พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 ได้กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรไว้ 2 ประเภท คือ มาตรฐานสมัครใจ และมาตรฐานบังคับ ในส่วนของมาตรฐานบังคับนั้น ทางกฎหมายได้กำหนดให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าแล้วแต่กรณี ต้องขอรับรองการตรวจสอบและต้องได้รับใบรับรองตามมาตรฐานบังคับด้วย ปัจจุบันสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงและสหกรณ์ ได้จัดทำมาตรฐานบังคับสินค้าเกษตร นำร่อง 4 เรื่อง เพื่อปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ ทั้งยังเป็นมาตรการป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพไม่ให้เข้ามาตลาดในประเทศได้
นางนันทิยา อุ่นประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรได้มีมติเห็นชอบในหลักการจัดทำมาตรฐานบังคับสินค้าเกษตรนำร่อง 4 เรื่อง ได้แก่ 1.มาตรฐานเมล็ดถั่วลิสง : ข้อกำหนดปริมาณอะฟลาท็อกซิน(Aflatoxin)ในเมล็ดถั่วลิสงแห้ง 2.มาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับการรมผลลำไยสดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 3.มาตรการปฏิบัติทางสุขลักษณะที่ดีสำหรับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และ 4.มาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงเพาะฟักลูกกุ้งทะเล
ทั้งนี้ เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเป็นการยกระดับการผลิตและเป็นมาตรการปกป้องสินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี(AEC)ในอีก 2 ปีข้างหน้า จำเป็นต้องมีมาตรการปกป้องสินค้าด้อยคุณภาพหรือไม่มีความปลอดภัยไม่ให้เข้ามาขายในประเทศ ซึ่งมาตรฐานบังคับที่จะกำหนดใหม่นี้ จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยควบคุมสินค้าเกษตรนำเข้าและส่งออกให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
อะฟลาท็อกซินในถั่วลิสงถือเป็นปัญหาสำคัญที่มีความเสี่ยงสูง เพราะเป็นสารก่อมะเร็งและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ดังนั้น จึงต้องเร่งควบคุมและแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะขบวนการหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงการรวบรวมเมล็ดถั่วลิสงแห้ง การแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ต่างๆ นอกจากนั้นไทยผลิตเมล็ดถั่วลิสงใช้เองและนำมาใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปเพื่อส่งออกไม่เพียงพอ ยังต้องนำเข้าจากประเทศต่างๆ ซึ่งต้องควบคุมคุณภาพความปลอดภัยของการนำเข้าถั่วลิสงจากต่างประเทศด้วย อาทิจากจีน อินเดีย และลาว เป็นต้น
ส่วนโรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลำไยสดก็ต้องเร่งควบคุมเช่นเดียวกัน เนื่องจากปัจจุบันไทยมีการส่งออกสินค้าลำไยไปต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น มีตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ จีน และอินโดนีเซีย ซึ่งประเทศคู่ค้ามีความกังวลเรื่องสารตกค้างในสินค้า ไทยจึงต้องควบคุมสินค้าให้มีความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้าซึ่งจะทำให้การส่งออกและการค้าราบรื่นและไม่มีปัญหา
นางนันทิยากล่าวด้วยว่า ผลิตภัณฑ์นมเป็นสินค้าที่ต้องมีคุณภาพและมีความปลอดภัยสูงเนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้สูงอายุ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องควบคุมดูแลศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้มีสารตกค้างในน้ำนมดิบ ทั้งยังต้องไม่มีปริมาณแบคทีเรียสูงเกินไป ซึ่งต้องควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด รวมถึงประเด็นการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงเพาะฟักลูกกุ้งทะเล ทางกระทรวงเกษตรฯจะเร่งประกาศบังคับใช้มาตรฐานบังคับสินค้าเกษตรนี้อย่างเป็นทางการต่อไป
“นอกจากนั้น มกอช.ยังเร่งศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการจัดทำระบบคอมพาร์ทเม้นท์ (Compartment)สำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ว่ามีความเหมาะสมที่จะผลักดันเป็นมาตรฐานบังคับหรือไม่ เพื่อปกป้องการค้าระหว่างประเทศและช่วยลดการกีดกันทางการค้าในอนาคต และพัฒนาระบบการควบคุมการเลี้ยงสัตว์ของประเทศให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย” นางนันทิยา กล่าว

