ปีใหม่ 2551 ที่ผ่านมา คนไทยรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาได้ เพราะเกิดมีสภาพอากาศหนาวเย็น 2-3 วัน ตามด้วยการเกิดหมอกหนาในตอนเช้า ๆ อาทิตย์เว้นอาทิตย์ ซึ่งไม่ค่อยจะได้พบในกรุงเทพบ่อยนัก แต่เมื่อครุ่นคิดและไตร่ตรองว่าทำไมหมอกไอน้ำนั้นไม่รู้สึกหนาวเย็น กลับรู้สึกอุ่น ๆ และไร้ความรู้สึกถึงการมีชีวิตชีวา ก็ทำให้หวนคิดว่าหรือนี้จะเป็นผลพวงของภาวะโลกร้อนที่กำลังก่อตัว และทยอยแสดงอาการแบบคืบคลานไม่ให้มนุษย์ได้รู้ตัวก่อนฤา
ข้อกล่าวหาที่ว่า เกษตรกรรมเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะปัญหาน้ำขังในนาข้าวทำให้เกิดการหมักเศษซากพืชมูลสัตว์และกลายเป็น แหล่งผลิตก๊าซมีเธนขึ้น หากคิดแค่ผิวเผินก็อาจจะใช่แต่ถามว่ามีกิจกรรมอันใดบ้างที่เกิดขึ้นในสังคม โลกแล้วไม่ได้ส่งผลต่อการเกิดก๊าซคาร์บอนในชั้นบรรยากาศ อันเป็นบ่อเกิดภาวะเรือนกระจก ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งทุก ๆ กิจกรรม ล้วนสร้างปัญหาด้วยกัน หนำซ้ำกิจกรรมบางประเภทของอุตสาหกรรมยังปลดปล่อยสารพิษขึ้นไปในอากาศ อีกทั้งปล่อยซ้ำทับซ้อนในกระบวนการขั้นตอนการผลิต ขณะที่หากไม่ทำเกษตรกรรม ไม่ผลิตอาหาร แล้วมนุษย์จะกินอะไร จะอยู่ได้อย่างไร มนุษย์อาศัยอยู่ได้โดยไม่มีรถยนต์ ไม่มีคอมพิวเตอร์ ฯลฯ แต่มนุษย์จะอยู่ไม่ได้ หากไม่มีข้าว ขนมปัง น้ำ อากาศ ยารักษาโรค ฯลฯ ดังนั้นข้อกล่าวหาจึงไม่ถูกต้อง แต่ควรจะใช้คำว่าระบบการผลิตเกษตรกรรมแบบโลกาภิวัตน์นั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของ ภาวะโลกร้อนมากกว่า
ปัญหาที่ตามมาจากภาวะโลกร้อน คือ เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง มนุษย์กลุ่มแรกที่จะได้รับผลกระทบ คือผู้ผลิตหรือเกษตรกรนั่นเอง เนื่องจากฤดูกาลเปลี่ยนแปลง ฝนไม่ตกต้องตามฤดู น้ำท่วมขังนานกว่าปกติ มีพายุเข้ามาทำลายพืชผลและสัตว์เลี้ยง อากาศที่แห้งแล้งทำให้ดินเสื่อมคุณภาพง่ายขึ้น มีการทำนายว่าภายในปี 2623 ผลผลิตจากไร่นาจะลดลง 3-16% การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทำให้เกษตรกรต้องปรับตัว เช่น การเปลี่ยนการใช้เมล็ดพันธุ์พืชใหม่ หาพันธุ์สัตว์เลี้ยงที่เหมาะสม ระบบการเพาะปลูกจะเปลี่ยนตามสถานการณ์ของสภาวะอากาศที่เกิดขึ้นในแต่ละปี และอาจสูญเสียผลผลิตที่ได้ลงทุนไปเนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
การผลิตอาหารแบบเกษตรโลกาภิวัตน์
เกษตรโลกาภิวัตน์ เป็นเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่มีลักษณะปลูกพืชเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ เช่น การเพิ่มพื้นที่นาข้าว หรือการปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ปาล์ม ยาง ยูคาลิปตัส ไม้ผลต่าง ๆ ประเภทเดียวกัน แล้วลด ละ เลิกการปลูกผักสวนครัวพืชไม้ผลกินได้ โดยหันไปซื้อผักปลากินแทน นอกจากนี้การเพาะปลูกได้ใช้เครื่องจักรกลในขั้นตอนการผลิตเพื่อทุ่นเวลาและ แรงงาน และใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิตและลดภาระการจัดการแปลงนา การปลูกพืชเชิงเดี่ยวแบบเข้มข้นนั้นได้ทำลายกระบวนการธรรมชาติในดิน ซึ่งเดิมเป็นตัวกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอินทรียวัตถุ เปลี่ยนเป็นกระบวนการทางเคมีอันเกิดจากการใช้ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช ซึ่งการใช้ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชแบบเข้มข้นในดินจะทำให้เกิดก๊าซไนตรัส ออกไซด์จำนวนมากสู่ชั้นบรรยากาศ เช่นเดียวกับเครื่องจักรกลอย่างรถไถนา เครื่องเกี่ยวข้าว เครื่องนวดข้าว ฯ ที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา
เมื่อมนุษย์มีมากขึ้นความต้องการอาหารมากขึ้น แต่พื้นที่การผลิตอาหารเท่าเดิมหรือน้อยลง เนื่องจากพื้นที่ถูกแปรเปลี่ยนไปใช้ในกิจกรรมอื่น ๆ การเพิ่มผลผลิตเกษตรกรรมแบบง่าย ๆ ที่นิยมทำกัน คือการบุกรุกป่าธรรมชาติ หักร้างถางพงเผาไหม้ป่า เพื่อใช้เป็นแหล่งเพาะปลูก ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงที่ดินไปทำอุตสาหกรรมอื่น เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ศูนย์การค้า บ้านจัดสรร โรงแรม ก็ได้ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพและลดพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ที่จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนจากอากาศ และช่วยลดภาวะโลกร้อนได้
มากกว่านั้นระบบการผลิตที่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จะมีการขนส่งอาหารภายในประเทศและส่งออกระหว่างประเทศ ทั้งที่เป็นอาหารสดและบรรจุหีบห่อ ตัวอย่างเช่น อาหารในยุโรปและในสหรัฐอเมริกา มักจะพบว่าเป็นพืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ที่ผลิตในทวีปแอฟริกา อเมริกาใต้ และหมู่เกาะต่าง ๆ และพบข้าวจากเอเซียไปวางขายปีละหลายหมื่นตัน หรือการส่งดอกไม้เมืองหนาวจากประเทศไทยไปยังทวีปยุโรป ดังนั้นก๊าซคาร์บอนที่ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ จึงมาจากทั้งการผลิตบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง และเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนอีกทางหนึ่ง องค์กรยูนิแตร์ของชาวไร่ชาวนาประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้คำนวณว่า หน่อไม้ฝรั่ง 1 กิโลกรัมที่นำเข้าจากประเทศเม็กซิโก ต้องใช้น้ำมันขนส่งทางเครื่องบินมาประเทศสวิสเซอร์แลนด์ถึง 5 ลิตร ขณะที่หากผลิตในประเทศในปริมาณ 1 กิโลกรัมเท่ากันจะใช้เพียง 0.3 ลิตรในการส่งถึงมือของผู้บริโภค
นอกจากนี้กระแสการบริโภคอาหารเมนูจากต่างประเทศ ก็ทำให้เกิดการขนย้ายวัตถุดิบขนส่งข้ามประเทศซึ่งจะต้องใช้พลังงานจำนวนมาก อีกทั้งจะต้องใช้พลังงานส่วนหนึ่งสำหรับการดูแลรักษาความสดและรสชาติของ อาหารแต่ละชนิดอีกด้วย เพื่อให้แน่ใจว่า สดใหม่สำหรับผู้บริโภคเสมอ
การ ผลิตอาหารแบบเกษตรกรรมยั่งยืน
ชาวนาหลายคนที่อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เริ่มวิธีการการปลูกข้าวด้วยการไถกลบตอซังหลังการเกี่ยวข้าวไม่เกิน 1-2 เดือน แล้วปลูกพืชอายุสั้น โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว ตระกูลโสน เพื่อใช้ในการบำรุงดินและได้เก็บกินผลผลิตพร้อมกับเก็บเมล็ดพันธุ์บางส่วน ไว้ใช้ในฤดูกาลต่อไป ส่วนเมล็ดพันธุ์ที่เหลือใช้ก็ขายเป็นรายได้ เมื่อย่างเข้าฤดูฝนก็ไถนาด้วยควาย ใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เพื่อเพิ่มสารอาหารให้แก่ดิน จากนั้นปลูกข้าวด้วยการปักดำ เพื่อสะดวกในการดูแลและการจัดการวัชพืช โดยปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์ เพื่อลดการจัดการแรงงานในการดูแลและทยอยการเก็บเกี่ยวแต่ละสายพันธุ์ โดยไม่ต้องใช้รถเกี่ยวข้าวซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตจากภายนอก ขณะที่ข้าวบางพันธุ์ที่ปลูกไว้เป็นพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับการทำขนมทำอาหาร ท้องถิ่น ที่ช่วยให้ไม่ต้องหาซื้อข้าวสารที่จะใช้ทำขนมหรืออาหารสำหรับในพิธีกรรมงาน วัฒนธรรมต่าง ๆ ทั้งความหลากหลายของสายพันธุ์จะช่วยในเรื่องของการจัดการแมลงศัตรูพืชเนื่อง จากหากมีพันธุ์ใดเสียหายก็ยังมีพันธุ์อื่นทดแทนได้ ตามด้วยการนวดสีข้าวด้วยมือหรือเครื่องทุ่นแรงตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ครกตำข้าว ตะบันเกียน เพื่อลดค่าใช้จ่ายจากรถเกี่ยว-นวดข้าวหรือการไปจ้างโรงสีข้าว อีกราคาข้าวที่ขายเป็นข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือจะได้ราคาดีและมีความต้องการ ของตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะข้าวกล้องมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าข้าวขัดสี ทั้งตนเองและครอบครัวก็จะได้กินข้าวคุณภาพดีด้วย ขณะเดียวกันชาวนาก็ได้ปลูกพืชผักไม้ผล มีการเลี้ยงปลา เป็ด ไก่ที่ใช้สำหรับประกอบอาหารในครอบครัว เลี้ยงวัวควายเพื่อขายเป็นรายได้ พี่น้องเกษตรกรหลายคนจึงเป็นตัวอย่างของการพึ่งตนเองที่มีความมั่นคงทาง อาหารสำหรับครอบครัวและมีรายได้ทางเศรษฐกิจที่สามารถดูแลครอบครัวได้ และใช้พลังงานในกระบวนการผลิตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หากสังเกตรายละเอียดจะเห็นว่าการผลิตอาหารแบบเกษตรยั่งยืน นอกจากจะช่วยในเรื่องของการพึ่งตนเอง ลดค่าใช้จ่ายที่เป็นปัจจัยภายนอกแล้ว เกษตรกรรมจากเกษตรกรรายย่อยยังช่วยในเรื่องของการรักษาระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม และเพิ่มพื้นที่สีเขียวทำให้โลกเย็นลงได้อีกด้วย เพราะพืชจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนเพื่อนำไปใช้การเจริญเติบโตและการ สังเคราะห์แสง และผลิตก๊าซออกซิเจนออกมาสู่บรรยากาศ อีกส่วนหนึ่งก็จะกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ที่อินทรียวัตถุในดินด้วย ผลการศึกษาพบว่าการเลี้ยงสัตว์ตามธรรมชาติแบบกระจายในท้องนาหรือตามทุ่งหญ้า จะช่วยสร้างความสมดุลให้แก่ชั้นบรรยากาศมากกว่าการเลี้ยงสัตว์ตามโรงเรือน ขนาดใหญ่ นอกจากนี้การปลูกพืชแบบเกษตรอินทรีย์หรือการปลูกพืชที่เก็บสะสมไนโตรเจนจาก อากาศ จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจก และทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจน ขณะที่การใช้ซากพืชและมูลสัตว์ให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ก็เป็นการเพิ่มอินทรีย วัตถุให้กลับคืนในดิน และเป็นสารอาหารสำหรับพืชในการเจริญเติบโตต่อไป
จะเห็นว่าเกษตรกรรมโลกาภิวัตน์ ได้เปลี่ยนแปลงวิถีเกษตรที่เป็นตัวผลิตพลังงานตามธรรมชาติ ที่เคยเป็นตัวปรับความสมดุลของระบบนิเวศและธรรมชาติ กลายมาเป็นเกษตรกรรมที่บริโภคหรือต้องการพลังงานจำนวนมากในกระบวนการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมี เครื่องจักรกล สารเคมี เป็นต้น
ดังนั้นทางออกที่สำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรม สามารถทำได้หลายทาง เช่น
• การจัดการพื้นที่เพาะปลูกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
-หลีกเลี่ยงการปล่อยหน้าดินให้ว่างเปล่า และปลูกพืชยืนต้น และพืชคลุมดิน
-หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็นเบื้องต้นของพืช โดยใช้ในเวลาที่เหมาะสมและใส่ตำแหน่งที่ถูกต้อง และปลูกพืชหมุนเวียนโดนพืชตระกูลถั่ว
-ไม่เผาเศษพืชในไร่นา ใช้การไถกลบตอซังแทน
-ลดการไถพรวน เพื่อเพิ่มปริมาณคาร์บอนในดิน
• ในช่วงฤดูว่างเว้นจากการปลูกข้าว ควรหลีกเลี่ยงการเกิดน้ำท่วมขัง
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ว่าการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ จะช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่า1/3 เมื่อเปรียบเทียบกับการเกษตรแบบโลกาภิวัตน์ โดยพลังงานส่วนมากที่สามารถประหยัดได้ คือน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ใช้ในการขนส่งปุ๋ยหมักมายังไร่นา และการใช้เครื่องจักรกลระหว่างขั้นตอนการผลิต ทว่าหากเราคำนวณพลังงานที่ใช้ในการขนส่งอาหารไร้สารพิษหรือปลอดสารพิษจาก ระบบการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์มายังผู้บริโภค เช่น การขนส่งส้มไร้สารพิษจากอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มายังกรุงเทพฯ การขนส่งข้าวอินทรีย์จากจังหวัดสุรินทร์ ไปยังทวีปยุโรป การขนส่งลูกแบล็กเบอรี่ปลอดสารจากเม็กซิโกมายังอเมริกา เป็นต้น ทำให้เกิดข้อคิดเห็นที่ว่าระหว่างกระบวนการผลิตอาหารปลอดภัยที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน กับกระบวนการขนส่งข้ามพื้นที่หลายร้อยกิโลเมตรหรือการขนส่งข้ามประเทศ ไม่ได้สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนและไม่แตกต่างกับการผลิตแบบเกษตรโลกา ภิวัตน์มากนัก จึงได้เรียกร้องเกี่ยวกับแหล่งที่มาของอาหารนั้น ๆ ว่าควรอยู่ในรัศมีบ้านเรือนของผู้บริโภคด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังงานในการขนส่ง โดยนายอังเดร วิลจอน(Andre Viljoen) สถาปนิกชาวอังกฤษ ได้เสนอความคิดเรื่องฟาร์มในเมือง (city farm) ที่เขาได้ไปพบในประเทศคิวบา ที่มีการปลูกพืชผักตามพื้นที่สาธารณะในเมือง เช่น ริมถนน ข้างตลาด ริมแหล่งน้ำลำคลองที่ไหลผ่านเมือง เพราะนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในกระบวนการขนส่งอาหาร ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม ยังช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาความรู้สึกสดชื่นของคนในเมืองจากการที่ได้มอง เห็นพื้นที่สีเขียว และที่สำคัญได้สร้างความรู้สึกการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตอาหาร ปลอดภัย
ดังนั้นระบบการผลิตเกษตรกรรมแบบยั่งยืนที่ควรตระหนักจึงไม่ใช่เพียงรูปแบบ เกษตรกรรมใดรูปแบบหนึ่ง แต่จะต้องเป็นระบบเกษตรกรรมที่คำนึงถึงการผลิตเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อระบบ นิเวศและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตของผู้ผลิตซึ่งคือชาวนาหรือเกษตรกรรายย่อยที่ควร ได้ดำรงชีพตามความสอดคล้องเหมาะสมกับพื้นที่ทางนิเวศและมีการพึ่งตนเอง มากกว่าการใช้ปัจจัยภายนอก ไปพร้อม ๆ กับการคำนึงถึงสุขภาพและการเข้าถึงของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันรัฐควรรับผิดชอบโดยกำหนดนโยบายและสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืนให้ เกิดขึ้นกับเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งการผลิตพลังงานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน และการวางแผนเพื่อสนับสนุนการตลาดให้มีผลผลิตในท้องถิ่นขายแก่ผู้บริโภคใน ชุมชนเดียวกัน
ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น เป็นวิกฤติที่สร้างความตื่นตัวให้แก่นักวิชาการ เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะรุนแรงมากน้อย ช้าหรือเร็วแค่ไหน จะเกิดน้ำท่วมโลก หรือเป็นความหนาวเย็นเข้าปกคลุม จะส่งผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างไร สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจขนาดใหญ่ ก็จะคำนึงถึงผลกระทบต่อการลงทุนของบริษัท สำหรับชนชั้นกลางและคนทำงานเพียงแต่รับรู้ว่าเกิดวิกฤติอากาศเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับเกษตรกรนั้น เพียงแค่การที่ฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลก็เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล หากภาวะโลกร้อนยังมาซ้ำเติมอีกก็จะส่งผลต่อวิถีชีวิต และระบบการผลิตที่มีอยู่เดิม
กระแสโลกร้อนเป็นเรื่องที่น่ากลัวทุกคนตื่นรู้ว่าเป็นภัยใกล้ตัวแต่ยังไม่มา ถึง จึงไม่มีใครใส่ใจที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงแก้ไขใดใด แม้มีการนำเสนอผ่านโทรทัศน์ วิทยุ ภาพยนตร์ ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ ยังคงบริโภคอาหารและวัตถุนิยมเกินความจำเป็นโดยไม่ไตร่ตรองในการเลือกซื้อ หัวใจของการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนจึงต้องสร้างจิตสำนึกส่วนรวมให้ทุกคนเข้า ใจและตระหนักว่า ภาวะโลกร้อนไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยคน ๆ เดียว ต้องทำพร้อม ๆ กันหลาย ๆ คน ตามภาระหน้าที่ที่แตกต่างกัน ตามลักษณะวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละคน จึงจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ และก่อเกิดความยั่งยืนต่อสภาพสิ่งแวดล้อม อันเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์เองในที่สุดนั่นแล

