศไทย และยังพบในอีกหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เช่น ลาว เวียดนาม ฯลฯ

สมุนไพรพลูคาว หรือคาวตอง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Houttuynia Cordata Thumb ได้รับการรับรองฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ว่าสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ถึง 5 ชนิดคือ มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งรังไข่ มะเร็งทางเดินอาหาร และมะเร็งทางเดินหายใจ หลังจากที่ได้ซุ่มทำการวิจัยและทดลองอยู่นานหลายปี จนถึงขั้น Clinical Trial หรือการทดลองในระดับคลินิกกับผู้ที่มีอาการป่วย ก่อนจะประกาศรับรองผลการวิจัยอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณ 6 ปีมานี้

นอกจากนี้ ล่าสุดทางด้านนายศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี ก็ยังได้แถลงเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า ได้ร่วมกับ รศ.ดร.นพ.กำพล ศรีวัฒนกุล ทำการวิจัยเชิงลึกถึงคุณสมบัติของสมุนไพรพลูคาว ว่ามีการทำงานอย่างไรถึงได้ออกฤทธิ์ในการสกัดยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ ไวรัสและแบคทีเรียชนิดร้ายแรงได้เพื่อที่จะหาทางนำมาสกัดเป็นยารักษาโรคไข้ หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ต่อไป ซึ่งเท่ากับเป็นการต่อยอดผลการวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขก็ว่าได้

อย่างไรก็ดี ขณะที่ความตื่นตัวทางด้านภาครัฐในการค้นคว้าวิจัยสมุนไพรคาวตองกำลังดำเนิน ไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อการพัฒนาทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อให้บังเกิดสุขสูงสุดต่อประชาชนคนไทย และอาจรวมถึงมวลมนุษยชาติเพื่อนร่วมโลกด้วยนั้น ปรากฏว่า ทางด้านเอกชนไทยได้มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้ว ทั้งนี้จากการเปิดเผยของ ดร.ปพน ลิ้มธำรงกุล ประธานกรรมการ บริษัท คิงส์เฮิร์บ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ว่า ได้ร่วมกับนักวิจัยเอกชนขอผลการวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มาค้นคว้าและ วิจัยต่อยอดจนกระทั่งสามารถสกัดจุลินทรีย์จากสมุนไพรพลูคาว ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ในตระกูล แลคโตบัลซิลลัส มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำสมุนไพรพลูคาว “คอลดาต้า” และนำออกจำหน่ายมานานถึง 4 ปีแล้ว ซึ่งปรากฏ ว่าได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทนอกจากจะได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและ ยา (อย.) และเครื่องหมาย “ฮาลาล” จากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยแล้ว ยังได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต (GMP) และมาตรฐานความปลอดภัยถูกต้องตาม สุขลักษณะจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณาสุขด้วย

ดร.ปพน ยังเปิดเผยด้วยว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่หน่วยงานภาครัฐจะค้นคว้าวิจัยต่อยอดคุณสมบัติ ของสมุนไพรพลูคาว ซึ่งนอกจากจะเกิดประโยชน์ ทางการแพทย์แล้ว ยังเป็นผลดีต่อเกษตรกรโดยเฉพาะทางภาคเหนือที่ในอนาคตอาจปลูกพืชสมุนไพรชนิด นี้เป็นเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพได้อีกทางหนึ่งเพราะปัจจุบันทราบว่ามี หลายประเทศ ทั้ง ในตะวันออกกลาง ยุโรป รวมทั้งสหรัฐอเมริกากำลังให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรพลูคาวกันมาก ขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการผลิตและการส่งออกเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

“ที่สำคัญสมุนไพรพลูคาวอาจจะสามารถ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในฐานะเป็นต้นกำเนิดสำหรับการรักษาโรคร้าย ชนิดร้ายแรงชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะที่กล่าวข้างต้น ที่การแพทย์ ทั่วโลกยังไม่อาจคิดค้นหาตัวยาใด ๆ มาสกัดยับยั้งการแพร่ระบาดได้ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้และนับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายและรอการพิสูจน์ต่อไปใน อนาคต” ดร.ปพน กล่าว