แนวหน้า

รายงานพิเศษ : มกอช.สร้างมาตรฐานบังคับสินค้าเกษตร นำร่อง 4 เรื่อง

พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 ได้กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรไว้ 2 ประเภท คือ มาตรฐานสมัครใจ และมาตรฐานบังคับ ในส่วนของมาตรฐานบังคับนั้น ทางกฎหมายได้กำหนดให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าแล้วแต่กรณี ต้องขอรับรองการตรวจสอบและต้องได้รับใบรับรองตามมาตรฐานบังคับด้วย ปัจจุบันสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงและสหกรณ์ ได้จัดทำมาตรฐานบังคับสินค้าเกษตร นำร่อง 4 เรื่อง เพื่อปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ ทั้งยังเป็นมาตรการป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพไม่ให้เข้ามาตลาดในประเทศได้

นางนันทิยา อุ่นประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรได้มีมติเห็นชอบในหลักการจัดทำมาตรฐานบังคับสินค้าเกษตรนำร่อง 4 เรื่อง ได้แก่ 1.มาตรฐานเมล็ดถั่วลิสง : ข้อกำหนดปริมาณอะฟลาท็อกซิน(Aflatoxin)ในเมล็ดถั่วลิสงแห้ง 2.มาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับการรมผลลำไยสดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 3.มาตรการปฏิบัติทางสุขลักษณะที่ดีสำหรับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และ 4.มาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงเพาะฟักลูกกุ้งทะเล

ทั้งนี้ เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเป็นการยกระดับการผลิตและเป็นมาตรการปกป้องสินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี(AEC)ในอีก 2 ปีข้างหน้า จำเป็นต้องมีมาตรการปกป้องสินค้าด้อยคุณภาพหรือไม่มีความปลอดภัยไม่ให้เข้ามาขายในประเทศ ซึ่งมาตรฐานบังคับที่จะกำหนดใหม่นี้ จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยควบคุมสินค้าเกษตรนำเข้าและส่งออกให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

อะฟลาท็อกซินในถั่วลิสงถือเป็นปัญหาสำคัญที่มีความเสี่ยงสูง เพราะเป็นสารก่อมะเร็งและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ดังนั้น จึงต้องเร่งควบคุมและแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะขบวนการหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงการรวบรวมเมล็ดถั่วลิสงแห้ง การแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ต่างๆ นอกจากนั้นไทยผลิตเมล็ดถั่วลิสงใช้เองและนำมาใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปเพื่อส่งออกไม่เพียงพอ ยังต้องนำเข้าจากประเทศต่างๆ ซึ่งต้องควบคุมคุณภาพความปลอดภัยของการนำเข้าถั่วลิสงจากต่างประเทศด้วย อาทิจากจีน อินเดีย และลาว เป็นต้น

ส่วนโรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลำไยสดก็ต้องเร่งควบคุมเช่นเดียวกัน เนื่องจากปัจจุบันไทยมีการส่งออกสินค้าลำไยไปต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น มีตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ จีน และอินโดนีเซีย ซึ่งประเทศคู่ค้ามีความกังวลเรื่องสารตกค้างในสินค้า ไทยจึงต้องควบคุมสินค้าให้มีความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้าซึ่งจะทำให้การส่งออกและการค้าราบรื่นและไม่มีปัญหา

นางนันทิยากล่าวด้วยว่า ผลิตภัณฑ์นมเป็นสินค้าที่ต้องมีคุณภาพและมีความปลอดภัยสูงเนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้สูงอายุ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องควบคุมดูแลศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้มีสารตกค้างในน้ำนมดิบ ทั้งยังต้องไม่มีปริมาณแบคทีเรียสูงเกินไป ซึ่งต้องควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด รวมถึงประเด็นการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงเพาะฟักลูกกุ้งทะเล ทางกระทรวงเกษตรฯจะเร่งประกาศบังคับใช้มาตรฐานบังคับสินค้าเกษตรนี้อย่างเป็นทางการต่อไป

“นอกจากนั้น มกอช.ยังเร่งศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการจัดทำระบบคอมพาร์ทเม้นท์ (Compartment)สำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ว่ามีความเหมาะสมที่จะผลักดันเป็นมาตรฐานบังคับหรือไม่ เพื่อปกป้องการค้าระหว่างประเทศและช่วยลดการกีดกันทางการค้าในอนาคต และพัฒนาระบบการควบคุมการเลี้ยงสัตว์ของประเทศให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย” นางนันทิยา กล่าว

ชงบอร์ด BOI ยกเลิกระบบโซนนิ่งพร้อมขอส่งเสริมการลงทุน 26 โครงการ 1 แสนล้านบาท

นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนองรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานในวันที่ 13 มีนาคม 2556 จะพิจารณาร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ในระยะ 5 ปี (พ.ศ.2556-2560) และบีโอไอได้รับฟังความเห็นผู้ประกอบการทั่วประเทศมาแล้ว

โดยผลประชาพิจารณ์พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการปรับแนวทางเดิมที่มีการส่งเสริมตามเขตพื้นที่(ประกอบด้วย เขต 1 เขต 2 และเขต 3) หรือระบบโซนนิ่ง มาเป็นการส่งเสริมให้เกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาคอย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ประกอบการบางส่วนเห็นว่าระบบโซนนิ่งยังมีความสำคัญเพื่อให้เกิดการลงทุนในต่างจังหวัด

นอกจากนี้ผู้ประกอบการบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการตัดประเภทกิจการส่งเสริมการลงทุนออก ซึ่งคณะกรรมการบีโอไอจะพิจารณาความเห็นของผู้ประกอบการว่า ควรตัดประเภทกิจการออกตามร่างเดิมที่กำหนดไว้ 80 กิจการ หรือไม่อย่างไร โดยคณะกรรมการอาจมีความเห็นเพิ่มเติมให้ไปรับฟังความเห็นเพิ่มเติมก็ได้ แต่ถ้ากิจการใดที่สอดคล้องกับแนวทางของร่างยุทธศาสตร์ใหม่ก็อาจกำหนดสิทธิประโยชน์ให้ เช่น การสร้างมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมสีเขียว

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ประชุมจะพิจารณาเรื่องการปรับสิทธิประโยชน์ใหม่และการทบทวนประเภทกิจการที่อาจถูกยกเลิกส่งเสริม โดยในร่างเดิมกำหนดให้ยกเลิกกิจการที่จะส่งเสริมการลงทุนประมาณ 80 กิจการ แต่เมื่อไปรับฟังความเห็นของผู้ประกอบการแล้วไม่เห็นด้วย เพราะจะไม่จูงใจให้เกิดการลงทุนในภูมิภาค ซึ่งทำให้บีโอไออาจปรับร่างยุทธศาสตร์ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ทั้งนี้ผู้ประกอบการให้ความเห็นว่าร่างยุทธศาสตร์ใหม่เอื้อต่อการลงทุนของต่างชาติ ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ของไทย ขอรับส่งเสริมการลงทุนได้ยาก ซึ่งบีโอไอรับข้อเสนอนี้มา และจะพิจารณากำหนดสิทธิประโยชน์สำหรับเอสเอ็มอี โดยได้นำมาตรการส่งเสริมการลงทุนแก่เอสเอ็มอีที่ประกาศใช้อยู่ในขณะนี้ปรับปรุงมาเป็นแนวทางในร่างยุทธศาสตร์ใหม่ ซึ่งมาตรการส่งเสริมการลงทุนเอสเอ็มอีที่ผ่านมาใช้ได้ผลแต่ต้องปรับรายละเอียดให้สอดคล้องกับร่างยุทธศาสตร์ใหม่

นอกจากนี้ที่ประชุมยังจะพิจารณาส่งเสริมการลงทุนรวม 26 โครงการ มูลการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการที่จะพิจารณาครั้งนี้กระจายอยู่ในหลายประเภทกิจการ และส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และยางรถยนต์ รวมทั้งการขนส่งทางอากาศที่มีสายการบินรายใหญ่เตรียมจะลงทุนจัดหาเครื่องบินใหม่รวมวงเงินลงทุนประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อขยายเส้นทางการบินใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีโครงการลงทุนในกิจการบริการสาธารณูปโภค โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานชีวมวลที่มีผู้ประกอบการสนใจลงทุนต่อเนื่อง และที่เหลือเป็นโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหาร ห้องเย็นแช่แข็ง สิ่งทอ ปิโตรเคมี และนิคมอุตสาหกรรม

จับตาผลผลิตผลไม้ภาคเหนือ สศก.เตือนอากาศแปรปรวนและร้อนจัด อาจฉุดผลผลิตลดลง

เกษตรกรรมนับเป็นอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากสภาพดินฟ้าอากาศมากที่สุด ไม่ว่าจะน้ำท่วมหรือฝนแล้ง ล้วนทำให้ผลผลิตการเกษตรเสียหาย ดังนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือสศก.จึงได้ทำการเกาะติดสถานการณ์ผลผลิตผลไม้ที่สำคัญในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของภาคเหนือ ซึ่งมีผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญคือ ลิ้นจี่ และลำไย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดช่วงปลายเมษายนนี้ ในปริมาณมาก

ดังนั้นการพยากรณ์ผลผลิตการเกษตรเป็นการจัดทำข้อมูลล่วงหน้าก่อนที่จะมีผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อเป็นข้อมูลที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ อีกทั้งเกษตรกรจำเป็นที่จะต้องรับทราบข้อมูลสถานการณ์การพยากรณ์ช่วงดังกล่าวเพื่อเตือนสภาพอากาศ ซึ่งมีผลต่อผลผลิตของผลไม้เมืองเหนือ

นายสุรศักดิ์ พันธ์นพ รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในช่วงปลายเดือนเมษายน จะเป็นช่วงที่ลิ้นจี่ ของภาคเหนือทยอยออกสู่ตลาด ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่าสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจทำให้ผลไม้ตามฤดูกาลของไทยต้องออกล่าช้ากว่าปกติประมาณ 1 เดือน ซึ่งในส่วนของผลไม้ภาคเหนือ 2 ชนิด ทั้งลิ้นจี่และลำไย พบว่า ลิ้นจี่ของไทยจะเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง มิถุนายน อย่างไรก็ตามเนื่องจากในภาคเหนือปีนี้ อากาศหนาวเย็นไม่ต่อเนื่อง และในบางพื้นที่มีฝนตกทำให้ต้นลิ้นจี่แตกใบอ่อน การออกดอกกะปริดกะปรอย ส่งผลให้ปีนี้แหล่งผลิตใหญ่ใน 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และน่าน มีผลผลิตลดลงจากปีที่แล้ว โดยคาดว่าผลผลิตจะเหลือประมาณ 52,000 ตัน ซึ่งน้อยกว่าปีที่แล้ว นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์ของผลผลิตที่อาจลดลงได้อีก หากกระทบอากาศร้อนจัดในช่วงเดือนมีนาคม ถึง เมษายนนี้ รวมทั้งพายุฤดูร้อนที่จะรุนแรงขึ้นตามสภาพอากาศที่แปรปรวน

สำหรับลำไย สศก. คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวนเช่นกัน ที่มีลักษณะบางวันหนาว บางวันร้อน และฝนที่ตกผิดฤดู โดยขณะนี้เริ่มทยอยออกดอกแล้วแต่ช่อดอกไม่สมบูรณ์อีกทั้งการออกดอกก็ล่าช้ากว่าปกติ โดยพบว่า แหล่งผลิตใหญ่ใน 8 จังหวัดภาคเหนือซึ่งได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา น่าน ลำปาง ตาก และแพร่ จะมีผลผลิตทั้งปีประมาณ 622,000 ตัน ผลผลิตในฤดูทยอยเก็บตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึง กันยายน ประมาณ 507,000 ตันอย่างไรก็ตาม คาดว่าผลผลิตจะลดลงอีก จากอากาศที่ร้อนจัดและพายุฤดูร้อนในเดือนเมษายนนี้ ทั้งนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องให้ทราบเป็นระยะต่อไป

ทั้งนี้สำหรับ ลิ้นจี่ ถือเป็นไม้ผลกึ่งเมืองร้อน ลำต้นเป็นทรงพุ่มแผ่กว้าง เมื่อเจริญเต็มที่ลำต้นสูงประมาณ 10-12 เมตร เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ของภาคเหนือ เจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศหนาว ชอบดินร่วนซุย ความเป็นกรดเป็นด่างระหว่าง 5-6 มีการระบายน้ำดี และควรมีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 400 เมตร ต้องการอากาศหนาวในช่วงออกดอก คือ ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 250 ชั่วโมง หรือต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง แต่มีบางพันธุ์ซึ่งเป็นลิ้นจี่ที่ปลูกในเขตภาคกลาง ได้แก่ พันธุ์ค่อม สามารถออกดอกติดผลได้ในสภาพอากาศภาคกลาง ปริมาณน้ำฝนที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 1,000-1,500 มิลลิเมตร/ปี ความชื้นสัมพัทธ์ในระยะก่อนออกดอก ควรต่ำกว่า 80% และในระยะติดผลอยู่ในช่วง 80- 100% ลิ้นจี่อายุประมาณ 3 ปี ถ้ามีการดูแลรักษาและการตัดแต่งที่ดี ลิ้นจี่จะให้ผลผลิตได้ดีมากกว่า 30 ปี ระยะเวลาตั้งแต่ออกดอกถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 4 เดือน ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 200 กิโลกรัม/ต้น ขนาดผลลิ้นจี่อยู่ระหว่าง 60-90 ผล/กิโลกรัม ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตระหว่างกลางเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม

ส่วนลำไยถือเป็นไม้เมืองเหนือที่สำคัญทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับลิ้นจี่ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปลูกลำไย คือช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูฝน จะได้น้ำช่วงแรกเพื่อให้ลำไยตั้งตัวได้ในระยะแรก 3-4 เดือน ก่อนเข้าสู่ช่วงฝนตกหนัก(สิงหาคม-กันยายน) และฝนจะทิ้งช่วงในเดือนตุลาคม-มกราคม และเข้าสู่ฤดูแล้ง(กุมภาพันธ์-เมษายน) ซึ่งจะต้องมีการจัดการน้ำที่ดี ในระยะปีที่ 1-2 ซึ่งถือว่าเป็นปีที่ลำไยตั้งตัวและจะรอดได้ จำเป็นต้องไม่ให้ขาดน้ำในฤดูแล้ง และไม่ให้น้ำท่วมขังในฤดูฝนด้วย โดยลำไยถือเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าอย่างมหัศจรรย์ไม่เพียงแต่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการจากสารอาหาร ที่จำเป็นต่อร่างกายไม่ว่าจะเป็นวิตามิน เกลือแร่ และแร่ธาตุอีกหลายชนิดที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพเท่านั้น ลำไย ยังมีคุณค่าทางการแพทย์และเภสัชอีกด้วย ในทางการแพทย์แผนโบราณของจีนนั้น ได้นำลำไยโดยเฉพาะลำไยแห้ง ซึ่งมีสรรพคุณ ใช้บำรุงหัวใจ บำรุงเลือด บำรุงประสาทตาบำรุงผิวพรรณ ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการเครียด กระวนกระวาย นอนไม่หลับ เป็นต้น มาเป็นส่วนผสมในตัวยาด้วย จึงทำให้ลำไยเป็นไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญที่รัฐบาลจัดให้อยู่ในกลุ่มสินค้าเพื่อการส่งออก มูลค่าการส่งออกสูงปีละหลายพันล้านบาท ทั้งในรูปลำไยสดอบแห้ง แช่แข็ง และลำไยกระป๋อง ตลาดส่งออกลำไยสด ลำไยอบแห้งลำไยแช่แข็งและลำไยกระป๋องของประเทศไทย ทั้งนี้ตลาดส่งออกลำไยที่สำคัญของไทย แบ่งเป็น ลำไยสด ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ลำไยอบแห้ง จีน ฮ่องกง เวียดนาม สิงคโปร์ลำไยแช่แข็งสหรัฐอเมริกา ลำไยกระป๋อง มาเลเซีย เป็นต้น

รง.อาหารสัตว์เจ๊งกว่า100ราย โวยต้นทุนพุ่งแต่พณ.กดราคา

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า ขณะนี้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ โดยเฉพาะสุกรและไก่ เพิ่มขึ้นประมาณ 5-10 % ซึ่งก่อนหน้านี้ขอปรับราคาขายแล้ว แต่กระทรวงพาณิชย์ยังไม่อนุมัติปรับราคา แต่สมาคมฯ จะติดตามทวงถามต่อไป

นายพรศิลป์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ผลิตบางรายที่ยังคงผลิตอาหารสุกรและไก่ต่อไปได้ เนื่องจากยังคงเกลี่ยต้นทุนกับอาหารสัตว์ชนิดอื่นที่พอจะมีกำไรบ้างเข้ามาชดเชย อย่างไรก็ตาม คาดว่าภายใน 3 เดือนนับจากนี้ไป ผู้ผลิตอาหารสัตว์รายเล็กที่มีอยู่กว่า 100 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตอาหารสัตว์เอง เพราะเห็นว่าถูกกว่าการซื้ออาหารสัตว์สำเร็จรูปจากรายใหญ่ จะต้องหยุดการผลิตอาหารสัตว์ลง หรือบางรายเลิกกิจการ หรือหันไปซื้อจากผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่แทน

“ต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น 5-10 % ทางสมาคมฯ ประกอบด้วยผู้ประกอบการรายใหญ่ 56 บริษัท เคยขอหารือกับกระทรวงพาณิชย์ให้ช่วยจัดหาปลายข้าว จำนวน 1 ล้านตัน ราคาพิเศษ เพื่อช่วยเหลือลดต้นทุนผู้ผลิตอาหารสัตว์แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับมา “

นายพรศิลป์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันรัฐบาลให้การสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แต่เมื่อผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ออกสู่ตลาด ราคาก็ถูกควบคุมเอาไว้ ซึ่งข้อเท็จจริงน่าจะปล่อยให้เนื้อสัตว์ขายปลีกสามารถสะท้อนราคาที่แท้จริงได้ แต่ประชาชนมีทางเลือกในการซื้อบริโภค โดยสามารถเลือกซื้อสินค้าเนื้อสัตว์หรือไข่ไก่ราคาปกติ หรือสินค้ากลุ่มที่ได้รับการอุดหนุนราคาจากรัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์อาจร่วมมือกับโมเดิร์นเทรดและตลาดขนาดใหญ่ จัดมุมสินค้าราคาพิเศษคู่กับราคาปกติให้เลือกซื้อได้ แต่รัฐจำเป็นต้องพิจารณาตั้งกองทุนอุดหนุนราคา วงเงินไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท มาดำเนินการอุดหนุนราคาทั่วประเทศ

สศก.เกาะติดผลไม้ภาคเหนือ อากาศแปรปรวน-ผลผลิตลด

นายสุรศักดิ์ พันธ์นพ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ช่วงปลายเดือนเมษายน เป็นช่วงที่ลิ้นจี่ของภาคเหนือทยอยออกสู่ตลาด ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ของ สศก. คาดว่าสภาพอากาศที่แปรปรวน อาจทำให้ผลไม้ตามฤดูกาลของไทยต้องออกล่าช้ากว่าปกติประมาณ 1 เดือน ซึ่งในส่วนของผลไม้ภาคเหนือ 2 ชนิดทั้งลิ้นจี่และลำไย พบว่า ลิ้นจี่ของไทยจะเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง มิถุนายน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในภาคเหนือปีนี้ อากาศหนาวเย็นไม่ต่อเนื่อง และในบางพื้นที่มีฝนตกทำให้ต้นลิ้นจี่แตกใบอ่อน การออกดอกกะปริดกะปรอย ส่งผลให้ปีนี้แหล่งผลิตใหญ่ใน 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และน่าน มีผลผลิตลดลงจากปีที่แล้ว โดยคาดว่าผลผลิตจะเหลือประมาณ 52,000 ตัน ซึ่งน้อยกว่าปีที่แล้ว นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์ของผลผลิตที่อาจลดลงได้อีก หากกระทบอากาศร้อนจัดในช่วงเดือนมีนาคม ถึง เมษายนนี้ รวมทั้งพายุฤดูร้อนที่จะรุนแรงขึ้นตามสภาพอากาศที่แปรปรวน

นอกจากนี้ สศก. ยังประเมินผลผลิตลำไยว่า จะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนเช่นกัน โดยขณะนี้เริ่มทยอยออกดอกแล้วแต่ช่อดอกไม่สมบูรณ์อีกทั้งการออกดอกก็ล่าช้ากว่าปกติ โดยพบว่าแหล่งผลิตใหญ่ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา น่าน ลำปาง ตาก และแพร่ จะมีผลผลิตทั้งปีประมาณ 622,000 ตัน ผลผลิตในฤดูทยอยเก็บตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึง กันยายน ประมาณ 507,000 ตัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลผลิตจะลดลงอีก จากอากาศที่ร้อนจัดและพายุฤดูร้อนในเดือนเมษายนนี้ ทั้งนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องให้ทราบเป็นระยะต่อไป

TDRIเสนอรัฐปฏิรูปอุตสาหกรรมอ้อย จี้ “พาณิชย์”เลิกคุมราคาน้ำตาล

TDRIเสนอรัฐปฏิรูปอุตสาหกรรมอ้อย จี้ “พาณิชย์”เลิกคุมราคาน้ำตาล หันมาป้องกันฮั้ว-ผูกขาดตลาด

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)โดย ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง และ คณะ ได้จัดทำบทวิจัย “การศึกษาเพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทย”ชี้ว่า ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่และโรงงานในสัดส่วน70:30 ที่ใช้มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2525/26 ควรได้รับการปรับปรุง โดยแบ่งผลประโยชน์ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น รวมทั้งยกร่าง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทรายฉบับใหม่ขึ้นมาด้วย

“การกำหนดราคาอ้อยที่ผ่านมาใช้วิธีการจัดการที่ซับซ้อน รวมทั้งอาศัยแรงกดดันทางการเมือง ในขณะเดียวกันวิธีการคิดส่วนแบ่งก็ไม่ได้คำนึงถึงรายได้จากผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะหลัง ซึ่งชาวไร่เห็นว่าไม่เป็นธรรม” บทวิจัย ระบุ

ดร. วิโรจน์ กล่าวว่า หัวใจของข้อเสนอการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยคือ การกำหนดและปรับปรุงกติกาต่าง ๆ ของระบบให้เป็นกติกาที่สะท้อนและสอดคล้องกับคุณสมบัติที่ดีของตลาดที่มีการแข่งขันมากที่สุด และสามารถปรับตัวตามตลาดได้ ตัวอย่างเช่น ในระบบปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ได้จากอ้อยที่ไม่ได้ถูกนำมารวมในการคำนวณราคาอ้อย ดังนั้น ถ้าการคำนวณราคาอ้อยยังอิงผลิตภัณฑ์เดิม ส่วนแบ่งของชาวไร่อ้อยก็ควรต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าสัดส่วน 70:30 ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลอินเดียก็เสนอระบบที่ให้คิดส่วนแบ่งจากรายได้จากทุกผลิตภัณฑ์ที่ 70:30 แต่ให้เพิ่มเป็น 75:25 ถ้าคิดเฉพาะรายได้จากน้ำตาล

นอกจากนี้ เห็นว่าน้ำตาลเป็นสินค้าที่มีราคาผันผวนมาก โดยผู้วิจัยได้เสนอให้ปรับให้ กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย มาทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้คณะวิจัยได้สรุปข้อเสนอการปฎิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยดังนี้

1. ข้อเสนอสำหรับตลาดน้ำตาลภายในประเทศ ให้รัฐเลิกควบคุมราคาน้ำตาล และหันมาควบคุมปริมาณแทน - เมื่อรัฐเลิกควบคุมราคาก็จะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำตาลหายไปจากตลาดอีกต่อไป และถ้ารัฐควบคุมให้มีปริมาณน้ำตาลเพียงพอสำหรับการบริโภคและอุตสาหกรรมในประเทศราคาน้ำตาลภายในประเทศก็จะไม่สูงกว่าที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังเสนอให้รัฐอนุญาตให้นำเข้าน้ำตาลทรายโดยเสรีเพื่อป้องปรามการรวมหัวกันตั้งราคาน้ำตาลที่สูงเกินควร (แต่ในสถานการณ์ปกติที่ไม่มีพฤติกรรมการตั้งราคาแบบผูกขาดนั้น มาตรการนี้จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ เพราะจะไม่คุ้มที่จะนำเข้าน้ำตาลจากต่างประเทศเข้ามาแข่ง)

2. ข้อเสนอในการกำหนดราคาอ้อยและการปรับบทบาทของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายในด้านการรักษาเสถียรภาพราคาอ้อย ให้ยึดตัวเลขส่วนแบ่งเดิมคือ 70:30 - แต่ปรับวิธีการคำนวณที่ทำให้ชาวไร่ได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น โดยคำนวณรายรับจากน้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทรายขาวอย่างละครึ่ง และคิดมูลค่าของกากน้ำตาล (โมลาส) เพิ่มอีกร้อยละ 8 ของราคาน้ำตาล

3. ข้อเสนอด้านองค์กรและกฎหมาย - ปรับองค์กรให้สอดคล้องกับข้อเสนอสามด้านแรก ดังนี้ บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ - ให้เลิกควบคุมราคาแต่หันมาดูแลไม่ให้มีการผูกขาดหรือฮั้วราคาของกลุ่มผู้ผลิต พร้อมกันนี้ให้ตั้งสถาบันวิจัยอ้อยน้ำตาล และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง–เพื่อการพัฒนาของอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน

ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า แม้ว่าการปรับระบบตามข้อเสนอชุดนี้สามารถทำได้ทุกข้อภายใต้ พรบ.อ้อยและน้ำตาลทราย พศ.2527 แต่ทีมวิจัยได้ยกร่าง พรบ.อ้อยและน้ำตาลทรายฯ ฉบับใหม่เพื่อเป็นหลักประกันให้มีการดำเนินการตามข้อเสนออย่างคงเส้นคงวา ไม่เปลี่ยนกลับไปกลับมาตามดุลยพินิจของผู้บริหารโดย พรบ.ใหม่จะช่วยลดความคลุมเครือ และกำหนดกติกาและแนวทางปฎิบัติที่ชัดเจนและรัดกุมมากขึ้น

พาณิชย์เคาะกรอบจำนำข้าว3.2แสนล. โยนสบน.ช่วยหาเงินหนุน

พาณิชย์เคาะกรอบจำนำข้าว3.2แสนล. โยนสบน.ช่วยหาเงินหนุน ชงกขช.ชี้ขาดกลางมี.ค.นี้

พาณิชย์เคาะกรอบวงเงินรับจำนำข้าวรอบปี 55/56กว่า3 .2 แสนล้าน โดยให้สบน.รับหน้าที่จัดหาเงินให้ 1.4 แสนล้านที่เหลือมาจากการขายข้าว 1.8 แสนล้านพร้อมชงเรื่องให้กขช.พิจารณากลางเดือนมีนาคมนี้

นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำบัญชีหมุนเวียนและกรอบส่งเงินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ซึ่งมีตัวแทนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ร่วมประชุมด้วย ว่า ได้มีการประเมินวงเงินที่จะใช้ในการรับจำนำข้าวฤดูกาลใหม่ ปีการผลิต 2555/2556 ทั้งนาปี และนาปรัง โดยคาดว่าจะใช้เงินกว่า 320,000 ล้านบาท แบ่งเป็นใช้สำหรับนาปี 2 แสนล้านบาท และนาปรังประมาณ 1 แสนล้านบาท

โดยคาดการณ์ผลผลิตข้าวที่จะเข้าสู่โครงการในปีนี้อาจจะลดลง เนื่องจากประสบภาวะภัยแล้งรุนแรงในบางพื้นที่ ทำให้ผลผลิตข้าวนาปรังจะลดลงเหลือเพียง 6 ล้านตัน ข้าวเปลือก จากปีที่ผ่านมาที่มีผลผลิตกว่า 14 ล้านตันทำให้วงเงินในการรับจำนำรอบนี้ น่าจะลดลงเหลือเพียงไม่เกิน 3 แสนล้านบาท น้อยกว่าปีที่ผ่านมาที่ใช้วงเงินประมาณ 330,000 ล้านบาท

เม็ดเงินที่จะนำมาใช้ในการรับจำนำ รอบฤดูกาลผลิตนี้ ส่วนหนึ่งให้ทาง สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) เป็นผู้จัดหาซึ่งได้วงเงินมาประมาณ 140,840 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะนำมาจากเงินที่ได้จากการขายข้าวในฤดูกาลผลิต ปี 54/55 ที่ผ่านมา ทั้งจากการขายแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี และขายให้กับเอกชน ที่ ณ สิ้นเดือนกันยายน มีเม็ดเงินจากการขายข้าวประมาณ 180,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่จะใช้ในการรับจำนำ โดยจะนำผลการประชุมครั้งนี้เสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าว ( กขช.) ในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ ทั้งนี้ปัจจุบัน สตอกข้าวมีอยู่ประมาณ 5 ล้านตัน เป็นปลายข้าว 3 ล้านตัน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ทำความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับการคืนเงินจากการขายข้าวในโครงการรับจำนำกับ ธ.ก.ส. แล้ว และยืนยันว่า ไม่มีปัญหาในเรื่องการคืนเงินนำส่ง และมีเงินหมุนเวียนเพียงสำหรับบจำนำรอบใหม่ โดยในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา สิ้นสุด เดือนกันยายน 2555 กระทรวงพาณิชย์ มีเงินจากการขายข้าวจากโครงการรับจำนำเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และตามกรอบวงเงินที่กำหนดกันไว้ตั้งแต่ต้น แต่ยอมรับว่าอาจเกิดความไม่เข้าใจในเรื่อง ปีบัญชีของแต่ละฤดูการผลิตในอดีต แต่ได้ทำความเข้าใจกันแล้ว

ก่อนหน้านี้นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยให้ความเห็นว่ารัฐบาลควรปรับลดราคาการรับจำนำในส่วนของข้าวเปลือกเจ้า มาอยู่ที่ตันละ 13,000 บาท จากเดิมกำหนดราคาที่ตันละ 15,000 บาท เพื่อให้ราคาใกล้เคียงกับราคาตลาด ที่ปัจจุบันอยู่ที่ราคาตันละประมาณ 10,000 บาท เพราะการกำหนดราคาที่สูงเกินจริง ทำให้ราคาข้าวไทยในตลาดโลก สูงกว่าหลายประเทศ และทำให้ไม่สามารถส่งออกได้ ซึ่งการกำหนดราคาที่ 15,000 บาท รัฐบาลดำเนินการตามที่หาเสียงไว้ และเมื่อสถานการณ์ความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้น จึงควรที่จะปรับลดราคาเพดานลง เพื่อลดการใช้งบประมาณในการรับจำนำ แก้ไขปัญหาสภาพคล่องของธ.ก.ส. รวมทั้งลดปริมาณข้าวในสต๊อกของรัฐบาล ทำให้การส่งออกข้าวดีขึ้นด้วย

รายงานพิเศษ : กรมข้าวจับมือ6หน่วยงานเกษตรฯ สานต่อโครงการจัดระบบปลูกข้าว

การทำนาของเกษตรกรไทยในยุคปัจจุบันที่ปลูกข้าวต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมากๆ จะได้เข้าโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาล โดยไม่คำนึงถึงอนาคตว่าผืนนาจะเสื่อมโทรม น้ำจะไม่พอใช้ แมลงศัตรูข้าวจะระบาดมากขึ้นหรือไม่ หรือปัญหาที่จะตามมาอีกนานัปการ ซึ่งการกระทำที่มองแต่ผลตอบแทนเป็นแรงขับนี้เองนับเป็นความเสี่ยงอย่างมาก ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปรับรองว่าผลกระทบจะต้องเกิดขึ้นกับอาชีพกระดูกสันหลังของชาติ และกระทบต่อการเป็นผู้ส่งออกข้าวของโลกอย่างแน่นอน

นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การทำนาของชาวนาไทยมีปัญหาสะสมมานาน ซึ่งล้วนแต่เป็นความเสี่ยงที่ก่อให้ไม่เกิดความมั่นคงในอาชีพ โดยสามารถจำแนกปัญหาออกเป็นเรื่องน้ำ โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำ ข้าวเป็นพืชใช้น้ำมาก และยิ่งมีการปลูกข้าวต่อเนื่องและปลูกข้าวไม่พร้อมกันในบริเวณใกล้เคียงกัน ส่งผลกระทบต่อแผนการจัดสรรน้ำ ที่สำคัญจากข้อมูลกรมชลประทานพบว่าลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ปัญหาดินเสื่อมโทรม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก เพราะชาวนาปลูกข้าวแบบไม่มีการพักแปลงนา มีน้ำขังตลอดเวลา และใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีจำนวนมาก ทำให้ทรัพยากรดินเสื่อมโทรมผลผลิตจึงตกต่ำ เมื่อต้องการเพิ่มผลผลิตก็ต้องเพิ่มปริมาณการใช้ปุ๋ยและสารเคมี ก็ไปส่งผลต่อต้นทุนที่สูงขึ้น ถึงจะปลูกข้าวได้ผลผลิตมากก็ไม่มีกำไร

นอกจากนี้ จากพฤติกรรมทำนาต่อเนื่องตลอดทั้งปี และการใช้เทคโนโลยีและปัจจัยการผลิตในปริมาณมาก ทั้งปุ๋ยเคมี สารเคมีในการควบคุมโรคแมลงศัตรูข้าว ทำให้ศัตรูธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ถูกทำลายไปด้วย จึงเกิดปัญหาระบบนิเวศน์ในนาข้าวถูกทำลาย สมดุลทางระบบนิเวศน์สูญเสียไป ซึ่งก็นำไปสู่ปัญหาเดิมๆ คือการระบาดทำลายของแมลงศัตรูข้าวนั่นเอง อีกปัญหาสำคัญคือโรคและแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แม้ว่าขณะนี้จะพบการระบาดน้อยลง เนื่องจากกรมการข้าวมีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น พันธุ์ กข 29 กข 31 กข 41 กข 47 แต่เมื่อวันหนึ่งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถปรับตัวได้ก็จะย้อนกลับมาทำลายผลผลิตข้าวอีก

ปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น นับเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน และสร้างความสูญเสียให้กับชาวนาและประเทศชาติ แต่ทั้งหมดสามารถแก้ไขได้เบ็ดเสร็จและยั่งยืนด้วย การจัดระบบปลูกข้าว เพราะการปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง ตลอดจนปลูกข้าวพร้อมกันในพื้นที่เดียวกันในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการพักแปลงนาและปลูกพืชปรับปรุงบำรุงดินนั้นจะแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม เมื่อดินอุดมสมบูรณ์ก็ลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมี ทำให้ต้นทุนการผลิตของชาวนาลดลง ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีการเว้นปลูกข้าว จึงเป็นการตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและศัตรูข้าวต่างๆ ระบบนิเวศน์ในนาข้าวก็จะกลับมาสมดุลธรรมชาติดูแลกันเองอย่างที่ควรจะเป็น

โครงการจัดระบบปลูกข้าว ที่ 7 หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บูรณาการเพื่อดำเนินการโครงการนำร่องมาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงขณะนี้พบว่าชาวนาที่เข้าร่วมโครงการตอบรับดีมาก เนื่องจากผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตต่ำลง และปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลลดลง โดยในปี 2556 มีเป้าหมายจะดำเนินการต่อ 1.2 ล้านไร่ ในพื้นที่ 13 จังหวัด รวม 18 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา/โครงการชลประทาน ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี และฉะเชิงเทรา ส่วนปี 2557 ดำเนินการเพิ่มอีก 1.5 ล้านไร่ ก็จะสิ้นสุดโครงการนำร่อง อย่างไรก็ตาม หลังจากโครงการนำร่องจบลง กรมการข้าวมีแนวคิดว่าจะทำโครงการขยายผลต่อเนื่อง เพื่อให้มีพื้นที่จัดระบบปลูกข้าวครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายที่วางไว้คือ 9 ล้านไร่ ใน 22 จังหวัด ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน

“หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาข้าว ทั้งเรื่องการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพข้าวของประเทศไทยจะสำเร็จได้นั้นต้องเริ่มต้นจากการจัดระบบปลูกข้าวใหม่ เพราะระบบปลูกข้าวสามารถตอบโจทย์ได้ทุกอย่าง ดังนั้น จึงอยากฝากไปยังพี่น้องชาวนาให้ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ ในการเข้าสู่การจัดระบบปลูกข้าว ซึ่งผมมั่นใจว่าการผลิตข้าวของชาวนาไทยจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และที่สำคัญประเทศไทยจะยังเป็นหนึ่งในโลกต่อไป” อธิบดีกรมการข้าว กล่าวย้ำ

เปิดผลศึกษาตลาดแพะเนื้อ สศก.แนะเร่งส่งเสริมเครือข่ายการผลิต-วางช่องทางตลาดสู่อาเซียน

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ทำการศึกษาตลาดแพะเนื้อ โดยใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกร ผู้ประกอบการในระดับต่างๆ ได้แก่ พ่อค้ารวบรวมแพะเนื้อมีชีวิต พ่อค้าขายปลีกแพะเนื้อมีชีวิต และพ่อค้าขายปลีกเนื้อแพะชำแหละ รวม 188 ราย ใน 4 ภาค 21 จังหวัด พบว่า ลักษณะโครงสร้างตลาดแพะเนื้อมีชีวิต เป็นลักษณะตลาดผู้ขายมากราย และผู้ซื้อมากราย วิถีการตลาดแพะเนื้อเริ่มจากเกษตรกรที่ต้องการจะขาย แพะเนื้อ โดยจะขายแพะเนื้อมีชีวิตให้เกษตรกรด้วยกันเอง เพื่อไปขยายพันธุ์หรือขุนต่อร้อยละ 9 ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรงร้อยละ 34 ขายให้พ่อค้าขายปลีกเนื้อแพะชำแหละร้อยละ 10 และขายให้กับพ่อค้ารวบรวมท้องถิ่นร้อยละ 47 หลังจากนั้นพ่อค้ารวบรวมก็จะขายแพะเนื้อมีชีวิตต่อให้กับผู้บริโภค เกษตรกร และพ่อค้าขายปลีกเนื้อแพะชำแหละต่อไป โดยส่วนใหญ่จะขายเนื้อแพะชำแหละให้กับร้านอาหาร ภัตตาคาร/โรงแรม

ด้านส่วนเหลื่อมการตลาดและต้นทุนการตลาดของพ่อค้าระดับต่างๆ ในตลาดแพะเนื้อ พบว่า ส่วนเหลื่อมการตลาดแพะเนื้อมีชีวิตจนกระทั่งขายปลีกเป็นเนื้อแพะชำแหละเท่ากับ 106.32 บาทต่อกิโลกรัม โดยสามารถแยกเป็นต้นทุนการตลาดทั้งหมด 89.51 บาทต่อกิโลกรัม และกำไรทั้งหมดของพ่อค้าคนกลางเท่ากับ 16.81 บาทต่อกิโลกรัม โดยพ่อค้าขายปลีกเนื้อแพะชำแหละมีต้นทุนการตลาดสูงที่สุด สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อส่วนเหลื่อมการตลาด คือ ราคาแพะเนื้อ ปริมาณแพะเนื้อ และค่าใช้จ่ายทางการตลาด (ค่าขนส่ง ค่าแรงงาน ค่าใช้จ่ายในการฆ่า เป็นต้น)

สำหรับแนวทางในการพัฒนาตลาดแพะเนื้อ ควรส่งเสริมให้มีการผลิตแพะเนื้อเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคแพะเนื้อ และเตรียมความพร้อมในการเปิดตลาดอาเซียน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการประชาสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มการบริโภคเนื้อแพะ และให้ข้อมูลข่าวสารถึงคุณค่าทางอาหารของเนื้อแพะ นอกจากนี้ ควรขยายช่องทางในการจำหน่ายแพะเนื้อให้เพิ่มขึ้น มีการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ โดยให้เกษตรกรมีการรวมกันซื้อและรวมกันขาย เพื่อให้สามารถต่อรองทางด้านราคา และส่งเสริมให้มีการอบรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์และการปรุงอาหารจากเนื้อแพะให้มีความหลากหลายมากขึ้น หรือให้มีเมนูหลากหลายมากยิ่งขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการเลี้ยงแพะเนื้อในพื้นที่ที่มีทรัพยากรเหมาะสม และในพื้นที่ที่เป็นแหล่งบริโภคเนื้อแพะต่อไป

อตก.ร่วมมือบิ๊กซีเปิดขายข้าวถุง เพิ่มช่องทางระบายผลผลิตจากชาวนาสู่ผู้บริโภค

นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ผู้อำนวยการตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2556 อ.ต.ก.มีแผนงานการจำหน่ายข้าวสารเชิงธุรกิจ โดยดำเนินการร่วมกับพันธมิตรสรรพสินค้าเอกชนโดยใช้ช่องทางตลาดโมเดิร์นเทรด นำร่องกระจายสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการช่วยเหลือเกษตรกรกระจายสินค้าผลผลิตทางการเกษตรไปยังผู้บริโภคให้มากขึ้น

ทั้งนี้ เปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาโดยมีนายยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเปิดเทศกาล “ข้าวถุงร่วมใจ ประหยัดทั่วไทย ที่บิ๊กซี” โดย อ.ต.ก.ร่วมกับ บริษัท บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)และบริษัทผู้ผลิตข้าวถุงชั้นนำ 8 บริษัท นำข้าวถุงน้ำหนัก 5 กิโลกรัม มาจัดจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า และ บิ๊กซีมาร์เก็ต 132 สาขาทั่วประเทศ ในราคาพิเศษระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ - 17 มีนาคม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรกระจายผลผลิตข้าวของเกษตรกร ให้ถึงมือผู้บริโภคมากขึ้น

ด้านนายกุฎาธาร นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี กล่าวถึงการจัดรายการ “ข้าวถุงร่วมใจ ประหยัดทั่วไทย ที่บิ๊กซี” ว่าเป็นความตั้งใจของบิ๊กซี ที่จะช่วยเกษตรกรไทยกระจายผลผลิตทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งช่วยผู้บริโภคทั่วประเทศลดค่าครองชีพ โดยผู้ผลิตข้าวถุง ชั้นนำ 8 บริษัท ประกอบด้วย ข้าวมาบุญครอง ข้างหงส์ทอง ข้าวแสนดี ข้าวเบญจรงค์ ข้าวตราฉัตร ข้าวตราเกษตร ข้าวปิ่นเงิน ข้าวพันดี ได้ลดราคาจากปกติกว่า 10% มาจำหน่าย นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มความประหยัดคุ้มค่าให้ผู้บริโภค บิ๊กซี ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษอีกต่อหนึ่ง โดยเมื่อลูกค้าซื้อข้าวถุงที่ร่วมรายการครบ 300 บาท จะได้คูปองส่วนลด 30 บาททันที เพื่อนำไปซื้อข้าวถุงที่ร่วมรายการในครั้งต่อไปทันที โดยตั้งเป้าหมายจะมีผู้บริโภคมาซื้อข้าวถุงเพิ่มขึ้นประมาณ 20% และจะช่วยผู้บริโภคประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้กว่า 20% เช่นกัน