คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) คาดเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะขยายตัวในอัตราที่ค่อนข้างต่ำในปี 2556 หลังชะลอตัวลงอย่างชัดเจนในปี 2555 อันเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกภูมิภาค
รายงานการสำรวจด้านเศรษฐกิจและสังคมของเอเชียและแปซิฟิก 2013 (Economic and Social Survey of Asia and the Pacific 2013 : Forward-looking macroeconomic policies for inclusive and sustainable development) ชี้ว่าความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นและการสึกหรอของทรัพยากรธรรมชาติที่รุนแรง ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจมหภาคจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การพัฒนาของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกเป็นไปอย่างทั่วถึงและยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของแผนการพัฒนาหลังจากปี 2558
การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทว่านโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มยูโรโซนและสหรัฐอเมริกาที่ขาดความชัดเจนในช่วงตั้งแต่ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเริ่มขึ้นนั้น มีผลให้จีดีพีของประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกลดลงประมาณร้อยละ 3 หรือคิดเป็นความสูญเสียของจีดีพีที่ประมาณ 870 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
“รายงานสำรวจปี 2013 ย้ำเตือนให้เราเห็นถึงความจำเป็นของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและยั่งยืนมากขึ้น การปรับเปลี่ยนบทบาทของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคให้มีความสมดุลมากขึ้น ระหว่างบทบาทที่ส่งเสริมความมีเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจกับบทบาทที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเป็นสิ่งที่จำเป็น ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกยังต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ช่องว่างทางการพัฒนาและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังมีอยู่มาก และความเปราะบางทางสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มสูงขึ้น” ดร.โนลีน เฮย์เซอร์ รองเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ และเลขาธิการบริหารของเอสแคป ระบุ
การฟื้นตัวของอุปสงค์ของเศรษฐกิจโลกจากเศรษฐกิจสหรัฐ อเมริกาที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ที่ปรับตัวดีขึ้นมีส่วนช่วยให้ตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 6 ในปี 2556 จากร้อยละ 5.6 ในปี 2555 โดยคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวในอัตราที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 7.8 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 8 ในปี 2556 ในขณะที่เศรษฐกิจอินเดียก็น่าจะฟื้นตัวจากอัตราที่ค่อนข้างต่ำที่ร้อยละ 5 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 6.4 ในปี 2556
ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียเหนือและกลางซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซคาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยได้รับอานิสงส์จากราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง สำหรับภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันตกเฉียงใต้นั้น คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศอัฟกานิสถาน บังกลาเทศ ภูฏาน และศรีลังกาจะเติบโตในอัตราร้อยละ 6 หรือมากกว่าในปี 2556
ส่วนเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งพึ่งพาการส่งออกคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการค้าโลกที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ภายในประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าจะเติบโตถึงร้อยละ 6.6 ในปี 2556 นอกจากนี้ การบริโภคภาคครัวเรือนจะช่วยส่งเสริมอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ (ร้อยละ 6.2 ในปี 2556) และไทย (ร้อยละ 5.3 ในปี 2556) ในขณะที่เศรษฐกิจเวียดนามคาดว่าจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีและเติบโตที่ร้อยละ 5.5
เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในหมู่เกาะแปซิฟิกคาดว่าจะชะลอตัวลงในปี 2556 ทั้งนี้ เศรษฐกิจปาปัวนิวกินีซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้น่าจะขยายตัวในอัตราที่ลดลงอย่างมากจากภาคพลังงานที่อ่อนตัวลง
การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดต่ำลงเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีก่อนหน้าอาจกลายเป็นปรากฏการณ์จะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีข้างหน้าสำหรับประเทศหลายประเทศในภูมิภาค ทั้งนี้ มูลค่าของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศที่คาดว่าจะสูญเสียไปจากการขยายตัวที่ช้าลงนี้อาจมีมูลค่าประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2560
ปัญหาทางโครงสร้างในระยะยาว เช่น ปัญหาความไม่เท่าเทียมที่รุนแรงมากขึ้น และการขาดแคลนพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานทำให้ผลกระทบของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงยิ่งเด่นชัดขึ้น นอกจากนี้ยังมีประชากรกว่าพันล้านคนที่ต้องเผชิญกับการดำรงชีวิตที่ไม่มั่นคงและเปราะบาง ขณะที่ภาครัฐจำเป็นต้องลงทุนสำหรับการคุ้มครองทางสังคมและการดำเนินนโยบายการพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งได้แก่ การรับประกันการจ้างงาน การให้เงินบำนาญอย่างทั่วถึง เงินช่วยเหลือผู้พิการ รายจ่ายภาครัฐด้านสาธารณสุขที่สูงขึ้น การให้โอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง และการเข้าถึงแหล่งพลังงานที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง
แม้จะต้องมีการลงทุนด้านสาธารณูปโภค ทว่างบประมาณที่ต้องใช้จ่ายสำหรับโครงการเหล่านี้ประมาณร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 8 ของจีดีพีสำหรับประเทศหลายประเทศในภูมิภาคนี้นั้น รายงานฯ ระบุว่า ไม่น่าจะส่งผลลบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ.
........................................................................
"ไทยและจีน" ตัวอย่างที่ดี
ในบรรดามาตรการภาครัฐที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาอย่างทั่วถึง รายงานฯ ได้กล่าวถึงนโยบายค่าแรงขั้นต่ำที่นอกจากจะช่วยเหลือแรงงานแล้ว ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมผู้จ้างงานและเศรษฐกิจโดยรวมด้วย ทั้งนี้ ประเมินว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของประเทศไทยจะสามารถช่วยเพิ่มอัตราการขยายตัวของการจ้างงานได้ร้อยละ 0.6 และอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมได้ร้อยละ 0.7 ภายในปี 2558
การปรับสมดุลของเศรษฐกิจจีนที่มีเป้าหมายในการลดการพึ่งพาการส่งออกและเน้นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของนโยบายที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน เอสแคปประเมินว่าการค้าภายในภูมิภาคจะได้รับอานิสงส์จากการปรับสมดุลดังกล่าว โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกของประเทศเอเชียและแปซิฟิกอื่น ๆ ไปยังประเทศจีนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2556-2558 และทำให้มูลค่าการส่งออกโดยรวมของภูมิภาคขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.5 จากอัตราขยายตัวที่น่าจะเป็นในกรณีที่ไม่มีความพยายามในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจีน