ทีมเศรษฐกิจ
สิ้นเสียง ’มาร์คโพเดียม” นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดี่ยวไมโครโฟนนโยบายเลือกตั้งในงานหาเงินระดมเข้าคลังพรรคเมื่อ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา ไม่รู้จะแอบดีใจหรือเสียใจดีกับมันสมองของรัฐบาลชุดนี้ เพราะตั้งแต่ต้นจนจบจับใจความไม่ได้เลยว่า ปัญหาใหญ่ ๆ อย่างค่าครองชีพข้าวของแพงจะถูกลงหรืออย่างน้อย ๆ ทำไม่ให้แพงขึ้นได้อย่างไร มีแต่คุยจะเพิ่มรายได้ชาวบ้านให้พอต่อรายจ่าย เหมือนกับส่งสัญญาณกลาย ๆ ยังไงข้าวของขึ้นราคาเบรกแตกแน่ ส่วนนโยบาย ’ประชาชนต้องมาก่อน”
ปัญหาค่าครองชีพแพงหฤโหดในตอนนี้มีหลายสาเหตุรุมเร้าหนัก ตั้งแต่สินค้าราคาแพง น้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งลิ่ว จนกระทั่งภาระดอกเบี้ยเงินกู้กำลังทะยานขึ้นและถึงตอนนี้ต้องบอกว่าเป็น ปัญหาใหญ่จริง ๆ เพราะไม่ใช่แค่กระทบต่อเม็ดเงินในกระเป๋าพี่น้องประชาชนหรือกระทบต่อคะแนน เสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนยุบสภาเท่านั้น ปัญหาค่าครองชีพยังกระทบต่อมิติเศรษฐกิจมหภาคอีกด้วย โดยเฉพาะปีนี้คาดว่า การบริโภคภายในประเทศจะเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศให้เดินหน้า
ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจมหาวิทยาลัยหอ การค้าไทยเดือน ก.พ. 54 ได้พบสัญญาณอันตราย ว่าดัชนีปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ทั้งความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ การหางาน และการบริโภค โดยมีสาเหตุสำคัญจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ค่าครองชีพและราคาสินค้าแพง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่แซงหน้าปัญหาการก่อม็อบความวุ่นวายทางการเมือง รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองจากต่างประเทศไปแล้ว
ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นถึงตอนนี้ปัญหาค่าครองชีพสูงยังไม่มีทีท่ายุติหรือแก้ไข ได้ เพราะตั้งแต่ปลายปีที่แล้วที่เกิดปัญหาน้ำตาลทรายขาดแคลนและน้ำมันปาล์มราคา แพง จนต้องทำลายกำแพงราคา ปล่อยขึ้นขวดลิตรละ 9 บาท มาถึงวันนี้ผ่านไปเกือบ 3-4 เดือน แต่ปัญหายังแก้ไม่จบ คนยังแห่ซื้อกักตุน ยังมีการลักลอบขายเกินราคาทั่วบ้านทั่วเมืองอยู่ เป็นรอยพะวงความรู้สึกของคนไทย และที่สำคัญปัญหาสินค้าขึ้นราคา ยังลามติดต่อไปสินค้าอีกหลายประเภทด้วย
ถึงตอนนี้มีสินค้าอื่นที่ขอปรับราคาเข้ามาอีกหลายรายการ เพราะอ้างว่ามีต้นทุนสูงขึ้นจากราคาน้ำมันปาล์มที่เพิ่ม เช่น สบู่ น้ำมันถั่วเหลือง อาหารตามสั่ง หรือขนม นมเนย พาเหรดปรับราคากันถ้วนหน้า อย่างปลาท่องโก๋ขึ้น 100% ไก่ทอดขึ้นชิ้นละ 5 บาท ไข่ดาวไข่เจียว 8-10 บาท ขณะที่สินค้าอีกหลายชนิดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับน้ำมันปาล์ม ก็ยังยึดกรณีน้ำมันปาล์มเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะเมื่อต้นทุนค่าแรงขั้นต่ำสูงขึ้น วัตถุดิบสินค้าในตลาดโลกแพงขึ้นราคาขายปลายทางก็จ้องปรับขึ้นตาม ไม่ว่าจะนมสดพาสเจอร์ไรซ์ ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำนมดิบในประเทศเพิ่มขึ้น กก.ละ 1.50 บาท รวมถึงผลิตภัณฑ์เหล็ก อาหารกระป๋อง รวมถึงปุ๋ยเคมี ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น
ขณะที่กลุ่มร้านอาหารและสินค้าแฟชั่นชื่อดังเตรียมขยับราคาไปด้วย เพราะไม่ได้ถูกควบคุมจากรัฐบาล อย่าง ร้านดังกิ้น โดนัท เตรียมประกาศขึ้นราคาสินค้าใหม่ หลังต้นทุนการผลิตขนม และเครื่องดื่มปรับขึ้น 10% ตามต้นทุนน้ำมันปาล์ม ที่ขึ้นอยู่ที่ 47 บาทต่อลิตร รวมถึงน้ำตาลทราย แป้งสาลี ช็อกโกแลต และเม็ดกาแฟ ที่มีราคาสูงขึ้นถึง 30%
ส่วนร้านไอศกรีม “สเวนเซ่นส์” ยอมรับว่า ต้นทุนเพิ่มขึ้นมากแล้วเช่นกัน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน และด้านบุคลากร เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน เช่นเดียวกับ “ร้านแมคโดนัลด์” ระบุว่า ขณะนี้ต้นทุนวัตถุดิบปรับขึ้นสูงเฉลี่ย 4-5% ทั้งต้นทุนค่าแรงงาน วัตถุดิบ น้ำมันปาล์ม น้ำมันค่าขนส่ง
ด้านกลุ่มสินค้าแฟชั่นก็ดาหน้าขึ้นราคาสินค้า อย่างกางเกงยีนส์ “ลีวายส์” แจ้งวัตถุดิบผลิตกางเกงยีนส์ ผ้าฝ้ายขึ้นราคากว่า 100% สูงสุดในประวัติศาตร์ ทำให้ต้องปรับขึ้นราคาสินค้าไปแล้ว 5% ส่วนแบรนด์ “แม็คยีนส์” ยอมรับว่าเตรียมปรับขึ้นราคาเช่นกัน เพราะต้นทุนโดยรวมในการผลิตยีนสูงขึ้นเกิน 10% แล้ว ทั้งผ้าฝ้ายและต้นทุนค่าแรง โดยมีความเป็นไปได้ในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะปรับขึ้นราคา 10-20%
นอกจากนี้ บริษัท แอล เอ็ม อี ที่มีแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นรวม 6 แบรนด์ ได้แก่ เอสพาดา, อีพี, อีเอสพี, ร็อค เอ็กซ์เพรส, แอลทีดี, เอฟ แฟชั่น และฟ็อกซ์ ยอมรับว่า ต้นทุนโดยรวมขึ้นราคาแล้วกว่า 20% ทั้งผ้าฝ้ายและโพลีเอสเตอร์ แต่จะตรึงราคาสินค้าออกไปจนถึงไตรมาส 3 ว่าต้นทุนขยับขึ้นหรือไม่ หลังจากนั้นจึงจะพิจารณาราคาสินค้าว่าควรปรับขึ้นหรือไม่
ต้องยอมรับว่าสาเหตุของปัญหาข้าวของแพง นอกจากเกิดจากต้นทุนการผลิตที่แพงขึ้นแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็มาจากความไม่เอาไหนของการบริหารงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ด้วย เพราะข้อเท็จจริงประเทศไทยเป็นเมืองเกษตรกรรมในน้ำมีปลาในนามีข้าว สามารถเพาะปลูกพืชเกษตร บริโภคได้เอง แต่ไฉนจึงปล่อยให้ข้าวของขาดแคลน ราวกับอยู่ภาวะสงครามแบบนี้
กระทรวงพาณิชย์ เป็นอีกหน่วยงานที่ต้องถูกตำหนิเพราะยังมีช่องโหว่ในการควบคุมการดูแลช่อง ทางการจำหน่ายสินค้า ให้เกิดการกักตุน การแอบขายเกินราคากันทั่ว ชนิดไม่เกรงกลัวกฎหมาย รวมถึงยังปล่อยให้เกิดลัทธิป่วนตลาด เพราะขณะนี้ผู้ผลิตสินค้าบางราย จงใจใช้ข้ออ้างปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด เป็นข้ออ้างในการทำสินค้าให้ขาดแคลน หรือปล่อยข่าวให้ชาวบ้านตื่นกลัวเดือดร้อน เพื่อกดดันให้กระทรวงพาณิชย์ปรับขึ้นราคาหรือดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น ทั้งที่ความจริงสินค้าไม่ได้ขาดแคลนรุนแรงอย่างที่ไว้ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องตรวจสอบและเร่งหาแนวทางล้อมคอกอย่างเร่งด่วน เพราะขนาดยังไม่พ้นวันปล่อยผี สิ้นสุดมาตรการตรึงราคาสินค้า 31 มี.ค.นี้ ปัญหา เนื้อหมู ไข่ไก่ น้ำมันถั่วเหลือง ยังวุ่นวายขนาดนี้ หากจบมาตรการจริง ๆ แล้วไม่วางแผนรับมือให้ดี ห่วงว่าจะเกิดปัญหาตามมามากน้อยแค่ไหน จึงเป็นเรื่องที่คนไทยอดสยองไม่ได้เลย
นอกจากสินค้าแพงปัญหาน้ำมันเบนซินและดีเซล แพงขึ้น เป็นอีกภาระรายจ่ายอันหนักอึ้งของคนไทยเพราะนับตั้งแต่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ขึ้นมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็กลับมาทะยานขึ้นอีกครั้ง จากเคยอยู่ระดับ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่วันนี้ปรับเพิ่มเป็นเกินลิตรละ 110 ดอลลาร์สหรัฐแล้ว แถมยังไม่มีทีท่าจะหยุดลงง่าย ๆ เพราะยังมีการเก็งกำไรของนักลงทุน ผสมโรงเข้ากับการเกิดโดมิโนลัทธิโค่นล้มผู้นำในประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ของโลก จนทำให้การเมืองในประเทศเกิดความวุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็น ลิเบีย อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย และมีการคาดการณ์น้ำมันอาจวิ่งถึง 120-170 ดอลลาร์สหรัฐในไม่ช้า
น้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับขึ้นตาม ตลอดเดือน ก.พ. ทยอยขึ้นทะลุ 30-80 สตางค์ จนน้ำมันเบนซิน 95 ปรับเพิ่มขึ้นลิตรละ 2.40 บาท มาอยู่ที่ 46.94 บาท และเบนซิน 91 เพิ่มขึ้น 1.80 บาท มาอยู่ที่ 41.24 บาท ส่วนดีเซลยังตรึงไว้เท่าเดิม 29.99 บาท
ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น เป็นภาระค่าใช้จ่ายของคนไทย และภาคธุรกิจอย่างมาก เพราะระบบขนส่งมวลชน รวมถึงระบบโลจิสติกส์สินค้าของไทยส่วนใหญ่ ยังล้าหลัง ใช้เส้นทางถนนเป็นหลัก ทำให้ทุกครั้งที่น้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนการผลิตสินค้าจะถูกกระทบสูง รวมถึงกำลังการใช้จ่ายของประชาชนด้วย ซึ่งยังไม่นับรวมปัญหาค่าโดยสาร รถเมล์ เรือด่วน แท็กซี่ ที่คาดว่าจะต้องขอขึ้นราคาในไม่ช้า ถ้าราคาน้ำมันยังแพงไปอีก
นอกจากพิษน้ำมันและราคาสินค้าแล้ว มรสุมอีกลูกหนึ่งที่ถาโถมซ้ำเติมประชาชนก็คือ การเดินเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยขาขึ้น ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลายรอบ จนมายืนอยู่ที่ 2.50% และมีผลให้ธนาคารพาณิชย์ปรับดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากขึ้นตาม ส่งผลให้ประชาชนที่กู้หนี้ยืมสินทั้งบ้าน รถยนต์ รวมถึงกู้เงินไปลงทุน ล้วนมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่าดอกเบี้ยที่ขยับขึ้น 1% จะทำให้ความสามารถการผ่อนชำระของผู้กู้เพิ่มขึ้น 7.8% และส่งผลลูกโซ่ต่อภาพรวมการใช้จ่ายลดลงด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคนซื้อบ้านใหม่ มีรายจ่ายการผ่อนชำระต่อเดือนเพิ่มขึ้น ส่วนภาคธุรกิจที่กำลังเข้าสู่ในช่วงลืมตาอ้าปากได้รับผลกระทบจากต้นทุนการ ผลิตสินค้าที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยปัจจัยนี้ทำให้ศูนย์วิจัยฯ ปรับลดการประมาณการการบริโภคในปีนี้ลงต่ำกว่า 3.2% ขณะที่ภาคการส่งออกที่เป็นหัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบ จากดอกเบี้ย ทำให้ความสามารถการแข่งขันลดลงและกระทบต่อการสร้างรายได้ การจ้างงาน การเพิ่มรายได้ของภาคธุรกิจและประชาชน
จะเห็นได้ว่ายุคนี้คนไทยจำเป็นต้องอดทน และช่วยเหลือตัวเองให้มากขึ้น และใช้ชีวิตตามทฤษฎี “เศรษฐกิจพอเพียง” ไว้ก่อน เพราะอนาคตช่างไม่แน่นอน ความสำคัญของประชาชนยังมาทีหลัง สินค้ายังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้อีกมาก จะคอยหวังพึ่งนโยบายรัฐบาลมือใหม่หัดประชาวิวัฒน์อย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะตอนนี้ทฤษฎี 2 สูง ที่กำลังเร่งโปรโมตมีแค่รายจ่ายที่สูงขึ้นเพียงสูงเดียว แต่รายได้ยังไม่ได้กระเตื้องขึ้นเลย