กว่าจะถึงวันนี้....
หากจะกล่าวถึงผืนดินที่เป็นแหล่ง ผลิตข้าวสำคัญๆ ของคนภาคใต้ พื้นที่ลุ่มทะเลสาบสงขลาที่ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดคือ พัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช ก็นับเป็นหนึ่งในหลายที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีสภาพนิเวศเหมาะแก่การเป็น อู่ข้าวมาช้านาน อีกทั้งการทำนาก็เป็นวิถีอันสำคัญยิ่งที่ผูกโยงอยู่กับวิถีการดำรงชีพของ ชุมชน เป็นวัฒนธรรมการผลิตที่สัมพันธ์กับระบบนิเวศมาอย่างยาวนาน แม้ว่าวันเวลาที่เปลี่ยนไปจะทำให้หลายอย่างเปลี่ยนแปลง จากกระแสการพัฒนาประเทศที่เน้นไปสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมเพื่อการค้าการส่งออก มากกว่าเศรษฐกิจโดยชุมชน การเติบโตของพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะยางพาราและปาล์มน้ำมัน จะส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนนิยามของการผลิตในระดับท้องถิ่น แต่หลายชุมชนที่ทำมาหากินอยู่รายรอบพื้นที่ลุ่มทะเลสาบสงขลาก็ยังคงรักษา วิถีการปลูกข้าวเอาไว้ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ได้สูญหายไปจากท้องทุ่งท้องนา คือพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่หลากหลาย และถูกทดแทนด้วยพันธุ์ข้าวนาปรังปรับปรุงที่ภาครัฐส่งเสริม ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตแบบพึ่งตนเอง ใช้แรงงานวัวควายและคนในครอบครัว ไปสู่การเป็นผู้จัดการนาที่ต้องจ้างต้องจ่ายปัจจัยการผลิตนำเข้าจำนวนมาก ตั้งแต่ปุ๋ยยาสารเคมี ไปจนถึงค่ารถเกี่ยวรถนวด ยังไม่นับถึงวิถีวัฒนธรรมชาวนาอันทรงคุณค่า เช่น ความเชื่อในแม่โพสพ แม่ธรณี การทำพิธีแรกดำแรกเก็บ การออกปากซอแรง ไปจนถึงขนบประเพณีที่ยึดโยงกับชีวิตชาวนาที่เคยมีมากมายก็ได้ถูกลืมเลือนหาย ไป
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิด ขึ้นกับภาคการเกษตรของภาคใต้ ทำให้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกิดข้อคำถามต่อแนวทางการฟื้นคืนวิถีชาวนาและรักษา พื้นที่นาเอาไว้ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่เริ่มต้นจากการแสวงหาเกษตรกรต้นแบบที่ เป็นทางเลือกให้กับสังคมในช่วงปี 2528 จนเกิดการก่อตั้งเป็นเครือข่ายในปี 2534 โดยมีการสร้างกลุ่มองค์กรเกษตรกร ขยายฐานแนวคิดการทำงานผ่านเครือข่ายลุ่มน้ำ ครอบคลุม 11 ลุ่มน้ำในภาคใต้ ได้ร่วมกันสรุปบทเรียนจนเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าแนวทางการผลิตที่เหมาะสมใน พื้นที่นา คือ การฟื้นคืนวิถีวัฒนธรรมชาวนาในการอยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟู อนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างพลังการผลิตอย่างแท้จริง
ย้อนกลับไป เมื่อกลางปี 2550 จากความร่วมมือระหว่างเครือข่ายเกษตรทางเลือกเมืองลุง กลุ่มเกษตรกรเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้และศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ได้จัดเวที “คืนข้าวพันธุ์พื้นบ้านสู่ท้องนา คืนภูมิปัญญาสู่ผืนดิน” ขึ้น ณ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง บ้านควนกุฏ ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง โดยได้รับเกียรติจากนายสุเทพ โกมลภมร ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน และผลจากเวทีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของข้าวพันธุ์พื้นบ้านที่มี อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงความสำคัญของการร่วมมือระหว่างศูนย์วิจัยข้าวและกลุ่มเกษตรกรในการ อนุรักษ์ข้าวพันธุ์พื้นบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การอนุรักษ์พันธุ์ข้าวในถิ่นเดิม” ซึ่งในวันนั้นก็ได้มีพิธีการเชิญขวัญข้าวกลับท้องนาและส่งมอบข้าวพันธุ์พื้น บ้านกว่า 27 สายพันธุ์ให้กับกลุ่มเกษตรกรนำไปปลูกรักษา นอกจากนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การอนุรักษ์ และพัฒนาข้าวพันธุ์พื้นบ้านของกลุ่มเกษตรกรในเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาค ใต้ รวมถึงนำมาสู่การวางแนวทางร่วมกันในการดำเนินงานอนุรักษ์ข้าวพันธุ์พื้นบ้าน
เวทีในวันนั้นจึงเป็นเสมือนการสร้าง ความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงกับกลุ่มเกษตรกร โดยเฉพาะคุณสำเริง แซ่ตัน นักวิชาการที่ทำเรื่องข้าวมาอย่างยาวนานได้กล่าวถึงเวทีในครั้งนั้นว่าสร้าง ความรู้สึกสะกิดใจแก่ตัวเองมาก เพราะทำงานเรื่องพันธุ์ข้าวพื้นเมืองมาตลอด 30 ปี เหมือนเป็นเพียงปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ไม่มีใครเห็นคุณค่าและเอาไปให้ชุมชน เมื่อเห็นกลุ่มชาวนาให้ความสำคัญและมาขอรับไปปลูกก็รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจ อย่างยิ่ง หลังจากนั้นความร่วมมือกับศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงก็มีอย่างต่อเนื่อง ในวันที่ 16 สิงหาคม 2550 ก็เกิดการประสานเชิญรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงมาคืนพันธุ์ ข้าวให้ชุมชน ถือว่าเป็นการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นทางการและเกิดเป็นเครือข่ายการทำงาน หนุนเสริมกันมาตลอด
จนกระทั่งมาถึง เครือข่ายเกษตรกรรมภาคใต้ ร่วมกับมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง วิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ และกลุ่มเครือข่ายชาวนาในพื้นที่ลุ่มทะเลสาบสงขลารวม 3 จังหวัด คือ พัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลา ได้ร่วมจัดเวที “สรุปบทเรียนการอนุรักษ์และพัฒนาข้าวพื้นบ้านในวิถีชาวนาภาคใต้” เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2551 ณ ศูนย์วิจัยข้าว จังหวัดพัทลุง เพื่อเป็นการสรุปบทเรียนการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านลุ่มน้ำ ทะเลสาบสงขลา อีกทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนและวิเคราะห์สถานการณ์ข้าวพื้นบ้านที่มีผลกระทบต่อ วิถีชาวนาภาคใต้ รวมทั้งร่วมกันกำหนดแนวทางในการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้านและพัฒนาวิถี ชีวิตชาวนาในอนาคต ซึ่งข้อสรุปหนึ่งที่เกิดจากเวทีคือ การที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงมีความ ยินดีที่จะสนับสนุนชุมชนในการขยายพันธุ์ข้าวพื้นบ้านให้ลงไปสู่ชุมชนต่างๆ เป็นเสมือนกองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่สนับสนุนการขยายผลไปสู่ชาวนาที่ สนใจ
จากข้อสรุปดังกล่าวได้นำมาสู่การปรึกษาหารือและวางแนวทางร่วม กันจนเกิดเป็นงานนี้ขึ้นมา ซึ่งนับเป็นรูปธรรมความร่วมมือระหว่างกลุ่มชาวนาใน 3 จังหวัด กลุ่มเยาวชนในพื้นที่ และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ผ่านการร่วมกันถอนกล้าและดำนาในแปลงนารวมของศูนย์วิจัยข้าว โดยพันธุ์ข้าวที่นำมาดำเป็นข้าวพื้นบ้านภาคใต้ 10 สายพันธุ์ที่เป็นไปตามความต้องการของชาวนา ได้แก่ ข้าวเหนียวดำเปลือกดำ ข้าวเหนียวเหลือง ข้าวเหนียวกาบโหนด ข้าวเหนียวตอก ข้าวไข่มดริ้น ข้าวนางกลาย ข้าวเข็มทอง ข้าวช่อจังหวัด ข้าวหอมจันทร์ และข้าวเล็บนกปัตตานี นำมาดำในพื้นที่ 10 ไร่ (ไร่ละ 1 สายพันธุ์) ทั้งนี้ ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ได้จะนำมาเป็นกองทุนเมล็ดพันธุ์ของชาวนา สำหรับการนำไปขยายพันธุ์ต่อในชุมชนเป็นการฟื้นและอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้น บ้านภาคใต้
รู้จักศูนย์ วิจัยข้าวพัทลุง แปลงนารวมแห่งใหม่ของชาวนา
ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงตั้งอยู่เลขที่ 191 หมู่ที่ 15 ตำบลควนมะพร้าวอำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ห่างจากตัวเมืองจังหวัดพัทลุง 12 กิโลเมตรมีพื้นที่ทั้งหมด 1,496 ไร่ เป็นพื้นที่อาคารสำนักงาน บ้านพัก และสิ่งก่อสร้างประมาณ 236 ไร่ เป็นที่นาทดลองและขยายพันธุ์ประมาณ1,260 ไร่ ลักษณะของพื้นที่ลาดเอียงจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกสูงจากระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 3-13 เมตร ลักษณะดินเป็นชุดแกลงได้รับน้ำจากโครงการชลประทานควนกุฎ และน้ำฝนปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,897.8 มิลลิเมตรต่อปี ปริมาณน้ำฝนมากที่สุดในเดือนพฤศจิกายน (523 มิลลิเมตรต่อเดือน) และปริมาณน้ำฝนน้อยที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ (10.5 มิลลิเมตรต่อเดือน)
สำหรับ แปลงนารวมที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงจัดสรรให้เป็นแปลงนารวมของกลุ่มองค์กรชาว บ้านในครั้งนี้ เป็นแปลงผืนใหญ่ติดกันเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ห่างจากอาคารเอนกประสงค์ไปทางด้านหลังเล็กน้อย อยู่ทางซ้ายของถนนสายหลักที่วิ่งออกไปหาที่ดินด้านหลังศูนย์ที่ติดทะเล โดยแบ่งออกเป็นแปลงย่อยๆ (บิง) ได้ 8 แปลง และมีแปลงสำหรับเพาะกล้าอยู่อีกฝากของถนน
พี่สถาพร ตัมพวิสิฏฐ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ได้กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานของศูนย์วิจัยให้ฟังว่านอกจากการส่งเสริมข้าว พันธุ์ปรับปรุงที่จำเป็นต้องทำตามภารกิจแล้ว ศูนย์ฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญเรื่องการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน เรื่องวิถีชีวิตเดิมของชาวนา และเรื่องวัฒนธรรมเป็นหลักด้วย เพราะข้าวพื้นบ้านเหมาะกับการผลิตแบบพอเพียง เป็นการช่วยเหลือตัวเองพึ่งพาตัวเอง ลดปัจจัยนำเข้าจากภายนอก ด้วยข้าวพื้นบ้านมีความสามารถในการปรับตัว เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และไม่ต้องใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีเหมือนข้าวพันธุ์ปรับปรุง อีกทั้งเดี๋ยวนี้ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวพื้นบ้านก็น้อยลงไป และพัทลุงเองก็มีชื่อขึ้นมาจากข้าวพื้นบ้าน เช่น ข้าวสังหยดที่ได้มีการเก็บรักษาสืบทอดกันมายาวนาน ซึ่งพี่สถาพรได้กล่าวไว้ในช่วงหนึ่งว่า
“ก็ดีใจที่กลุ่มองค์กรชาวบ้านให้ ความสำคัญ และศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงเองก็ให้ความสำคัญเป็นหลักเช่นกัน เราเคยรวบรวบพันธุ์ข้าวพื้นบ้านไว้กว่า 400 พันธุ์ ปลูกลงในนาและคัดเลือกพันธุ์ที่เด่นๆ ปลูกอนุรักษ์ไว้ โดยส่วนตัวผมอยากเห็นว่าพันธุ์ไหนที่ดีๆ ที่ชาวบ้านต้องการเราจะคัดพันธุ์ให้บริสุทธิ์สำหรับเอาไปปลูกขยายและขอ รับรองเป็นพันธุ์แนะนำหรือพันธุ์รับรองต่อไป เพื่อจะได้มีงบประมาณมาผลิตเมล็ดพันธุ์ขยายได้มากขึ้น”
พี่ สำเริง แซ่ตัน นักวิชาการเกษตร 8 ว ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า การปลูกข้าวในภาคใต้สิ่งที่ต้องยอมรับคือส่วนใหญ่เป็นนาน้ำฝน ซึ่งไม่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ ดังนั้นพันธุ์ข้าวต้องเหมาะสมกับพื้นที่ตรงนั้น หากไปเน้นแต่ข้าวผลผลิตสูง เช่น ชัยนาท 1 หรือ พันธุ์ กข. ผลผลิตอาจสูงจริง แต่ต้องอาศัยปัจจัยที่มาควบคุมธรรมชาติได้ ยกตัวอย่างเช่น การปลูกข้าวเบาต้นเตี้ยในพื้นที่นาลึกโอกาสที่จะไม่ได้ข้าวเลยมีมาก ประกอบกับในภาคใต้ซึ่งมีพื้นที่นาค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับภาคกลางหรือภาค อีสาน จึงมีความจำเป็นต้องรักษาพื้นที่นาเอาไว้ อีกทั้งอาชีพของคนภาคใต้ก็ไม่ได้มีอาชีพเดียว ล้วนแต่มีอาชีพอื่นๆ ผสมกับการทำนา ข้าวจึงเป็นไปเพื่อความมั่นคงทางอาหารในครอบครัวเป็นสำคัญ
พี่ สำเริง ได้ถ่ายทอดความตั้งใจของตนเองให้ฟังว่า ต้องการเน้นเรื่องการพึ่งตนเองเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมาคนทั่วไปอาจมองว่าสามารถซื้อเมล็ดพันธุ์จากศูนย์ขยายเมล็ด พันธุ์ได้ แต่เอาเข้าจริงๆ เมล็ดพันธุ์จะไม่พอ ถ้าชาวนาไม่พึ่งพาตัวเอง โอกาสที่จะรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านไว้ก็จะหายไปเรื่อยๆ เพราะทางภาครัฐจะเน้นผลิตเฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการรับรอง แม้ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงจะพยายามผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบริสุทธิ์ไว้ให้ แต่ก็ไม่สามารถผลิตได้ทุกพันธุ์โดยเฉพาะข้าวพื้นบ้าน
“ความรู้สึกตรงๆ ของผมเอง เรามีหน้าที่หลักการพัฒนาผลิตพันธุ์อยู่แล้ว ถ้าเป็นข้าวส่งเสริมหรือข้าวผลผลิตสูงจะมีช่องทางสนับสนุนงบประมาณอยู่มาก แต่ข้าวพื้นบ้านโอกาสที่รัฐจะขยับมาส่งเสริมขยายพันธุ์มีน้อยเพราะแนว ปฏิบัติเรื่องงบประมาณมีระเบียบกำกับไว้ว่า การผลิตเมล็ดพันธุ์ต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการรับรองหรือได้รับการประกาศ ว่าเป็นพันธุ์แนะนำจากทางราชการ ทำให้การสนับสนุนงบประมาณในการขยายพันธุ์ข้าวพื้นบ้านมีค่อนข้างน้อย ดังนั้นการรอให้เกิดจากภาครัฐอย่างเดียวจึงเป็นไปได้ยาก...."
นอก จากนี้ พี่สำเริงยังได้ย้ำอีกว่าการทำเรื่องข้าวพื้นบ้านต้องทำไปด้วยใจรักและ ศรัทธา เพราะสิ่งที่ทำไม่ได้ทำขายอย่างเดียว แต่ทำเพื่อกินเหลือแล้วจึงขาย เป็นการทำเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เพราะการเน้นผลิตข้าวที่ให้ผลผลิตสูงอย่างเดียว ปีหนึ่งเราเองก็กินไม่กี่กิโลกรัม แต่เหลือจากนั้นเราต้องขาย ซึ่งก็ต้องไปพึ่งพาตลาด พึ่งพาหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่สามารถกำหนดเองได้ แต่ถ้าเราปลูกข้าวพื้นบ้านอย่างน้อยๆ คือเราไม่มีทางอด
“เราจะพูดว่าข้าวพื้นบ้านเป็นพันธุ์ ไม่ดีไม่ได้ ข้าวพื้นบ้านทุกพันธุ์เป็นพันธุ์ดี ดีเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่แต่ละแหล่ง ดังนั้นงานครั้งนี้เราก็คาดหวังว่าแต่ละพื้นที่จะได้รับเมล็ดพันธุ์กลับไป ปลูกและขยายผลในพื้นที่ตรงนั้น ต่อไปในอนาคตถึงแม้ศูนย์จะไม่มีให้แต่ในยุ้งฉางของเรายังมี นี้เป็นความหวังของเรา ศูนย์วิจัยข้าวเป็นแค่ผู้ประสานงานหรือต่อเชื้อให้ แต่ชาวนาต่างหากที่เป็นคนนำไปต่อยอดขยายผล”
สร้างการมีส่วนร่วม เชื่อมร้อยเยาวชน ในภารกิจการฟื้นคืนข้าวพื้นบ้าน
งาน “ออกปาก กินนาวาน ข้าพื้นบ้าน สืบสานวิถีนา” นับเป็นงานที่เกิดขึ้นโดยความร่วมมือของชาวนาและเยาวชนจากหลายส่วนของ จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลาและพัทลุง กับศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง โดยร่วมมือร่วมใจทำกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การฟื้นวิถีวัฒนธรรมชาวนาภาคใต้ ด้วยวิถีออกปาก กินนาวาน ที่ต่างคนต่างมาช่วยกันโดยสมัครใจ มาร่วมกันถอนกล้าและปักดำข้าวพื้นบ้านจำนวน 10 สายพันธุ์ การหิ้วข้าวหม้อแกงหม้อมาช่วยกัน ทำอาหารกินกันเองในแต่ละมื้อ รวมทั้งเชื่อมโยงกับการทำงานด้านเยาวชน ผ่านฐานเรียนรู้ที่มีชีวิตในแปลงนา เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวให้กับเยาวชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของวิถีชาวนาอีก ด้วย
ทั้งนี้ น้าประพัฒน์ จันทร์อักษร ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกเมืองลุง ตัวแทนของกลุ่มองค์กรชาวนาที่ร่วมกันจัดงานขึ้นมา ได้เล่าถึงวัตถุประสงค์ของงานว่าเพื่อ
1. สร้างขบวนการมีส่วนร่วมขององค์กรชาวนา ศูนย์วิจัยข้าว และภาคีที่เกี่ยวข้องในการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นบ้านภาคใต้
2. สร้างกระบวนการเรียนรู้และปรับกระบวนทัศน์ของเยาวชน องค์กรชุมชน นักวิชาการในการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน นำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับชุมชนได้ และ
3. คืนความหลากหลายทางชีวภาพของพันธุ์ข้าวพื้นบ้านภาคใต้ และนำพันธุ์ข้าวใช้ในการทำนาให้สอดคล้องกับลักษณะพื้นที่ ระบบนิเวศน์ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น
โดยผู้ที่มาร่วมงานในครั้งนี้ ก็มีมาจากหลายพื้นที่หลายองค์กร สังเกตจากรายชื่อที่ลงทะเบียนไว้ประกอบด้วย ตัวแทนชาวนาจากจังหวัดต่างๆ จำนวน 73 คน (จังหวัดพัทลุง 36 คน จังหวัดสงขลา 27 คน จังหวัดนครศรีธรรมราช 10 คน) เยาวชนจากพื้นที่ต่างๆ จำนวน 72 คน (เยาวชนจากจังหวัดพัทลุง 46 คน เยาวชนจากจังหวัดสงขลา 18 คน และเยาวชนจากจังหวัดนครศรีธรรมราช 8 คน) รวมทั้งมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ สื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น อีกประมาณ 30 คน รวมเป็นผู้เข้าร่วมงานกว่า 175 คนทีเดียว
แม้ฝนจะตกแดดจะออก กิจกรรมก็ดำเนินไปอย่างสนุกสนาน
เช้าวันที่ 20 กันยายน 2551 ท้องฟ้าแจ่มใสและลมพัดเย็นมาเป็นระยะ จะว่าไปแล้วก่อนหน้าที่จะถึงวันงาน ทีมเตรียมสถานที่ก็บอกว่าอากาศดีและแดดออกทุกวัน ในขณะที่ในพื้นที่อื่นๆ ฝนตกติดต่อกันมาสักพักแล้ว ทำให้คาดหวังว่าวันนี้อากาศจะดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงพิธีเปิด ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักและยาวนาน ทำเอาวิทยากรที่อยู่ประจำจุดที่วางไว้เป็นฐานการเรียนรู้วิ่งเก็บของกันแทบ ไม่ทัน อย่างไรก็ตาม คุณสุเทพ โกมลภมร ผู้ว่าราชการ จังหวัดพัทลุงที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานกลับยินดีที่จะลงไปทำ กิจกรรมในนาท่ามกลางสายฝนร่วมกับชาวนาและเยาวชนจากหลาย อย่างสนุกสนาน และได้กล่าวความรู้สึก ว่ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานนี้ แม้จะได้ทราบเรื่องเมื่อวานนี้เอง แต่เมื่อได้พลิกดูเอกสารก็พบว่าน่าสนใจ โดยเฉพาะชื่อโครงการที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน คำว่า “นาวาน” คือการไหว้วานมาช่วยกัน สะท้อนการเอื้อเฟื้อแบ่งปันของสังคมไทย อีกทั้งมีความคุ้นเคยกับน้าประพัฒน์ จันทร์อักษร ได้ร่วมเวทีเสวนาเกี่ยวกับเรื่องข้าวพื้นบ้านมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งจังหวัดพัทลุงเองเป็นเป็นเมืองเกษตรอยู่แล้ว ทางจังหวัดก็ได้ให้ความสำคัญกับพี่น้องชาวนาของพัทลุงให้มีความเข้มแข็ง อีกทั้งการที่มีเยาวชนมาร่วมด้วยเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เกิดการเรียนรู้ภูมิปัญญาในการทำนาจากคนรุ่นก่อน สร้างทายาทในการอนุรักษ์อาชีพนี้ให้มั่นคง
คุณสุเทพ กล่าวไว้ในช่วงหนึ่งว่า
“วันนี้ผมเตรียม พร้อมอย่างดี หว่านข้าวก็เคยแล้ว วันนี้จะได้ดำนาด้วยเลย ก็อยากฝากสื่อมวลชนให้ช่วยเผยแพร่ภาพข่าวกิจกรรมเล็กๆ นี้ แต่แฝงไปด้วยความยิ่งใหญ่ งานที่เราทำวันนี้แม้จะดูคนไม่มาก แต่ผมสนใจในสาระเนื้อหาของเนื้องาน ควรช่วยกันขยายผลกันไปเรื่อยๆ ช่วยกันถักทอ ช่วยกันสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม เหมือนก้อนหิมะที่ค่อยๆ กลิ้งลงจากภูเขามา ค่อยๆ รวมตัวกันได้มากขึ้น ใหญ่ขึ้น จะเจอตอเจอต้นไม้บ้างก็ไม่เป็นไร อาจแตกออกไปบ้างแต่ก็ยังกลิ้งต่อไปเกิดเป็นกระบวนการรวมตัวของพวกเรา”
ก้าวต่อไปของกระบวนความร่วมมือ...
ในช่วงท้ายของกิจกรรมได้มีการสรุปผลและประมวลทิศทางการ ทำงานในอนาคต ซึ่งพี่สวาท จันทมาส เจ้าหน้าที่จากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ ก็ได้กล่าวทบทวนเป้าหมายหลักของงานนี้ว่าเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่าง ชาวนากับภาครัฐ และได้เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านกลับไปเป็นกองทุนสำหรับการขยายผลในพื้นที่ โดยไม่ใช่กองทุนที่เป็นตัวเงิน ไม่ได้เป็นทรัพย์สิน แต่เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน ซึ่งกว่าจะมีงานครั้งนี้ก็มีคณะทำงานจากหลายพื้นที่มาร่วมด้วยช่วยกัน โดยมีพื้นที่พัทลุงเป็นตัวหลักในการประสานงาน
แม้ในครั้งนี้จะไม่สามารถทำนาให้ แล้วเสร็จทั้งหมด 10 สายพันธุ์ ด้วยข้อจำกัดด้านฝนฟ้าที่ตกลงมาอย่างหนัก และมีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ แต่ตัวแทนชาวนาจากทุกพื้นต่างที่มีความเห็นตรงกันว่าจะต้องช่วยกันทำให้ เสร็จ น้าวิรุณ สุขนวล ชาวนาจากพัทลุง ถึงกับบอกกับที่ประชุมว่า “ต้องทำให้เสร็จ ยังไงต้องไม่ให้เสียชื่อ นัดกันอีกสักวัน ขดข้าวพกห่อมากินกันเองแล้วเอามาเพื่อเพื่อนด้วย” จนมีข้อสรุปร่วมกันที่จะนัดดำนาอีกครั้งให้แล้วเสร็จในวันอื่นๆ ต่อไปโดยจะมีตัวแทนจากทุกพื้นที่เข้าร่วมเช่นเดิม
พี่สำเริง แซตัน ได้กล่าวถึงความรู้สึกส่วนตัวว่างานนี้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งและค่อน ข้างพึงพอใจ แม้จะไม่ได้ดำนาครบทั้ง 10 พันธุ์ แต่ก็มีกระบวนการตามเป้าหมายที่วางไว้ครบทุกประการ แม้จะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็ถือเป็นการนับหนึ่งแล้ว เพราะสิ่งที่คาดหวังคืออยากให้เกิดความร่วมมือระหว่างศูนย์วิจัยกับกลุ่ม ชาวนาขึ้นมา ทางศูนย์มองว่าการทำกิจกรรมนี้จะก่อให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นงานของชาวนาเอง เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักดิ์ศรีของชาวนาที่ออกปากมาช่วยกันได้ และสิ่งที่มุ่งหวังคือมีการขยายพันธุ์ข้าวไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่มีความเหมาะสม งานวันนี้จึงเป็นเสมือนจุดเริ่มต้น จากข้าว 10 สายพันธุ์ ที่ชาวนาเคยเห็นและต้องการนำกลับไปปลูกในพื้นที่ เมื่อมาร่วมกันทำนาจนได้เมล็ดพันธุ์ก็สามารถนำกลับไปเป็นกองทุนเพื่อการขยาย ผลในชุมชนได้ เพราะการที่จะหวังให้ภาครัฐมาทำเรื่องนี้ก็ค่อยข้างยากด้วยข้อจำกัดหลาย ประการ
“เป้าหมายของศูนย์จึงอยากเห็นว่า แต่ละหมู่บ้านแต่ละชุมชนมีธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นบ้านเป็นของตัวเอง และหากเป็นไปได้อยากให้เกิดตลาดนัดเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นบ้านขึ้นมา พอถึงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เราก็จะมีเมล็ดพันธุ์มาแลกเปลี่ยนกัน เอากลับไปปลูกในแต่ละที่ได้...อีกทั้งงานที่ออกมาแสดงให้เป็นว่าระดับ จังหวัดก็ให้ความสำคัญกับเรื่องข้าวพื้นบ้าน และที่ประสบความสำเร็จมากคือมีสื่อมวลชนมาร่วมงานค่อนข้างมากซึ่งย่อมจะขยาย ผลการประชาสัมพันธ์ออกไปได้อย่างดี ที่สำคัญถือได้ว่าเป็นงานที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับเนื้อหางาน และผู้คนที่มาเข้าร่วม สะท้อนให้เห็นว่า ถ้ามาด้วยใจ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินก็ได้”
สำหรับจังหวะก้าวในอนาคต หลังจากการดำนาครั้งนี้ ที่ประชุมก็มีความเห็นร่วมกันจะต้องมีความร่วมมือกันอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะ จนถึงการเก็บเกี่ยว โดยผนวกรวมมิติงานด้านองค์ความรู้ในการดูแลรักษา การบันทึกลักษณะพันธุ์ การเชื่อมร้อยกับวิถีวัฒนธรรมชาวนา เช่น การจัดงานทิ่มข้าวเม่า การทำขวัญข้าว ไปจนถึงการสร้างการเรียนรู้ร่วมกับเยาวชนในพื้นที่ควบคู่กันไป
ทั้ง นี้ ได้เกิดข้อเสนอให้ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงมาเป็นโรงเรียนของชาวนาและเยาวชนคน รุ่นใหม่ที่จะเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเกิดการผสมผสานความรู้ระหว่าง วิชาการกับภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมา เปรียบเสมือนการยกตัวอย่างของพี่ สมพร รัตนมาศ ที่ว่า “เป็นการผสานนาบน ดินกับนาบนกระดาษ เข้าหากัน ช่วยกันพัฒนาปรับปรุงองค์ความรู้สู่การพึ่งตนเองด้านเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน” ซึ่งทางศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ก็มีความเต็มใจและพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
สำหรับกระบวนการ ทำงานต่อไป ที่ประชุมได้กำหนดร่วมกันว่าจะต้องมีการพบปะและเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ ศูนย์วิจัยเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ช่วงการซ่อมข้าว ช่วงการปรับปรุงบำรุงดิน ช่วงเก็บเกี่ยว โดยเชื่อมโยงกับงานประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ ควบคู่กันไป และอาจเริ่มต้นจากการให้ทางศูนย์จัดทำตารางการดูแลรักษาตามแนวทางวิชาการ และประสานนัดหมายกับกลุ่มชาวบ้านเข้ามาร่วมทำกิจกรรมกัน เป็นต้น
มา ถึงจุดนี้ หากใครที่ได้มีโอกาสอยู่ในที่ประชุมก็คงสังเกตได้ถึงบรรยากาศความร่วมมือที่ เต็มไปด้วยความตั้งใจและความรู้สึกดีๆ ร่วมกัน ก่อเกิดเป็นพลังที่สัมผัสได้อย่างชัดเจน อีกทั้งมีเกร็ดเล็กๆ ให้แอบอมยิ้มได้เป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พี่สำเริง ถามว่าการดูแลรักษาข้าวที่ปลูกนี้จะยอมให้ใช้ปุ๋ยอะไรได้บ้าง น้า พ่วง ศรีทองช่วย ก็พูดแทรกขึ้นมาทันทีว่า “ต้อง เป็นนาอินทรีย์ทั้งหมด” เรียกเสียงเฮจากที่ประชุมได้ยกใหญ่ นำมาสู่การพูดคุยนัดหมายว่าแต่ละพื้นที่จะกลับไปเอาหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ ผลิตใช้เองในแปลงมาเพาะขยายใช้กับแปลงนารวมผืนนี้อย่างไร หรือในช่วงหนึ่ง น้าประพัฒน์ จันทร์อักษร เล่าให้ฟังว่ามีคนจากหน่วยงานหนึ่งเข้ามาเห็นงานที่เกิดขึ้นและมากระซิบบอก น้าพัฒน์ว่าถ้าพวกเราไม่ทำแล้ว เขาจะขอเข้ามาทำแทนได้มั้ย เมื่อน้าพัฒน์ถามกลับไปว่าแล้วจะทำยังไง มีคนมาดำนาหรือเปล่า เขาก็ตอบกลับมาว่า “ไม่มีคนก็จ้างเอา” เท่านั้นเองก็เรียกเสียงเฮได้อีกครั้ง เพราะทุกคนต่างเชื่อมั่นว่าการลงแรงช่วยกันและเอาใจเป็นตัวตั้งต่างหากที่ เป็นแนวทางที่ดีที่สุด หาใช่การใช้เงินมาเป็นตัวตั้ง
คงจะไม่เกินไปนักถ้าจะกล่าวว่าความร่วมมือ ระหว่างกลุ่มองค์กรชาวนาและศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงได้ถูกถักทอขึ้นแล้ว ด้วยความเห็นร่วมบนฐานการเข้าอกเข้าใจในเป้าหมายเดียวกัน เพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกันทั้งจากชาวนา เยาวชน และหน่วยงานภาครัฐ พัฒนาเป็นขบวนภาคประชาชนในการปกปักษ์รักษาวิถีชีวิตชาวนาและพันธุกรรมข้าว พื้นบ้านให้คงอยู่สืบไป.........

