เดลินิวส์

สึนามิญี่ปุ่นส่งผลกระทบไทยส่งออกวูบ1.4พันล้าน

คาด”สึนามิ”ญี่ปุ่นกระทบไทย ส่งออกวูบ 1.4 พันล้านเหรียญ ลงทุนหด 2-3 ปี

วันนี้ 15 มี.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นจะสร้างความเสียหายมูลค่ากว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ และกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นลดลง 0.5-1% จากเดิมคาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 1.6%.ในปี 54 และมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปญี่ปุ่นลดลง 7.2% คิดเป็นมูลค่ารวม 735-1,470 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 0.3-0.7% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย จากเดิมคาดว่าไทยจะส่งออกไปญี่ปุ่น 22,769 ล้านดอลาร์สหรัฐฯ หรือสัดส่วน 11%ของการส่งออกรวม

ทั้งนี้ สินค้าที่จะได้ผลกระทบ แยกเป็นการลดลงจากส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม 8.3% และสินค้าเกษตร 2.9% ได้แก่ เนื้อสัตว์แปรรูป น้ำตาลทราย ธัญพืช ปลา นม อาหารสำเร็จรูป ผัก เครื่องจักรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ด้านนิวเคลียร์ ยางพารา น้ำหอม พลาสติก เชื้อเพลิง และทองแดง เพราะแม้ญี่ปุ่นจะมีการต้องการเพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนส่วนที่เสียหายแต่กำลัง ซื้อก็จะลดลงเพราะต้องใช้เงินต่อการบูรณะและฟื้นฟูพื้นฐาน โดยภาวะกำลังซื้อที่ลดตัวน่าจะต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 ของปีนี้

นายอัทธ์กล่าวต่อว่า การลงทุนเชื่อว่าการลงทุนจากญี่ปุ่นไปต่างประเทศจะชะลอตัว เพราะหากบริษัทแม่ได้รับความเสียหายเงินลงทุนคงต้องนำมาฟื้นฟูบริษัทก่อน ส่วนบริษัทลูกที่อยู่ในต่างประเทศก็จำเป็นต้องส่งกำไรเข้าบริษัทแม่ เพื่อฟื้นฟูและก่อสร้างบริษัทใหม่ แผนการขยายการลงทุนหรือลงทุนใหม่ในต่างประเทศขณะนี้จึงชะลอออกไป

“คาดว่าผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจจะกระทบต่อไทยหนักๆ ประมาณ 2-3 ไตรมาส และจะทำให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมโลกชะลอตัวลง โดยญี่ปุ่นจะใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี ในการพัฒนาประเทศขึ้นมาใหม่ และทุกครั้งที่จีดีพีญี่ปุ่นลดลงไทยจะส่งออกสินค้าไปญี่ปุ่นลดลงเช่นเดียว กัน ส่วนจะมีบางอุตสาหกรรมที่จะมีโอกาสในการส่งสินค้าไปญี่ปุ่นมากขึ้น เช่น อาหาร หรือวัสดุก่อสร้าง แต่ต้องดูอีกว่าขณะนี้ญี่ปุ่นจะมีเงินซื้อสินค้าจากไทยหรือไม่ เพราะเม็ดเงินส่วนใหญ่จำเป็นต้องนำไปพัฒนาประเทศ”

ส่วนปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดจนเกิดการรั่วไหลของสารกัมตภาพรังสี จะยิ่งส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัวลงอีก เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของญี่ปุ่นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอาหาร ที่ญี่ปุ่นส่งออกไปทั่วโลก เพราะหลายประเทศจะกังวลว่าสินค้าจะมีสารกัมมันตภาพรังสีตกค้าง โดยเฉพาะในตลาดยุโรป และสหรัฐอเมริกา

เร่งช่วยเกษตรกรประสบภัย

สถานการณ์ ภัยแล้ง เริ่มทวีความรุนแรงให้เห็นในหลายพื้นที่ ซึ่งล่าสุดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 32 จังหวัด โดยในส่วนของภาคเกษตรนั้นทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้ ศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรในระดับจังหวัด แจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้เร่งให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นในการบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำ อาทิ การจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ ตลอดจนการปฏิบัติการฝนหลวง

ขณะนี้ พบว่า มีพื้นที่ประสบภัยด้านการเกษตรแล้วจำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด เชียงราย แพร่ และประจวบคีรีขันธ์ คาดว่าจะเสียหาย 66,830 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 11,414 ไร่ พืชไร่ 53,151 ไร่ พืชสวนและอื่น ๆ 2,265 ไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวน 10,133 ราย

นายนิกร จำนง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นโดยได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเคลื่อน ที่ที่ได้เตรียมการไว้จำนวน 1,458 เครื่อง ปัจจุบันได้ให้การสนับสนุนให้แก่พื้นที่ประสบภัยแล้งแล้วจำนวน 912 เครื่อง ในพื้นที่ 56 จังหวัด สนับสนุนรถยนต์บรรทุกน้ำออกช่วยเหลือแล้วจำนวน 4 คัน ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น 1 คัน นครราชสีมา 1 คัน และนนทบุรีจำนวน 2 คัน รวมถึงการปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 7 หน่วยปฏิบัติการ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง เพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ป่าไม้ และเพิ่มปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติอีกด้วย

ในส่วนของสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในขณะนี้ ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ จำนวน 2 อ่าง ได้แก่ เขื่อนทับเสลาเเละปราณบุรี ส่วนปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำมากกว่า ร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ มีจำนวน 6 อ่าง ทั้งนี้ ได้มีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 13,690 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 68 ของแผนการจัดสรรน้ำ โดยเฉพาะในเขตลุ่มเจ้าพระยา จัดสรรน้ำไปแล้ว 6,370 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 75 ของแผน ขณะที่ผลการปลูกพืชฤดูแล้ง พบว่า มีพื้นที่ปลูกแล้ว จำนวน 16.40 ล้านไร่ จากแผนการปลูกพืชฤดูแล้ง 15.29 ล้านไร่ แยกเป็น ข้าวนาปรังปลูกแล้ว 14.31 ล้านไร่ จากแผน 12.60 ล้านไร่ พืชไร่ พืชผัก ปลูกแล้ว 2.08 ล้านไร่ จากแผน 2.69 ล้านไร่

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ประชุมคณะกรรมการวางแผนและติดตามการป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติด้านการเกษตร เพื่อติดตามสถานการณ์และผลกระทบจากภัยแล้งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้พร้อมทั้ง กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

นอกจากการแก้ปัญหาภัยแล้ง กระทรวง เกษตรฯ ยังติดตามความคืบหน้าเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในปี 2553 ที่ผ่านมา ตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือ จำเป็น สำหรับเป็น ค่าเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้แก่เกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัย เพื่อช่วยให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวได้ทันทีหลังน้ำลด (ระยะที่ 1) จากพื้นที่ประสบภัยทั้งหมด 74 จังหวัด วงเงิน 327.8 ล้านบาทนั้น ขณะนี้กรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรตามหลัก เกณฑ์การช่วยเหลือเรียบร้อยแล้วจำนวน 64 จังหวัด โดยเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงรวม 9 ชนิดพันธุ์ ช่วยเหลือเกษตรกรจำนวน 16,390 ตัน ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการจัดส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวผ่านศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวใน จังหวัดต่าง ๆ แล้ว จำนวน 10,750 ตัน และอยู่ระหว่างจัดส่งอีกจำนวน 1,213 ตัน รวมเป็นจำนวน 11,963 ตัน

สำหรับการให้ความช่วยเหลือค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวในระยะที่ 2 เพื่อปลูกในช่วงฤดูปกติ นั้น กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างการสำรวจข้อมูลจากพื้นที่ที่ประสบภัยให้ครอบคลุมทุกจังหวัด โดยจะมีการตรวจสอบรายละเอียดให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามหลักเกณฑ์การช่วย เหลือเพื่อจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้รับทราบอีกครั้งต่อไป

ชาวบ้านบักโกรกเจอของแพง รบ.หมดกึ๋นไร้น้ำยาควบคุม

ทีมเศรษฐกิจ

สิ้นเสียง ’มาร์คโพเดียม” นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดี่ยวไมโครโฟนนโยบายเลือกตั้งในงานหาเงินระดมเข้าคลังพรรคเมื่อ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา ไม่รู้จะแอบดีใจหรือเสียใจดีกับมันสมองของรัฐบาลชุดนี้ เพราะตั้งแต่ต้นจนจบจับใจความไม่ได้เลยว่า ปัญหาใหญ่ ๆ อย่างค่าครองชีพข้าวของแพงจะถูกลงหรืออย่างน้อย ๆ ทำไม่ให้แพงขึ้นได้อย่างไร มีแต่คุยจะเพิ่มรายได้ชาวบ้านให้พอต่อรายจ่าย เหมือนกับส่งสัญญาณกลาย ๆ ยังไงข้าวของขึ้นราคาเบรกแตกแน่ ส่วนนโยบาย ’ประชาชนต้องมาก่อน”

ปัญหาค่าครองชีพแพงหฤโหดในตอนนี้มีหลายสาเหตุรุมเร้าหนัก ตั้งแต่สินค้าราคาแพง น้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งลิ่ว จนกระทั่งภาระดอกเบี้ยเงินกู้กำลังทะยานขึ้นและถึงตอนนี้ต้องบอกว่าเป็น ปัญหาใหญ่จริง ๆ เพราะไม่ใช่แค่กระทบต่อเม็ดเงินในกระเป๋าพี่น้องประชาชนหรือกระทบต่อคะแนน เสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนยุบสภาเท่านั้น ปัญหาค่าครองชีพยังกระทบต่อมิติเศรษฐกิจมหภาคอีกด้วย โดยเฉพาะปีนี้คาดว่า การบริโภคภายในประเทศจะเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศให้เดินหน้า

ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจมหาวิทยาลัยหอ การค้าไทยเดือน ก.พ. 54 ได้พบสัญญาณอันตราย ว่าดัชนีปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ทั้งความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ การหางาน และการบริโภค โดยมีสาเหตุสำคัญจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ค่าครองชีพและราคาสินค้าแพง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่แซงหน้าปัญหาการก่อม็อบความวุ่นวายทางการเมือง รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองจากต่างประเทศไปแล้ว

ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นถึงตอนนี้ปัญหาค่าครองชีพสูงยังไม่มีทีท่ายุติหรือแก้ไข ได้ เพราะตั้งแต่ปลายปีที่แล้วที่เกิดปัญหาน้ำตาลทรายขาดแคลนและน้ำมันปาล์มราคา แพง จนต้องทำลายกำแพงราคา ปล่อยขึ้นขวดลิตรละ 9 บาท มาถึงวันนี้ผ่านไปเกือบ 3-4 เดือน แต่ปัญหายังแก้ไม่จบ คนยังแห่ซื้อกักตุน ยังมีการลักลอบขายเกินราคาทั่วบ้านทั่วเมืองอยู่ เป็นรอยพะวงความรู้สึกของคนไทย และที่สำคัญปัญหาสินค้าขึ้นราคา ยังลามติดต่อไปสินค้าอีกหลายประเภทด้วย

ถึงตอนนี้มีสินค้าอื่นที่ขอปรับราคาเข้ามาอีกหลายรายการ เพราะอ้างว่ามีต้นทุนสูงขึ้นจากราคาน้ำมันปาล์มที่เพิ่ม เช่น สบู่ น้ำมันถั่วเหลือง อาหารตามสั่ง หรือขนม นมเนย พาเหรดปรับราคากันถ้วนหน้า อย่างปลาท่องโก๋ขึ้น 100% ไก่ทอดขึ้นชิ้นละ 5 บาท ไข่ดาวไข่เจียว 8-10 บาท ขณะที่สินค้าอีกหลายชนิดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับน้ำมันปาล์ม ก็ยังยึดกรณีน้ำมันปาล์มเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะเมื่อต้นทุนค่าแรงขั้นต่ำสูงขึ้น วัตถุดิบสินค้าในตลาดโลกแพงขึ้นราคาขายปลายทางก็จ้องปรับขึ้นตาม ไม่ว่าจะนมสดพาสเจอร์ไรซ์ ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำนมดิบในประเทศเพิ่มขึ้น กก.ละ 1.50 บาท รวมถึงผลิตภัณฑ์เหล็ก อาหารกระป๋อง รวมถึงปุ๋ยเคมี ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น

ขณะที่กลุ่มร้านอาหารและสินค้าแฟชั่นชื่อดังเตรียมขยับราคาไปด้วย เพราะไม่ได้ถูกควบคุมจากรัฐบาล อย่าง ร้านดังกิ้น โดนัท เตรียมประกาศขึ้นราคาสินค้าใหม่ หลังต้นทุนการผลิตขนม และเครื่องดื่มปรับขึ้น 10% ตามต้นทุนน้ำมันปาล์ม ที่ขึ้นอยู่ที่ 47 บาทต่อลิตร รวมถึงน้ำตาลทราย แป้งสาลี ช็อกโกแลต และเม็ดกาแฟ ที่มีราคาสูงขึ้นถึง 30%

ส่วนร้านไอศกรีม “สเวนเซ่นส์” ยอมรับว่า ต้นทุนเพิ่มขึ้นมากแล้วเช่นกัน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน และด้านบุคลากร เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน เช่นเดียวกับ “ร้านแมคโดนัลด์” ระบุว่า ขณะนี้ต้นทุนวัตถุดิบปรับขึ้นสูงเฉลี่ย 4-5% ทั้งต้นทุนค่าแรงงาน วัตถุดิบ น้ำมันปาล์ม น้ำมันค่าขนส่ง
ด้านกลุ่มสินค้าแฟชั่นก็ดาหน้าขึ้นราคาสินค้า อย่างกางเกงยีนส์ “ลีวายส์” แจ้งวัตถุดิบผลิตกางเกงยีนส์ ผ้าฝ้ายขึ้นราคากว่า 100% สูงสุดในประวัติศาตร์ ทำให้ต้องปรับขึ้นราคาสินค้าไปแล้ว 5% ส่วนแบรนด์ “แม็คยีนส์” ยอมรับว่าเตรียมปรับขึ้นราคาเช่นกัน เพราะต้นทุนโดยรวมในการผลิตยีนสูงขึ้นเกิน 10% แล้ว ทั้งผ้าฝ้ายและต้นทุนค่าแรง โดยมีความเป็นไปได้ในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะปรับขึ้นราคา 10-20%
นอกจากนี้ บริษัท แอล เอ็ม อี ที่มีแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นรวม 6 แบรนด์ ได้แก่ เอสพาดา, อีพี, อีเอสพี, ร็อค เอ็กซ์เพรส, แอลทีดี, เอฟ แฟชั่น และฟ็อกซ์ ยอมรับว่า ต้นทุนโดยรวมขึ้นราคาแล้วกว่า 20% ทั้งผ้าฝ้ายและโพลีเอสเตอร์ แต่จะตรึงราคาสินค้าออกไปจนถึงไตรมาส 3 ว่าต้นทุนขยับขึ้นหรือไม่ หลังจากนั้นจึงจะพิจารณาราคาสินค้าว่าควรปรับขึ้นหรือไม่

ต้องยอมรับว่าสาเหตุของปัญหาข้าวของแพง นอกจากเกิดจากต้นทุนการผลิตที่แพงขึ้นแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็มาจากความไม่เอาไหนของการบริหารงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ด้วย เพราะข้อเท็จจริงประเทศไทยเป็นเมืองเกษตรกรรมในน้ำมีปลาในนามีข้าว สามารถเพาะปลูกพืชเกษตร บริโภคได้เอง แต่ไฉนจึงปล่อยให้ข้าวของขาดแคลน ราวกับอยู่ภาวะสงครามแบบนี้

กระทรวงพาณิชย์ เป็นอีกหน่วยงานที่ต้องถูกตำหนิเพราะยังมีช่องโหว่ในการควบคุมการดูแลช่อง ทางการจำหน่ายสินค้า ให้เกิดการกักตุน การแอบขายเกินราคากันทั่ว ชนิดไม่เกรงกลัวกฎหมาย รวมถึงยังปล่อยให้เกิดลัทธิป่วนตลาด เพราะขณะนี้ผู้ผลิตสินค้าบางราย จงใจใช้ข้ออ้างปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด เป็นข้ออ้างในการทำสินค้าให้ขาดแคลน หรือปล่อยข่าวให้ชาวบ้านตื่นกลัวเดือดร้อน เพื่อกดดันให้กระทรวงพาณิชย์ปรับขึ้นราคาหรือดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น ทั้งที่ความจริงสินค้าไม่ได้ขาดแคลนรุนแรงอย่างที่ไว้ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องตรวจสอบและเร่งหาแนวทางล้อมคอกอย่างเร่งด่วน เพราะขนาดยังไม่พ้นวันปล่อยผี สิ้นสุดมาตรการตรึงราคาสินค้า 31 มี.ค.นี้ ปัญหา เนื้อหมู ไข่ไก่ น้ำมันถั่วเหลือง ยังวุ่นวายขนาดนี้ หากจบมาตรการจริง ๆ แล้วไม่วางแผนรับมือให้ดี ห่วงว่าจะเกิดปัญหาตามมามากน้อยแค่ไหน จึงเป็นเรื่องที่คนไทยอดสยองไม่ได้เลย

นอกจากสินค้าแพงปัญหาน้ำมันเบนซินและดีเซล แพงขึ้น เป็นอีกภาระรายจ่ายอันหนักอึ้งของคนไทยเพราะนับตั้งแต่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ขึ้นมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็กลับมาทะยานขึ้นอีกครั้ง จากเคยอยู่ระดับ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่วันนี้ปรับเพิ่มเป็นเกินลิตรละ 110 ดอลลาร์สหรัฐแล้ว แถมยังไม่มีทีท่าจะหยุดลงง่าย ๆ เพราะยังมีการเก็งกำไรของนักลงทุน ผสมโรงเข้ากับการเกิดโดมิโนลัทธิโค่นล้มผู้นำในประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ของโลก จนทำให้การเมืองในประเทศเกิดความวุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็น ลิเบีย อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย และมีการคาดการณ์น้ำมันอาจวิ่งถึง 120-170 ดอลลาร์สหรัฐในไม่ช้า

น้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับขึ้นตาม ตลอดเดือน ก.พ. ทยอยขึ้นทะลุ 30-80 สตางค์ จนน้ำมันเบนซิน 95 ปรับเพิ่มขึ้นลิตรละ 2.40 บาท มาอยู่ที่ 46.94 บาท และเบนซิน 91 เพิ่มขึ้น 1.80 บาท มาอยู่ที่ 41.24 บาท ส่วนดีเซลยังตรึงไว้เท่าเดิม 29.99 บาท

ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น เป็นภาระค่าใช้จ่ายของคนไทย และภาคธุรกิจอย่างมาก เพราะระบบขนส่งมวลชน รวมถึงระบบโลจิสติกส์สินค้าของไทยส่วนใหญ่ ยังล้าหลัง ใช้เส้นทางถนนเป็นหลัก ทำให้ทุกครั้งที่น้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนการผลิตสินค้าจะถูกกระทบสูง รวมถึงกำลังการใช้จ่ายของประชาชนด้วย ซึ่งยังไม่นับรวมปัญหาค่าโดยสาร รถเมล์ เรือด่วน แท็กซี่ ที่คาดว่าจะต้องขอขึ้นราคาในไม่ช้า ถ้าราคาน้ำมันยังแพงไปอีก

นอกจากพิษน้ำมันและราคาสินค้าแล้ว มรสุมอีกลูกหนึ่งที่ถาโถมซ้ำเติมประชาชนก็คือ การเดินเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยขาขึ้น ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลายรอบ จนมายืนอยู่ที่ 2.50% และมีผลให้ธนาคารพาณิชย์ปรับดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากขึ้นตาม ส่งผลให้ประชาชนที่กู้หนี้ยืมสินทั้งบ้าน รถยนต์ รวมถึงกู้เงินไปลงทุน ล้วนมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่าดอกเบี้ยที่ขยับขึ้น 1% จะทำให้ความสามารถการผ่อนชำระของผู้กู้เพิ่มขึ้น 7.8% และส่งผลลูกโซ่ต่อภาพรวมการใช้จ่ายลดลงด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคนซื้อบ้านใหม่ มีรายจ่ายการผ่อนชำระต่อเดือนเพิ่มขึ้น ส่วนภาคธุรกิจที่กำลังเข้าสู่ในช่วงลืมตาอ้าปากได้รับผลกระทบจากต้นทุนการ ผลิตสินค้าที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยปัจจัยนี้ทำให้ศูนย์วิจัยฯ ปรับลดการประมาณการการบริโภคในปีนี้ลงต่ำกว่า 3.2% ขณะที่ภาคการส่งออกที่เป็นหัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบ จากดอกเบี้ย ทำให้ความสามารถการแข่งขันลดลงและกระทบต่อการสร้างรายได้ การจ้างงาน การเพิ่มรายได้ของภาคธุรกิจและประชาชน

จะเห็นได้ว่ายุคนี้คนไทยจำเป็นต้องอดทน และช่วยเหลือตัวเองให้มากขึ้น และใช้ชีวิตตามทฤษฎี “เศรษฐกิจพอเพียง” ไว้ก่อน เพราะอนาคตช่างไม่แน่นอน ความสำคัญของประชาชนยังมาทีหลัง สินค้ายังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้อีกมาก จะคอยหวังพึ่งนโยบายรัฐบาลมือใหม่หัดประชาวิวัฒน์อย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะตอนนี้ทฤษฎี 2 สูง ที่กำลังเร่งโปรโมตมีแค่รายจ่ายที่สูงขึ้นเพียงสูงเดียว แต่รายได้ยังไม่ได้กระเตื้องขึ้นเลย

นักวิชาการเสนอรัฐหนุนเก็บภาษีมรดก

นักวิชาการชี้ “ปฏิรูปที่ดิน”จำกัดถือครอง 50 ไร่แค่วางตุ๊กตา แนะทางแก้เปิดข้อมูลที่ดิน-เก็บภาษีเพิ่ม

วันนี้ 13 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ประเทศไทย ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยและสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนา แนวคิดโครงการร่วมปฏิรูปประเทศไทย หัวข้อ “ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปความเป็นธรรมในสังคมไทย” โดยมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , ผศ.ดร.อภิชาติ สถิตนิรมัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศสตร์ , คุณเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ กรรมการปฏิรูป และคุณพงษ์ทิพย์ สำราญจิตต์ ที่ปรึกษาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เป็นวิทยากร

โดยนายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ กรรมการปฏิรูป กล่าวว่า เมื่อคนชนบทแห่เข้าเมือง เหตุชุมชนล่มสลายหลายคนก็หนีเข้าป่า ตอนนี้มีข้อมูลว่ามีประชาชนที่อยู่ในเขตป่าอยู่อย่างไม่ชอบกฎหมายประมาณ 1 ล้านครัวเรือน เพราะเขาไม่มีที่ดินทำกิน แม้รัฐบาลจะตอบรับข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ดิน แล้ว แต่ก็เห็นได้ว่ามีบางข้อที่ยังไม่ได้ไปด้วยกัน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหานี้ต้องกระจายการถือครองที่ดิน เพราะมีการกระจุก จึงจำเป็นต้องกระจายด้วยการใช้มาตรการทางทางภาษีในอัตราสูง ให้สังคมร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปที่ดิน ทั้งฝ่ายการเมือง พรรคการเมืองและฝ่่ายวิชาการ

“พรรคการเมืองต้องรับลูก เนื่องจากปัญหานี้ต้องแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป 5-6 ฉบับ หากพรรคการเมืองไม่รับจะปฏิรูปไม่สำเร็จ อีกทั้งพรรคการเมืองผันเปลี่ยนกันไป ส่วนนักวิชาการจำเป็นต้องออกมาแสดงความเห็น เพื่อนำข้อมูลวิชาการหารือ เพื่อใช้ข้อมูลขับเคลื่อนร่วมกัน สิ่งแรกที่สามารถทำได้ 100% คือ การเปิดเผยข้อมูล ซึ่งรัฐบาลมีข้อมูลอยู่แล้ว แต่ตอนนี้คนที่เปิดเผยข้อมูลการถือครองที่ดินมีนักการเมืองเพียงกลุ่มเดียว ไม่จำเป็นต้องทำข้อมูลใหม่แต่สามารถเปิดเผยได้ด้วยการใช้รัฐธรรมนูญ เพราะการเปิดเผยข้อมูลเรื่องที่ดินถือเป็นเรื่องสาธารณะ ไม่ถือเป็นเรื่องส่วนตัว ส่วนอีกทางหนึ่งสามารถทำได้ด้วยการแก้ไขพรบ.ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้มีการเปิด เผยข้อมูลเกิดขึ้น”กรรมการปฏิรูปรายนี้ กล่าว

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปฏิรูปที่ดินไม่ใช่เรื่องใหม่หากมองย้อนไปดูมติ ครม.ก็พบว่ามีการพูดคุยกันมานาน โดยเฉพาะเรื่องธนาคารที่ดิน เคยพูดตั้งแต่พ.ศ. 2525 ส่วนกฎหมายที่ดินคุยกันมาตั้งแต่พ.ศ. 2518 และมีกฎหมายอื่นๆ อีกมากที่พูดถึงการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งตนเห็นงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การครอบครองที่ดิน มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร แต่มีข้อมูลที่น่าตกใจว่า การถือครองที่ดินทางการเกษตรเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังประกอบกับพบว่ามีคนไร้ที่ดินทำกิน คนล้มละลาย โดยเป็นการบุกรุกที่ดินของรัฐอีกจำนวนมากเช่นกัน ดังนั้นหากจะพูดเรื่องปฏิรูปที่ดินควรพูดให้ครอบคลุมทั้งสองประเด็นนี้

“มีข้อมูลอีกว่าที่ดินของรัฐกว่าหลายสิบล้านไร่ถูกบุกรุก โดยการบุกรุกมี 2 แบบ คือ การบุกรุกครอบครองและรัฐประกาศทับที่ดิน แต่พบว่าจำนวนที่รัฐประกาศทับที่ดินทำกินมีจำนวนที่น้อยกว่า ดังนั้นการปฏิรูปที่ดินจะต้องดูว่า มีจำนวนเกษตรกรที่ยากจนและไร้ที่ดินกินอยู่จำนวนกี่ราย และเกษตรกรที่บุกรุกที่ดินของรัฐจำนวนกี่รายแล้วบุกรุกเพื่ออะไร หากเป็นคนยากจนจริงๆ เราคงต้องหาวิธีช่วยเหลือให้เขามีที่ดินทำกิน อาจจะอยู่ในรูปแบบของโฉนดชุมชนที่ตอนนี้ยอมรับว่ามีปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่ สามารถให้โฉนดชุมชนมีกรรมสิทธิ์ได้”นายสาทิตย์ กล่าว

ชาวสวนร้องนายก ช่วยปราบมะนาวต่างด้าว

สมาคมชาวสวนมะนาวร้องนายก-พาณิชย์ ช่วยปราบมะนาวต่างด้าวบุกตลาดเมืองไทย ขู่แผงค้าใดจำหน่ายติดคุกแน่

วันนี้(10มี. ค.)ที่รัฐสภา นายนิวัติ ปากวิเศษ ประธานชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งชาติ พร้อมด้วยตัวแทนผู้ปลูกมะนาวภาคตะวันตก ได้เข้าร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี และนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ ว่าได้รับผลกระทบจากปัญหามะนาวต่างด้าวที่บุกตลาดไทย โดยนายอลงกรณ์ แถลงว่า ได้รับการร้องเรียนว่าขณะนี้ได้มีการลอบนำเข้ามะนาวต่างด้าว จากประเทศเวียดนาม และกัมพูชา มาปะปนกับมะนาวของประเทศไทย โดยลักลอบผ่านด่านบ้านแหลมและบ้านด่าน จ.จันทบุรี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย ดังนั้น ทางกระทรวงจึงได้ประสานไปยังผู้บริหารตลาดไท ให้กำชับพ่อค้าและแม่ค้าห้ามนำมะนาวต่างด้าวมาจำหน่าย รวมทั้งได้ประสานไปยังพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รวมถึงกองทัพที่เป็นด่านสกัดกั้นเบื้องต้น ให้ดำเนินการกวดขันการนำเข้าอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ หากเจอสามารถจับกุมได้ทันที อย่างไรก็ตาม ตนอยากเตือนพ่อค้าและแม่ค้าจำหน่ายมะนาวต่างด้าวที่ลักลอบจำหน่ายนั้น มีความผิดตามพ.ร.บ.กักพืช พ.ร.บ.อาหารและยา และพ.ร.บ.นำเข้า อย่างไรก็ดี ขอฝากไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมศุลากร ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง อย่าเกรงกลัวอำนาจในพื้นที่ ขณะที่นายนิวัติ กล่าวว่า จากการที่มีมะนาวต่างด้าวเข้ามา ส่งผลประทบต่อเกษตรกรเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีที่การปลอมปนของมะนาว ที่จะทำให้พ่อค้าคนกลางได้รับประโยชน์ นอกจากนี้ มะนาวไทยมีน้ำมากกว่ามะนาวต่างด้าวเท่าตัว อีกทั้งมีกลิ่นหอมกว่า

รัฐเตรียมเคาะโครงการประกันภัยพืชผล

รออีก1เดือนรัฐเคาะโครงการประกันภัยพืชผล เบื้องต้นคิดเบี้ยประกันไร่ละ 140เกษตรกรจ่าย 50 ได้สินไหม2พัน

วันนี้ (10มี.ค.) นายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ รองเลขาธิการนายกฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพิจารณากรอบแนวทางการประกันภัยพืชผลอัน เนื่องมาจากภัยธรรมชาติ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณากรอบแนวทางการประกันภัยพืชผล ฯ เพื่อต้องการให้นำมาใช้ให้ทันกับฤดูกาลปลูกข้าวนาปีในปีการผลิต 54/55 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งพบว่ายังมีข้อกังวลในหลายประเด็นทั้งภาระที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ต้องแบกรับ ค่าเบี้ยประกันที่อาจเพิ่มสูงขึ้นหากเกษตรกรไม่ได้เข้าร่วมโครงการครบทั้ง 57 ล้านไร่ รวมถึงบริษัทเอกชนที่เข้ามารับประกันนั้นจะสามารถรับภาระเบี้ยประกันรวม 8,039 ล้านบาทได้หรือไม่ โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานไปกำหนดในรายละเอียดให้ชัดเจนอีกครั้ง ภายใน 1 เดือนก่อนเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาฯเพื่อเสนอต่อครม.เห็นชอบต่อไป

ทั้งนี้ในเบื้องต้นคณะทำงานได้ตั้งสมมุติฐานที่เกษตรกรจะได้รับค่าชดเชยจาก กรณีที่เกิดความเสียหายโดยสิ้นเชิงจากภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง นาล่มหรือแมลงศัตรูพืชระบาด ในอัตราไร่ละ 2,000 บาทหรือคิดเป็น 70% ของต้นทุนการปลูกข้าวของเกษตรกร แยกเป็นการชดเชยจากการประกันภัยจำนวน 1,400 บาท และรัฐชดเชยให้ตามระเบียบกระทรวงการคลังในปัจจุบันอีก 606 บาท

นาย ธราดล กล่าวว่า ส่วนการกำหนดค่าเบี้ยประกันภัยนั้นเบื้องต้นจะคำนวณในอัตรา 10% ของค่าสินไหมชดเชยที่ไร่ละ 1,400 บาท หรือประมาณ 140 บาท และกำหนดให้ทั้งเกษตรกร ธ.ก.ส.และภาครัฐ เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อบรรเทาภาระของทั้ง 3 ฝ่าย เบื้องต้นกำหนดให้เกษตรกรและธ.ก.ส. จ่ายค่าเบี้ยเท่ากันในอัตราไร่ละ 50 บาท และภาครัฐจะสนับสนุนให้อีกในอัตราไร่ละ 40 บาท ซึ่งการดำเนินการในครั้งนี้จะถือว่าไม่เป็นการบังคับ
“ต้องยอมรับว่าเกษตรกรอาจให้ความสนใจน้อยเพราะรัฐได้จ่ายชดเชยให้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องเสียค่าเบี้ยประกันใดๆหากเกษตรกรได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ในอัตราไร่ละ 606 บาท แต่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มความมั่นคงในระบบ ประกันภัยพืชผลทางการเกษตรให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกันยังเป็นการช่วยลดภาระให้กับรัฐบาลได้อีกทางหนึ่งด้วย”

คุมเข้มสินค้าพืช 16 ชนิดไปอียู

แต่ละปี ประเทศไทยส่งออกพืชผักไปยังสหภาพยุโรปหรืออียูในปริมาณมาก แต่ขณะนี้สินค้าพืช 5 กลุ่ม 16 ชนิด ประกอบด้วย กลุ่ม 1 กะเพรา โหระพา แมงลัก ยี่หร่า กลุ่ม 2 พริกหยวก พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู กลุ่ม 3 มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือม่วง มะเขือเหลือง มะเขือขาว มะเขือขื่น กลุ่ม 4 มะระจีน มะระขี้นก และ กลุ่ม 5 ผักชีฝรั่ง กำลังประสบปัญหาการส่งออกไปอียู เนื่องจากปัญหาศัตรูพืชที่พบเจอในสินค้าที่ส่งออกไปบ่อยครั้ง ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลกระทบให้ถูกระงับการส่งออกได้ในที่สุดหากไม่ ปฏิบัติตามข้อกำหนดของอียู

นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า จากปัญหาศัตรูพืชในสินค้าเกษตรที่ส่งออกไปสหภาพยุโรป ทำให้ นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย ต้องทำหนังสือถึงสหภาพยุโรป โดยแจ้งว่าประเทศไทยจะดำเนินการตรวจสอบสินค้าก่อนการส่งออก 100% ซึ่งล่าสุดทางอียูได้มีหนังสือตอบกลับมาว่ารับข้อเสนอการตรวจสอบ 100% ในสินค้าพืช 5 กลุ่ม 16 ชนิด ที่ตรวจพบปัญหาศัตรูพืชบ่อยครั้ง ทั้งนี้ สหภาพยุโรปกำหนดให้ประเทศไทยเริ่มต้นการดำเนินการอย่างเคร่งครัดดังกล่าวภาย ใน 2 สัปดาห์ และหลังจากครบกำหนดในวันที่ 15 มีนาคมเป็นต้นไป หากมีการตรวจพบปัญหาศัตรูพืชเกิน 5 ครั้งภายในระยะเวลา 1 ปี สหภาพยุโรปจะดำเนินกระบวนการห้ามนำเข้าสินค้าพืชทั้ง 16 ชนิด

นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังได้แจ้งเพิ่มเติมว่าตามกฎระเบียบสหภาพยุโรป (Directive 2000/29/EC) ได้กำหนดพืชควบคุมรายละเอียดชนิดพืชประเภทผัก ผลไม้ ไม้ตัดดอก ไม้ประดับเพื่อการปลูกต่อ และเมล็ดพันธุ์อีกด้วย ซึ่งการส่งออกสินค้าดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามกฎระเบียบด้านสุขอนามัยพืชดัง กล่าวอย่างเข้มงวดเช่นเดียวกัน จากข้อกำหนดของสหภาพยุโรป กรมวิชาการเกษตรจึงกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาที่ไทยจะต้องถูกระงับการส่งออกพืชผัก โดยเร่งควบคุมการผลิตสินค้าส่งออกให้เป็นไปตามมาตรฐานสหภาพยุโรป ไม่มีโรค แมลงศัตรูพืชติดไปกับสินค้า และต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืชแนบไปกับสินค้าทุกครั้ง

ในเรื่องของการเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าพืชผักก่อนส่งออกไปอียูนั้น ทางกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ก็ยังมีปัญหาเล็ดลอดออกไปได้ เนื่องจากมีการลักลอบส่งออกบ้าง มีการสำแดงเอกสารอันเป็นเท็จบ้าง ดังนั้น ต่อจากนี้ไปได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดและตรวจสอบให้รัดกุมมากกว่าเดิม โดยล่าสุดกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินคดีกับบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบการส่งออกพืชแล้ว 5 บริษัท ได้แก่ 1. บริษัท ธนาสารท จำกัด 2. บริษัท สุรินำ ฟู้ด จำกัด 3. บริษัทสยาม อะโกร เฟรท จำกัด 4. ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็น ยู ไอ และ 5. บริษัท ช้างไทย เทรดดิ้ง จำกัด และมีอีก 12 บริษัทที่อยู่ระหว่างดำเนินคดี

กระทรวงเกษตรฯ ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนในการกำกับ ควบคุม และตรวจสอบการส่งออกพืชผักไปยังอียู เนื่องจากที่ผ่านมาถูกตรวจพบปัญหาศัตรูพืชในพืชผักที่ส่งออกไปอียูเฉลี่ย ประมาณ 50-60 ครั้งต่อปี แต่ข้อกำหนดใหม่นี้ตรวจพบเพียง 5 ครั้งต่อปี ก็จะถูกระงับการส่งออกทันที ซึ่งแม้ว่าปริมาณการส่งออกพืชผักทั้ง 16 ชนิดจะมีมูลค่าไม่มากนัก แต่หากมีการระงับการส่งออกพืชผักชนิดดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรใน ชนิดอื่น ๆ ในอนาคต ดังนั้น จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกเคร่งครัดการตรวจสอบคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการค้าสินค้าเกษตรของประเทศในอนาคตด้วย

…ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือกันในการรักษาคุณภาพ สินค้าเกษตรไทยให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้า เพื่อรักษาชื่อเสียงและผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติเป็นสำคัญ

ม็อบชาวนาบุกศาลากลางฯ จี้แก้ราคาข้าว

ม็อบชาวนาสองแควบุกศาลากลางฯ จี้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ภายใน7วัน

วันนี้(9 มี.ค.) ที่หน้าศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก นายประทุม แสงคำ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรชาวนา จังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยชาวนาจำนวนกว่า 500 คน รวมตัวกันเดินทางมาเพื่อยื่นหนังสือเรียกร้อง ครั้งที่ 2 ต่อนายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก หลังจากที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรชาวนาได้รวมตัวกันชุมนุมปิดถนนประท้วงที่ บริเวณถนนสายเอเชีย ช่วงพิษณุโลก – กรุงเทพ ทั้งขาเข้าและขาออก หน้ามหาวิทยาลัยนเรศวร ทั้งนี้ตามที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้มีมติเพิ่มราคาประกันข้าวที่ความชื้น 15 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 10,000 บาทต่อตัน ข้าวหอมปทุมธานี 1 ประกันที่ราคา 11,500 บาทต่อตัน ข้าวเหนียวประกันที่ราคา 10,500 บาทต่อตัน และขยายกรอบการประกันราคาจาก 25 ตันต่อราย เป็น 30 ตันต่อรายนั้น ชาวนาจังหวัดพิษณุโลกมีความเห็นว่ายังไม่เป็นไปตามข้อเรียกร้อง ที่ได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากที่ชาวนาจังหวัดพิษณุโลกประชุมกันเรียบร้อยแล้ว มีมติขอให้รัฐบาลเพิ่มราคาประกันข้าวจากตันละ 11,000 บาท เป็น 12,000 บาทต่อตัน เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถประกอบอาชีพทำนาอยู่ได้ กลุ่มชาวนาทั้งหมดจึงเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าราชการ จังหวัดให้ดำเนินการแก้ไขให้ด้วย และจะรอฟังคำตอบภายใน 7 วัน หากไม่เป็นไปตามที่เรียกร้องกลุ่มชาวนาก็จะออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล รุนแรงกว่าเดิมอย่างแน่นอน

โดยเบื้องต้นนายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้เดินทางมารับเรื่องและรับหนังสือเรียกร้องจากตัวแทนเกษตรกรชาวนา พร้อมกับรายชื่อเกษตรกรที่เดือดร้อน เพื่อจะนำเรื่องส่งไปยังรัฐบาลให้เร่งแก้ไขเป็นการเร่งด่วน ทำให้กลุ่มชาวนาพอใจจึงแยกย้ายสลายตัวไปในที่สุด

ผวาชาวนาประท้วงรัฐอนุมัติประกันราคาข้าว

จี้ราชการเร่งแจงทันที

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. เห็นชอบการปรับการกำหนดราคาและปริมาณในโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูก ข้าวประจำปีการผลิต 53/54 รอบที่ 2 ตามมติของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) โดยข้าวเปลือกปทุมธานี ปรับราคาประกันเพิ่มเป็นตันละ 11,000 บาท จากเดิม 10,500 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 11,000 บาท จากเดิม 10,000 บาท และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 10,000 บาท จากเดิม 9,500 บาท พร้อมให้เพิ่มปริมาณการใช้สิทธิประกันรายได้จากครัวเรือนละ 25 ตัน เป็น 30 ตัน

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งชี้แจงและให้ เหตุผลที่ถูกต้องกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศถึงกรณีที่ กขช. และ ครม. ไม่ได้เพิ่มราคาประกันข้าวเท่ากับจำนวนที่เกษตรกรเรียกร้องมา โดยเฉพาะเหตุผลในเรื่องของงบประมาณเพราะหากปรับขึ้นเท่ากับที่เกษตรกรเรียก ร้องมาจะต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก เพราะจากการปรับราคาประกันเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ก็ใช้เงินเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 11,000 ล้านบาท ที่สำคัญรัฐบาลต้องคำนึงถึงโครงสร้างหลักของนโยบายประกันรายได้ที่ต้องไม่ ให้เสียความสมดุลด้วย

อย่างไรก็ตาม นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้ขอให้ ครม. และ กขช.พิจารณาปรับเพิ่มการประกันรายได้ให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวเหนียวเพิ่มมาก ขึ้นจากที่ปรับขึ้นให้ตันละ 500 บาทด้วย เพราะเห็นว่าในภาคอีสานนั้นจะปลูกข้าวเหนียวได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้นก็จะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้น ซึ่งนายกฯ ได้ระบุว่าเรื่องนี้จะมีการพิจารณาในลำดับต่อไป ขณะที่ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ระบุเหตุผลความจำเป็นที่ต้องปรับราคา และปริมาณการประกันรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเพราะเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่สูง ขึ้นจริง ขณะเดียวกันราคาประกันที่ปรับเพิ่มขึ้นนี้ต้องถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสม สะท้อนต่อต้นทุนการผลิตและไม่ส่งผลกระทบต่อโครง สร้างหลักของนโยบายการประกันรายได้ด้วย

นายวัชระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในที่ประชุมนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้สอบถามถึงปริมาณน้ำที่นำมาใช้เพาะปลูกข้าวว่ามีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งนายธีระ ชี้แจงว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศอยู่ที่ 60% ของความจุเขื่อน ซึ่งต่ำกว่าปีที่ผ่านมา 2,000 ล้าน ลบ.ม. แต่มีปริมาณน้ำใช้เพียงพอสำหรับพื้นที่เพาะปลูกในช่วงแล้งนี้จำนวน 12 ล้านไร่ ถือว่ายังอยู่ในภาวะปลอดภัยและควบคุมได้ แต่ต้องไม่เพิ่มไปมากกว่านี้ ส่วนปริมาณน้ำเพื่อการบริโภค อุปโภค ต้องติดตามสำรวจสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

รายงานจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า กรมการค้าต่างประเทศ ได้เร่งจัดทำยุทธศาสตร์การตลาดข้าวไทย โดยร่วมมือด้านการค้ากับพม่าและกัมพูชา เพื่อให้ข้าวไทยครองตลาดข้าวได้มากขึ้น โดยเน้นการส่งออกข้าวคุณภาพดี มีราคาสูง ด้วยการนำเข้ามาเก็บในคลังสินค้า ที่อยู่ตามตะเข็บชายแดนไทย และไม่ให้นำเข้ามาสู่ภายในประเทศได้ เพื่อป้องกันปัญหาปลอมปนกับข้าวไทย และทำให้ราคาข้าวในประเทศตกต่ำ รวมถึงต้องกำหนดคุณภาพข้าวที่จะนำเข้า แต่ในการทำตลาดนั้น จะต้องบอกให้ผู้ซื้อทราบด้วยว่า เป็นข้าวที่มีแหล่งผลิตจากพม่า และกัมพูชา ไม่ใช่ข้าวไทย เพื่อป้องกันความสับสนของผู้ซื้อ

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มราคาประกันให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังเพราะยิ่ง ทำให้ต้นทุนข้าวไทยสูงขึ้น และทำตลาดต่างประเทศยากขึ้น จากปัจจุบันที่ต้นทุนข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งอยู่แล้ว เช่น เวียดนาม ต้นทุนต่ำกว่าไทยประมาณตันละกว่า 1,000 บาท และยังมีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทยมาก ดังนั้นรัฐควรหาทางลดต้นทุนจะดีกว่า เพราะจะได้ประโยชน์ระยะยาว แต่การเพิ่มราคาประกันเป็นเพียงการหาเสียง และเกษตรกรจะได้ประโยชน์ระยะสั้นเท่านั้น

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า โครงการแทรกแซงราคาข้าวตกต่ำโดยการตั้งโต๊ะรับซื้อขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. 54 จนถึงผลผลิตฤดูนาปี 54/55 ออกสู่ตลาดเดือน ส.ค. 54 ซึ่งจะแทรกแซงราคาส่วนที่ต่ำกว่าราคาเกณฑ์กลาง โดยแทรกแซงราคา 8,800-9,000 บาทต่อตัน จากปัจจุบันราคาเกณฑ์กลางอยู่ที่ 8,900 บาท โดยกรอบเป้าหมายแทรกแซงปริมาณไม่เกิน 2 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งจะใช้งบประมาณกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท

“มาร์ค”เป็นพยาน เดินหน้าโฉนดชุมชน

“มาร์ค”ร่วมเป็นสักขีพยาน ข้อตกลงความร่วมมือเดินหน้าโฉนดชุมชน เผยมีกว่า 200 ชุมชนประชาชนกว่า 1 แสนครัวเรือนจะได้ประโยชน์

วันนี้(9มี.ค .)ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน 8 หน่วยงาน เพื่อดำเนินการโฉนดชุมชน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่ง ว่า นโยบายโฉนดชุมชนถือเป็นนโยบายที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของที่ทำกิน ซึ่งรัฐบาลดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อจัดระบบการบริหารจัดการ สามารถเข้ามามีกรรมสิทธิ์ในชุมชน เพื่อดูแลให้การใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับกรรมสิทธิ์ได้ใช้ประโยชน์อย่าง เต็มที่ นอกจากจะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านที่ดินแล้ว ยังเป็นการดูแลรักษาการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีชุมชนยื่นเรื่องมา กว่า 200 ชุมชน หากรัฐบาลสามารถดำเนินการตรงนี้ได้ก็จะช่วยประชาชนมากกว่า 1 แสนครัวเรือน อย่างไรก็ตามตนยอมรับว่า การดำเนินงานในเรื่องนี้มีปัญหาอุปสรรคในเรื่องของกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ แต่รัฐบาลนี้ยึดถือในระบบนิติรัฐ ขอให้ความมั่นใจว่าการดำเนินการทุกอย่างจะต้องมีกฎหมายรองรับ หากมีปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ทุกฝ่ายจะได้หาทางออกร่วมกันซึ่งจะเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายและกฎหมาย