เดลินิวส์

ข้องใจโซนนิ่งเกษตรฯรับเออีซี

เกษตรกรอีสานข้องใจ นโยบายโซนนิ่งลดพื้นที่เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ชี้ทุกอาชีพเลือกไม่ได้

รายงานข่าวแจ้งว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดการสัมมนาเกษตรไทยพร้อมรุกปรับรับเออีซี กับพื้นที่รายภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเตรียมรับกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 โดยการจัดสัมมนาที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อเร็ว ๆ นี้ เกษตรกรไม่เห็นด้วยกับนโยบายการกำหนดโซนนิ่งการเพาะปลูก หรือการประกาศพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อให้ได้ผลที่เหมาะสมกับคุณภาพดิน น้ำ อากาศ อุณหภูมิ แสง และปริมาณน้ำฝนแต่ละพื้นที่

ทั้งนี้ได้กำหนดพื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชแล้ว 6 ชนิด คือ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา และปาล์มน้ำมัน และจะประกาศเพิ่มอีก 7 ชนิดในเร็ว ๆ นี้ ส่วนด้านปศุสัตว์ก็ประกาศแล้ว 5 ชนิด คือ โคเนื้อ โคนม ไก่เนื้อ ไก่ไข่ และสุกร โดยมีแผนจะประกาศสำหรับกลุ่มประมงอีก 3 ชนิดในเร็ว ๆ นี้

ผู้นำเกษตรกร จ.อุบลราชธานี รายหนึ่งกล่าวว่า การกำหนดโซนนิ่ง คงเป็นเพราะการผลิตได้ผลออกมามากทำให้ราคาตก เช่น ข้าวที่ขายแข่งกับต่างประเทศไม่ได้ แต่สำหรับเกษตรกรเห็นว่าทุกอาชีพเลือกไม่ได้ ที่ผ่านมาความผิดพลาดเกิดจากรัฐ เช่น นโยบายปลูกพืชเชิงเดี่ยว จนเกิดความเสียหาย ประชาชนก็หันมาใช้แนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร เคยบอกภาคอีสานปลูกยางพาราไม่ได้ แต่เมื่อนำมาปลูกก็ได้ผลดี หากจะห้ามก็จะเกิดความเสียหาย

อนึ่ง กำหนดโซนนิ่งจะกำหนดตามสภาพที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืช เช่น การปลูกข้าวในที่เหมาะสมจะให้ผลผลิต 700 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ในพื้นที่ไม่เหมาะสมจะได้เพียง 300 กิโลกรัมต่อไร่ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ไม่ได้ห้ามเกษตรกรที่ปลูกพืชเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่แจ้งให้ทราบว่าพื้นที่ใดมีความเหมาะสม ปลูกแล้วได้กำไรสูงกว่าในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น

ราคาที่ดินจ.อยุธยาพุ่ง 10%

ที่ดินอยุธยาพุ่ง 10 % ซื้อขายคึกคัก รับอานิสงค์เมกะโปรเจครัฐบาล ทั้งรถไฟเร็วสูง โครงการน้ำผ่าน เล็งใช้แนวรถไฟเดิมสร้างรถไฟเร็วสูงกรุงเทพ ฯ – พิษณุโลก ส่วนพิษณุโลก-เชียงใหม่ใช้ตัดเส้นทางใหม่ เหตุทำได้เร็ว

นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาประเมินที่ดินทั้งจังหวัดเพิ่มสูงขึ้น 10% โดยที่ดินบริเวณรอบนอกมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ไร่ละ 50,000 – 50,000 บาท ขณะที่ดินในเมืองราคาเฉลี่ยไร่ละ 1-5 ล้านบาท เนื่องจากจ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้ง โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อป้องกันน้ำท่วม และโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ที่มีแนวตัดผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ และกรุงเทพ-นครราชสีมา-หนองคาย

“แม้ว่าราคาที่ดินจะขยับเพิ่มไม่มาก แต่มีกระแสข่าวการซื้อขายที่ดินอยู่จำนวนมาก เพราะรัฐบาลมีโครงการเข้ามาใช้ที่ดินในจังหวัดเพิ่มขึ้น ดังนั้นคณะกรรมการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินของจังหวัด จะเร่งพิจารณาการใช้ประโยชน์ของพื้นที่แต่ละส่วน ให้สอดรับกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ซึ่งต้องดูว่าจะใช้พื้นที่ใดเป็นพื้นที่เกษตร ที่อยู่อาศัย แหล่งเศรษฐกิจ จากนั้นสำนักผังเมืองจะพิจารณารายละเอียดอีกครั้งเพื่อวางแผนการจัดระเบียบที่ดินรองรับความเจริญในอนาคต”

ด้านนายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวภายหลังงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นประชาชน ครั้งที่ 2 โครงการศึกษาและออกแบบรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพ ฯ – เชียงใหม่ ระยะที่ 1 กรุงเทพ ฯ – พิษณุโลก เพื่อนำเสนอสาระสำคัญคือรูปแบบแนวเส้นทางเลือกว่า ผลศึกษากำหนดแนวเส้นทางไว้หลายแนวทาง โดยแนวเส้นทางที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ ใช้เส้นทางจากกรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยา-ลพบุรี-นครสวรรค์-พิจิตร-พิษณุโลก-สุโขทัย-ลำปาง-ลำพูน สิ้นสุดที่จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางรวม 669 กิโลเมตร

สำหรับการก่อสร้างช่วงที่ 1 เส้นทางกรุงเทพฯ-พิษณุโลก จะใช้แนวเส้นทางรถไฟเดิม ทำให้การก่อสร้าง ดำเนินการได้เร็ว ส่วนเส้นทาง พิษณุโลก-เชียงใหม่ ใช้เส้นทางตัดใหม่ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะเกิดเขตเศรษฐกิจใหม่ ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย โดยสนข.จะสรุปแนวเส้นทางก่อสร้างอย่างเป็นทางการภายในเดือนมิ.ย.นี้

ทั้งนี้กรอบระยะเวลาดำเนินงานโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ- เชียงใหม่นั้น คาดว่าภายในเดือนต.ค.นี้ จะเปิดให้เอกชน เสนอเงื่อนไขด้านเทคนิค เกี่ยวกับระบบตัวรถ และอาณัติสัญญาณ โดยช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก จะเริ่มให้บริการ ในปี 62 เบื้องต้นประเมินว่า มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยวันละ 14,000 คน ส่วนช่วงพิษณุโลก-เชียงใหม่ จะเริ่มให้บริการในปี 64 โดยมีปริมาณผู้ใช้เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 24,000 คน

ไทยแลกเปลี่ยนยางพันธุ์ดีกับประเทศสมาชิก IRRDB

นางสาวนภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยางหนองคาย สถาบันวิจัยยาง ในฐานะประธานคณะทำงานของตัวแทนนักปรับปรุงพันธุ์ยางของประเทศสมาชิกสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศหรือไออาร์อาร์ดีบี (IRRDB) เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยยางได้มีข้อตกลงร่วมกับประเทศสมาชิกสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ หรือไออาร์อาร์ดีบี (IRRDB) จำนวน 11 ประเทศจากทั้งหมด 16 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน เวียดนาม กัมพูชา เมียนมาร์ โกตดิวัวร์ ฝรั่งเศส ศรีลังกา และไทย จะร่วมมือกันแลกเปลี่ยนยางพันธุ์ดีเด่นที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ของแต่ละประเทศ ๆ ละ 3-5 สายพันธุ์ มีเป้าหมายรวม 52 สายพันธุ์ เพื่อวิเคราะห์และวิจัยความดีเด่นของพันธุ์ยางพารา รวมถึงสารพันธุกรรมของแต่ละสายพันธุ์ในพื้นที่ของประเทศสมาชิก

เบื้องต้นคาดว่า พันธุ์ยางที่แลกเปลี่ยนกันนี้ จะสามารถแนะนำเป็นยางพันธุ์ดีใช้ในประเทศไทยได้ไม่น้อยกว่า 45 สายพันธุ์ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการวิจัยในขั้นตอนพื้นฐานลงอย่างน้อย 15 ปี ช่วยประหยัดงบประมาณการวิจัยได้ถึง 720 ล้านบาท หรือคิดเป็น 60% หากสามารถแนะนำยางพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูงและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของไทย ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า คาดว่า จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้กว่า 5,000 ล้านบาท/ปี ขณะเดียวกันนักวิชาการของไทยยังได้สารพันธุกรรมใหม่มาใช้ในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ยางของไทยซึ่งมีอยู่แล้วกว่า 2,000 สายพันธุ์ ให้มีคุณภาพและผลผลิตสูงขึ้นในอนาคต

พาณิชย์หวั่นบาทแข็งแผนขายข้าวสะดุด

พาณิชย์กังวลบาทแข็งทำแผนขายข้าวสต๊อกสะดุด คืนเงินให้คลังไม่ได้ตามแผน ห่วงกระทบจำนำปีหน้า ไม่มีเงินพอใช้ พร้อมรอจังหวะเปิดประมูลข้าวรัฐเร็วๆ นี้

รายงานจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์มีความกังวลเป็นอย่างมากว่า ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จากก่อนหน้านี้ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ระดับ 28-29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้แผนการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาล และการคืนเงินจากการขายข้าวในสต๊อกให้กับกระทรวงการคลังไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น จะทำให้ราคาข้าวไทยแพงกว่าราคาข้าวของคู่แข่งสำคัญ ทั้งเวียดนาม และอินเดียจนผู้ซื้อไม่กล้าซื้อ

“หากค่าบาทยังแข็งค่าแบบนี้ แนวโน้มต่อไปประเทศผู้ซื้ออาจหันไปซื้อข้าวจากทั้ง 2 ประเทศแทน แม้ข้าวไทยจะมีคุณภาพดีกว่าก็ตาม ซึ่งจะกระทบกับการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) สัญญาใหม่ที่อยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลอีกหลายประเทศในขณะนี้ ทั้งเกาหลีใต้ ไนจีเรีย และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา ส่วนสัญญาเก่า 7.3 ล้านตันที่ทำไว้ตั้งแต่ปีก่อน ก็คงต้องปล่อยไป จะมาขอขึ้นราคาขายกับประเทศผู้นำเข้าไม่ได้แล้ว”

นอกจากนี้แม้ไทยจะสามารถเจรจาขายข้าวจีทูจี และทำสัญญาใหม่ๆ ได้ แต่เมื่อคิดมูลค่าที่ขายได้จากเงินดอลลาร์สหรัฐฯมาเป็นเงินบาท น่าจะทำให้รายได้ลดลงไปมาก และหากค่าเงินยังแข็งค่าอยู่ที่ระดับ 28-29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน ก็น่าจะทำให้เงินจากการขายของรัฐในปีนี้ไม่ถึง 180,000 ล้านบาทตามเป้าหมาย รวมถึงจะกระทบต่องบประมาณโครงการจำนำข้าวในปี 56/57 เนื่องจากรัฐบาลจะไม่ให้งบประมาณสำหรับจำนำข้าวรอบใหม่แล้ว และแต่ละปีจะใช้เงินจำนำไม่ต่ำกว่าปีละ 3 แสนล้านบาท

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า รัฐบาลจะมีเงินเพียงพอใช้รับจำนำข้าวเปลือกปี 55/56 รอบ 2 หรือโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 56 เพราะตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีก่อนจนถึงขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวในสต๊อกและมีเงินส่งคืนคลังแล้วเกือบ 80,000 ล้านบาท โดยไตรมาสแรกปีนี้ส่งคืนแล้วราว 40,000 ล้านบาท แต่ค่าเงินบาทที่แข็งค่า อาจทำให้รายได้จากการขายข้าวไทยลดลงไปบ้าง แต่หากมีการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าโดยเร็ว แผนการคืนเงินให้กระทรวงการคลังก็ไม่น่าจะได้รับกระทบ

“การขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลนั้น กระทรวงพาณิชย์ ยังรอจังหวะที่เปิดประมูลเป็นการทั่วไป เพราะต้องรอดูสภาพตลาดก่อนว่าจะระบายในช่วงเวลาใด และปริมาณเท่าไร เพื่อไม่ให้กระทบกับราคาในประเทศ”

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดแผนการคืนเงินจากการขายข้าวในสต๊อกรัฐที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวปี 54/55 ดังนี้ ไตรมาส 4 ปี 55 ถึงเดือนก.พ.56 มีเงินจากการระบายข้าวสะสมคืนให้คลัง 61,888 ล้านบาท ส่วนเดือนมี.ค.-ก.ย.56 จะมีเงินคืนทั้งสิ้น 149,083 ล้านบาท แบ่งเป็น เดือนมี.ค. 14,113 ล้านบาท เดือนเม.ย. 12,623 ล้านบาท เดือนพ.ค. 13,460 ล้านบาท เดือนมิ.ย. 13,061 ล้านบาท เดือนก.ค. 11,610 ล้านบาท เดือนส.ค. 10,901 ล้านบาท และเดือนก.ย. 11,427 ล้านบาท

ผลผลิตอ้อยทุบสถิติใหม่แตะ100 ล้านตัน

ผลผลิตอ้อยไทยจ่อแตะ 100 ล้านตัน ทุบสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ หลังเกษตรกรมันสำปะหลังเบนเข็มแห่ปลูกเพิ่ม

วันนี้ (29 เม.ย.) รายงานข่าวจากคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.) เปิดเผยว่า การเปิดหีบอ้อยฤดูการผลิตปี55/56 ตั้งแต่ 15 พ.ย.55 - 28 เม.ย. 56 มีปริมาณอ้อยเข้าหีบสูงถึง 99.68 ล้านตันซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากเดิมทำไว้ในฤดูที่แล้ว 97.98 ล้านตัน และคาดว่าในปีนี้น่าจะมีปริมาณอ้อยเข้าสู่โรงงานในระดับ 100 ล้านตัน เนื่องจากยังมีอ้อยส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้เข้าหีบอ้อย เนื่องจากมีเกษตรที่ปลูกมันสำปะหลังส่วนหนึ่งหันมาปลูกอ้อยแทน

“แม้ว่าอ้อยในปีนี้จะผลิตได้เกินเป้าหมายค่อนข้างมากแต่หากมองผลผลิตน้ำตาลทรายก็ถือว่าไม่ได้สูงนัก เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรเจอภัยแล้งทำให้ค่าความหวานลดลง จากเดิมที่อ้อยต่อตันได้น้ำตาลเฉลี่ยที่ 103 กก. เหลือเพียง 100.37 กก.เท่านั้น”

ขณะเดียวกันกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมที่จะตั้งคณะทำงานปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายขึ้นโดยมีนางอรรชกา สีบุญเรือง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 58 โดยจะมีกรรมการจากหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลหลังจากที่มีการจ้างสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษามาประกอบการพิจารณาเพื่อให้ทันฤดูการผลิตปี 56/57 นี้

“ขณะนี้โรงงานน้ำตาลทรายไม่เห็นด้วยกับการศึกษาของทีดีอาร์ไอ ขณะที่ชาวไร่อ้อยเองยังต้องขอเวลาศึกษาก่อน ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าหากจะดำเนินการได้น่าจะเป็นการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายบริโภคในประเทศ(โควตา ก.) แต่ก็ไม่ง่ายนักเพราะเครื่องมือในการดูแลการฮั้วราคาของผู้ผลิตและผู้ค้าอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์”

นายชัยวัฒน์ คำแก่นคูณ ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสานกล่าวว่า ในปีนี้มีโอกาสสูงที่จะผลิตอ้อยอยู่ในระดับ 100 ล้านตัน เนื่องจากขณะนี้ยังมีโรงงานบางแห่งเปิดหีบอยู่ ขณะเดียวกันชาวไร่อ้อยเตรียมที่จะนัดหารือกันถึงทิศทางการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าควรจะดำเนินการไปในทิศทางใด แต่คาดว่าคงจะไม่ทันใช้ในฤดูหีบหน้าแน่นอน

พาณิชย์รับบาทแข็งกระทบส่งออกหด

“บุญทรง” รับบาทแข็งค่ากระทบหนัก ส่งออกอาจโตต่ำกว่า5% ชี้ถ้าบาทแข็งถึง 28 บาทต่อดอลลาร์ มูลค่าส่งออกหายไปถึง 5 แสนล้าน แต่ยันไม่ปรับลดเป้าหมาย 8-9%

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ กล่าวยอมรับว่า หากเงินบาทยังแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง จะทำให้การส่งออกปีนี้เติบโตไม่ถึง 5% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8-9% มูลค่า 2.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ทั้งนี้ จะยังไม่ปรับลดเป้าหมายลงแต่อย่างใด เพราะต้องรับฟังสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณชย์)ประเมินข้อมูลมาก่อน ช่วงปลายเดือนพ.ค.นี้ รวมถึงขอประชุมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ก่อนด้วย

ทั้งนี้ ประเมินว่า หากการส่งออกจะขยายตัว 8-9% เงินบาทควรแข็งค่าที่ 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐต่อเนื่องตลอดทั้งปี รายรับการส่งออกที่ทอนกับมาเป็นเงินบาทนั้น จะหายไปถึง 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 2 บาท อยู่ที่ 28 บาทกว่า เท่ากับว่ามูลค่าการส่งออกทั้งปีมีสิทธิจะหายไป 5 แสนล้านบาท และถ้าค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องอีก จะทำให้มูลค่าการส่งออกลดลงต่อ อีกทั้งยังกระทบต่อจีดีพีประเทศ รวมถึงทำให้ภาคการผลิต โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งผลิตวัตถุดิบป้อนโรงงานขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะผู้ซื้อจะหันไปนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่าแทน

“มีความเป็นไปได้สูงที่การส่งจะขยายตัวไม่ถึง 5% เพราะตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทไทยแข็งค่าอย่างต่อเนื่องจนถึงขณะนี้แข็งแล้วกว่า 6% ซึ่งมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่แข็งค่าเพียง 1% ส่งผลกระทบให้ประเทศคู่ค้างดการสั่งซื้อสินค้าจากไทยไปมาก และมองว่าถ้าแนวโน้มค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้อีก จะเห็นผลกระทบส่งออกชัดเจนขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ซึ่งหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่เร่งหามาตรการลดผลกระทบ หรือร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เชื่อว่าไตรมาสสองอาจติดลบ จากไตรมาสแรกที่เติบโต 4.26%ได้”

ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ดูแลภาคการส่งออกรู้สึกหนักใจ เพราะหากไม่ร่วมมือกันอย่างเต็มที่ จะทำให้การส่งออกโดยรวมไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ ขณะนี้นายกรัฐมนตรี เป็นห่วงและต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือ เพื่อลดปัญหาผลกระทบจากเงินที่แข็งค่า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะไม่เข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะถือว่าเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงการคลังโดยตรง แต่จะส่งสัญญาณให้ทุกหน่วยงานได้รู้ว่าเงินบาทที่แข็งค่ากระทบต่อภาคการส่งออกมากเพียงใด

ส่วนการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับ กกร. วันที่ 26 เม.ย.นี้ จะรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับผลกระทบของค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นว่าภาคเอกชนต้องการให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เพื่อลดผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

ด้านนายโอฬาร ไชยประวัติ ประธานผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) กล่าวว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกิน 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งล่าสุดเงินบาทเริ่มอ่อนค่าลงมาแล้ว และเชื่อว่าหน่วยงานที่ดูแลกำลังมีมาตรการเสริมที่จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น โดยหากเงินบาทอยู่ในระดับ 29-30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เชื่อว่าการส่งออกสินค้าไทยในปี 56 ยังขยายตัวได้ในระดับ 8-9% แต่หากแข็งค่าไปมากกว่านั้น ก็น่าเป็นห่วงต่อการส่งออกไทย

เศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิก’56 ขยายตัวตํ่า

คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) คาดเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะขยายตัวในอัตราที่ค่อนข้างต่ำในปี 2556 หลังชะลอตัวลงอย่างชัดเจนในปี 2555 อันเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกภูมิภาค

รายงานการสำรวจด้านเศรษฐกิจและสังคมของเอเชียและแปซิฟิก 2013 (Economic and Social Survey of Asia and the Pacific 2013 : Forward-looking macroeconomic policies for inclusive and sustainable development) ชี้ว่าความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นและการสึกหรอของทรัพยากรธรรมชาติที่รุนแรง ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจมหภาคจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การพัฒนาของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกเป็นไปอย่างทั่วถึงและยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของแผนการพัฒนาหลังจากปี 2558

การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทว่านโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มยูโรโซนและสหรัฐอเมริกาที่ขาดความชัดเจนในช่วงตั้งแต่ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเริ่มขึ้นนั้น มีผลให้จีดีพีของประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกลดลงประมาณร้อยละ 3 หรือคิดเป็นความสูญเสียของจีดีพีที่ประมาณ 870 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

“รายงานสำรวจปี 2013 ย้ำเตือนให้เราเห็นถึงความจำเป็นของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและยั่งยืนมากขึ้น การปรับเปลี่ยนบทบาทของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคให้มีความสมดุลมากขึ้น ระหว่างบทบาทที่ส่งเสริมความมีเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจกับบทบาทที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเป็นสิ่งที่จำเป็น ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกยังต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ช่องว่างทางการพัฒนาและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังมีอยู่มาก และความเปราะบางทางสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มสูงขึ้น” ดร.โนลีน เฮย์เซอร์ รองเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ และเลขาธิการบริหารของเอสแคป ระบุ

การฟื้นตัวของอุปสงค์ของเศรษฐกิจโลกจากเศรษฐกิจสหรัฐ อเมริกาที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ที่ปรับตัวดีขึ้นมีส่วนช่วยให้ตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 6 ในปี 2556 จากร้อยละ 5.6 ในปี 2555 โดยคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวในอัตราที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 7.8 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 8 ในปี 2556 ในขณะที่เศรษฐกิจอินเดียก็น่าจะฟื้นตัวจากอัตราที่ค่อนข้างต่ำที่ร้อยละ 5 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 6.4 ในปี 2556

ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียเหนือและกลางซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซคาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยได้รับอานิสงส์จากราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง สำหรับภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันตกเฉียงใต้นั้น คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศอัฟกานิสถาน บังกลาเทศ ภูฏาน และศรีลังกาจะเติบโตในอัตราร้อยละ 6 หรือมากกว่าในปี 2556

ส่วนเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งพึ่งพาการส่งออกคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการค้าโลกที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ภายในประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าจะเติบโตถึงร้อยละ 6.6 ในปี 2556 นอกจากนี้ การบริโภคภาคครัวเรือนจะช่วยส่งเสริมอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ (ร้อยละ 6.2 ในปี 2556) และไทย (ร้อยละ 5.3 ในปี 2556) ในขณะที่เศรษฐกิจเวียดนามคาดว่าจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีและเติบโตที่ร้อยละ 5.5

เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในหมู่เกาะแปซิฟิกคาดว่าจะชะลอตัวลงในปี 2556 ทั้งนี้ เศรษฐกิจปาปัวนิวกินีซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้น่าจะขยายตัวในอัตราที่ลดลงอย่างมากจากภาคพลังงานที่อ่อนตัวลง

การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดต่ำลงเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีก่อนหน้าอาจกลายเป็นปรากฏการณ์จะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีข้างหน้าสำหรับประเทศหลายประเทศในภูมิภาค ทั้งนี้ มูลค่าของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศที่คาดว่าจะสูญเสียไปจากการขยายตัวที่ช้าลงนี้อาจมีมูลค่าประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2560

ปัญหาทางโครงสร้างในระยะยาว เช่น ปัญหาความไม่เท่าเทียมที่รุนแรงมากขึ้น และการขาดแคลนพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานทำให้ผลกระทบของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงยิ่งเด่นชัดขึ้น นอกจากนี้ยังมีประชากรกว่าพันล้านคนที่ต้องเผชิญกับการดำรงชีวิตที่ไม่มั่นคงและเปราะบาง ขณะที่ภาครัฐจำเป็นต้องลงทุนสำหรับการคุ้มครองทางสังคมและการดำเนินนโยบายการพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งได้แก่ การรับประกันการจ้างงาน การให้เงินบำนาญอย่างทั่วถึง เงินช่วยเหลือผู้พิการ รายจ่ายภาครัฐด้านสาธารณสุขที่สูงขึ้น การให้โอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง และการเข้าถึงแหล่งพลังงานที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง

แม้จะต้องมีการลงทุนด้านสาธารณูปโภค ทว่างบประมาณที่ต้องใช้จ่ายสำหรับโครงการเหล่านี้ประมาณร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 8 ของจีดีพีสำหรับประเทศหลายประเทศในภูมิภาคนี้นั้น รายงานฯ ระบุว่า ไม่น่าจะส่งผลลบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ.

........................................................................

"ไทยและจีน" ตัวอย่างที่ดี

ในบรรดามาตรการภาครัฐที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาอย่างทั่วถึง รายงานฯ ได้กล่าวถึงนโยบายค่าแรงขั้นต่ำที่นอกจากจะช่วยเหลือแรงงานแล้ว ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมผู้จ้างงานและเศรษฐกิจโดยรวมด้วย ทั้งนี้ ประเมินว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของประเทศไทยจะสามารถช่วยเพิ่มอัตราการขยายตัวของการจ้างงานได้ร้อยละ 0.6 และอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมได้ร้อยละ 0.7 ภายในปี 2558

การปรับสมดุลของเศรษฐกิจจีนที่มีเป้าหมายในการลดการพึ่งพาการส่งออกและเน้นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของนโยบายที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน เอสแคปประเมินว่าการค้าภายในภูมิภาคจะได้รับอานิสงส์จากการปรับสมดุลดังกล่าว โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกของประเทศเอเชียและแปซิฟิกอื่น ๆ ไปยังประเทศจีนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2556-2558 และทำให้มูลค่าการส่งออกโดยรวมของภูมิภาคขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.5 จากอัตราขยายตัวที่น่าจะเป็นในกรณีที่ไม่มีความพยายามในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจีน

เจ้าสัวซีพีรับซื้อแม็คโครแพงแต่คุ้มค่า

เจ้าสัว"ธนินท์" ยืนยัน ซื้อแม็คโครวันนี้ มีแต่เรื่องดี ๆ รับซื้อแพง แต่อนาคตเป็นของถูก เดินหน้านำสินทรัพย์แม็คโครไปตั้งกองทุนอสังหาฯ

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแนวทางการเข้าซื้อกิจการของบริษัทสยามแม็คโคร จำกัด(มหาชน) ว่า ซีพีสามารถใช้เงินกู้และกระแสเงินสดที่มีอยู่แล้ว มาซื้อกิจการของแม็คโคร โดยไม่ต้องเพิ่มทุนแต่อย่างใด อีกทั้งในอนาคตมีแผนที่จะนำสินทรัพย์ของแม็คโครมาจัดตั้งเป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ด้วย

“ทั้งนี้ในการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) นี้ หลายคนพูดว่าซื้อแพงเกินไป แต่ผมมองว่า แม็คโครยังเติบโตได้อีกมาก แม้ว่าวันนี้จะซื้อราคาแพง แต่มั่นใจว่าแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในอนาคตมีสูงมาก โดยเฉพาะการค้าปลีก และถือว่าคุ้มค่า คุ้มราคา เมื่อเทียบกับคุณภาพของพนักงาน ของการบริหารงาน ทำให้ของที่แพงในวันนี้ก็จะเป็นของที่ถูกในวันหน้า ที่สำคัญ ซีพีออล มีแผนจะขยายสาขาแม็คโครไปยังต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา รวมถึง จะพัฒนาร้านสาขา ไปสู่รูปแบบของซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วย เพราะที่ผ่านมา การที่แม็คโครไม่สามารถเติบโตได้เต็มที่มีเพียงเหตุผลเดียวคือผู้บริหารค่อนข้างเซฟตี้เกินไป”

การซื้อแม็คโครมาครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการแย่งลูกค้ากันแต่อย่างใด แต่กลับจะช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้ธุรกิจค้าปลีกของซีพีออลไปได้กว้างไกลยิ่งขึ้นมากกว่า เพราะแม็คโครมีลูกค้าหลายระดับ ตั้งแต่แม่ค้าย่อย ไปจนถึงโรงแรม ภัตตาคารระดับ 5-6 ดาว ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเกรงว่าจะเป็นการผูกขาดตลาดนั้น ยืนยันว่าไม่ได้กังวลแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาการที่แม็คโครไม่ได้เติบโตอย่างเต็มที่ เนื่องจากเจ้าของเดิมไม่ได้ปล่อยให้ขยายกิจการอย่างเต็มที่ เชื่อว่าหากเจ้าของเดิมไม่ได้ต้องการออกจากธุรกิจนี้ ก็คงจะไม่ขายเช่นกัน

ผู้ประกอบการอาหารสัตว์เล็งขอขึ้นราคา

รับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ขอขึ้นราคาอีกรอบ พาณิชย์ใจอ่อนเตรียมให้ขยับอาหารหมู ไก่ขึ้นได้

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงการดูแลราคาอาหารสัตว์ว่า กรมฯอยู่ระหว่างกำลังพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอาหารหมู และอาหารไก่ไข่ ตามที่สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ยื่นหนังสือขอปรับราคาเข้ามา 5-10% แต่การอนุมัติให้ปรับขึ้นราคา อาจไม่สูงเท่ากับที่ผู้ประกอบการร้องขอมา เพราะแม้ต้นทุนวัตถุดิบ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง จะมีราคาสูง แต่น่าจะได้รับผลดีจากการค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งช่วยชดเชยต้นทุนการนำเข้าได้ นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้อนุมัติให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าไทยมาช่วยผู้ผลิตด้วยอีกทาง

อย่างไรก็ตาม ในส่วนราคาอาหารหมู และไก่ไข่ที่ก่อนหน้านี้ กรมได้ขอความร่วมมือในการตรึงราคาขายไว้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว อาจจะพิจารณาให้ขยับราคาขึ้นมาเล็กน้อย เนื่องจากขณะนี้ราคาเนื้อสัตว์เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว ทั้งเนื้อหมูและไก่ไข่ ทำให้เกษตรกรกลับมามีกำไรอีกครั้ง หลังจากที่ขาดทุนไปก่อนหน้านี้ ทำให้ต้องช่วยลดภาระให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ลงบ้าง ส่วนจะปรับขึ้นเท่าไรนั้นต้องพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอีกครั้ง และขออนุมัติจากนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ พิจารณาก่อน

โรงยางอัดก้อนGMP สหกรณ์ตรัง…เพิ่มช่องทาง-สร้างโอกาสในตลาดโลก

สถาบันวิจัยยาง ปลื้มโรงยางอัดก้อนสหกรณ์ตรัง หลังได้รับใบรับรอง มาตรฐานจีเอ็มพี (GMP)แห่งที่ 2 ต่อจากสหกรณ์ยางจันดี พร้อมเตรียมเร่งพิจารณาออกเพิ่มอีก 4 แห่ง เผยเงื่อนไขการใช้วัสดุอุปกรณ์ คัดคุณภาพยางสำคัญที่สุด ขณะประธานสหกรณ์ตรังมั่นใจสร้างโอกาสด้านการตลาดและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

นายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวถึงสถานการณ์ยางแผ่นรมควันในประเทศไทยว่า จากข้อมูลในปี 2554 มีปริมาณการผลิตและส่งออกเป็นอันดับ 2 ของผลผลิตยางธรรมชาติ จากปริมาณการส่งออกยางแผ่นรมควัน 747,284 ตัน ในปี 2554 โดยสามารถทำรายได้เข้าประเทศถึง 115,400 ล้านบาท และยังเป็นสินค้าส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกอีกด้วย แต่เนื่องจากสถานการณ์ราคายางในประเทศที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2554 ทำให้เกิดผลกระทบต่อรายได้ชาวสวนยาง จึงจำเป็นต้องหามาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาราคาได้รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์

“ที่จริงแล้วกรมวิชาการเกษตร ได้ริเริ่มโครงการให้การรับรองคุณภาพการผลิตยางแผ่นรมควันอัดก้อนตามมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพที่ดี (Good Manufacturing Practice : GMP) ตั้งแต่ปี 2545 โดยกรมวิชาการเกษตรได้สนับสนุนเงินทุนก่อสร้างโรงอัดก้อนยางและโกดังเก็บยางของกลุ่มเกษตรกรขนาด 200 และ 500 ตัน จำนวน 146 แห่งทั่วประเทศและแล้วเสร็จในปี 2547 เพื่อมุ่งหวังให้สถาบันเกษตรกรเหล่านั้นรวมตัวกันและสามารถผลิตยางแผ่นรมควันอัดก้อนที่ได้มาตรฐานตามที่สถาบันวิจัยยางกำหนด”

ขณะที่ นางปรีดิ์เปรม ทัศนกุล นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยยางสงขลา กล่าวถึงเกณฑ์การพิจารณาออกใบรับรองคุณภาพการผลิตยางแผ่นรมควันอัดก้อนตามมาตรฐาน จีเอ็มพีนั้นประกอบด้วย 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ 1. การควบคุมคุณภาพกระบวนการผลิต โดยการควบคุมการใช้อุปกรณ์และการคัดคุณภาพตรงตามมาตรฐาน 2. เครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ในการผลิตโดยประเมินการควบคุมการจัดเก็บและการบำรุงรักษา 3. บุคลากร เน้นการแต่งกายอย่างรัดกุมและวิธีการปฏิบัติงาน และ 4. สถานประกอบการและสุขาภิบาล เน้นความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งโรงอัดก้อนยางต้องได้คะแนนรวมมากกว่าร้อยละ 80

“แต่เงื่อนไขสำคัญที่สุดคือการใช้วัสดุ อุปกรณ์ และการคัดคุณภาพยางอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นหัวข้อย่อยที่อยู่ในเกณฑ์ข้อที่ 1 โดยมีคะแนนไม่น้อยกว่า 25 คะแนน จึงจะผ่านการตรวจประเมินและใบรับรองคุณภาพนั้นจะต่ออายุปีต่อปี โดยสถาบันวิจัยยางจะติดตามตรวจประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 3 ครั้งต่อปีหากไม่ผ่านการตรวจประเมินจะยกเลิกการรับรองทั้งนี้เพื่อรักษามาตรฐานกระบวนการผลิตนั่นเอง” นางปรีดิ์เปรมเผย ระหว่างเป็นประธานในพิธีมอบใบรับรองคุณภาพการผลิตยางแผ่นรมควันอัดก้อนตามมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพที่ดี (จีเอ็มพี)แก่โรงยางอัดก้อนของชุมนุมสหกรณ์ตรัง จำกัด ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.ตรัง

ด้าน นายอุทัย ศรีเทพ ประธานชุมนุมสหกรณ์จังหวัดตรัง จำกัด กล่าวเสริมว่า หลังชุมนุมสหกรณ์จังหวัดตรัง จำกัด เข้าสู่มาตรฐานจีเอ็มพี มั่นใจว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานให้กับประเทศผู้ใช้ยางได้ เพราะนอกจากช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสถาบันเกษตรกรแล้ว ยังเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ายางพาราและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันพร้อมเสริมสร้างจุดขายให้กับสินค้ายางพาราของไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อีกด้วย

“ขณะนี้มีใบสั่งซื้อจากบริษัทผู้ส่งออกในประเทศ ในปริมาณ 100 ตันต่อเดือน และเมื่อเร็ว ๆ นี้มีลูกค้าจากรัสเซียได้มาดูกระบวนการผลิตที่โรงงาน ก็คาดว่าน่าจะมีออร์ เดอร์เข้ามาอีกในเร็ว ๆ นี้” นายอุทัยกล่าว

สำหรับกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ที่สนใจยื่นขอใบรับรองคุณภาพโรงอัดก้อนยางตามมาตรฐานจีเอ็มพีสามารถติดต่อขอรายละเอียดได้ที่สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กรุงเทพฯ หรือ ศูนย์วิจัยยางสงขลา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในวันและเวลาราชการ