สร้างสำนึกอนุรักษ์ คาบสมุทรสทิงพระ

ผู้แต่ง: 
ฝ่ายข้อมูล แผนงานฐานทรัพยากรอาหาร

"คาบ สมุทรสทิงพระ" เป็นพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของทะเลสาบสงขลา อยู่ระหว่างทะเลสาบสงขลา กับ อ่าวไทย มีพื้นที่ครอบคลุม 4 อำเภอ คือ สิงหนคร, สทิงพระ, ระโนด และกระแสสินธุ์ ในอดีตชาวบ้านในแถบนี้ทำนา ทำสวน ทำน้ำตาลโตนด และทำประมง เป็นอาชีพหลัก

จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้อาชีพในภาคการผลิตและอุตสาหกรรมเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่มากขึ้น รวมไปถึงเกิดปัญหาจากภัยธรรมชาติ ทำให้อาชีพหลักด้านการเกษตรของชุมชนต้องประสบกับความไม่แน่นอน เกิดความไม่มั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม ชาวบ้านต้องโยกย้ายถิ่นฐานไปประกอบอาชีพต่างถิ่น ส่งผลให้ภูมิปัญญาของชุมชนที่สั่งสมมาช้านานเริ่มสูญหาย คนรุ่นหลังทอดทิ้งสังคมชนบทและบ้านเกิดไปสู่สังคมเมือง

เพื่อแก้ไข ปัญหาดังกล่าว "โครงการอนุรักษ์-ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น คาบสมุทรสทิงพระ ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา" จึงถือกำเนิดขึ้นมาจากการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) เพื่อกระตุ้นและสร้างจิตสำนึกในคนในท้องถิ่น ได้เห็นถึงประโยชน์และความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ อันเป็นฐานทรัพยากรอาหาร ที่จะช่วยให้ชาวบ้านมีอาชีพที่มั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และยังคงไว้ซึ่งองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาของชุมชนมิให้สูญหายไป

นาย วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้จัดการแผนงานฐานทรัพยากรอาหาร สสส. ระบุว่า ในปัจจุบันจะเห็นว่าผักพื้นเมืองทั้งหลายได้หายไปจากวิถีชีวิต เนื่องจากการค้ายุคใหม่ทำให้คนรุ่นใหม่นิยมบริโภคอาหารต่างประเทศ

"ถ้า เราสามารถฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ชุมชนก็จะมีอาหารที่มีคุณภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ และประโยชน์อีกด้านหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลย คือครอบครัวเกษตรกรในประเทศไทย มีค่าใช้จ่ายกว่าครึ่งหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของอาหาร ถ้าเขาสามารถสร้างระบบอาหารขึ้นมาได้ นั้นหมายถึงว่าจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ไปได้ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว" ผู้จัดการแผนงานฐานทรัพยากรอาหารกล่าว

นายสามารถ สะกวี หัวหน้าโครงการนี้ เปิดเผยว่า พื้นที่ชุมชนคาบสมุทรสทิงพระประสบปัญหาทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายจากการทำนา กุ้ง และการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม คนรุ่นใหม่หันไปทำงานในโรงงาน ส่งผลให้เกิดค่านิยม และการดำเนินชีวิตแบบสังคมเมือง โดยมองข้ามพลังและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นต้นทุนทางสังคมที่สั่งสมกันมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อขาดการทบทวน ปรับปรุงและประยุกต์ใช้ ทำให้ขาดโอกาสการพัฒนาและแสวงหาทางเลือกใหม่ๆ ในวิถีสังคมเกษตร

ด้วยเหตุนี้ ทางโครงการฯ จึงร่วมกับเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์บ้านบ่อกุล และกลุ่มออมทรัพย์บ้านหัวเปลว หาแนวทางการแก้ไข ด้วยการร่วมกันสนับสนุนให้ชาวบ้านประกอบอาชีพเสริมรายได้ ด้วยการทำน้ำตาลโตนด และการส่งเสริมคนในชุมชนรวมถึงเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ ให้หันมาบริโภคผักพื้นบ้านที่สามารถหาเก็บได้ในท้องไร่ท้องนา เพื่อลดค่าครองชีพและสร้างรายได้ เพิ่มรายได้ด้วยการนำไปจำหน่ายในชุมชน

"ชาว บ้านที่ทำน้ำตาลโตนด ทางกลุ่มออมทรัพย์จะเข้าไปรับซื้อน้ำตาลถึงที่บ้าน โดยให้ราคาเท่ากับท้องตลาด บรรจุปี๊บละ 20 ก.ก. มีราคาสูงถึงปี๊บละ 700-900 บาท เป็นการเพิ่มรายได้หลังจากหมดฤดูทำนา และในช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้วจะมีผักพื้นบ้านหลายชนิด อาทิ ชุมเรียง, แพงพวยน้ำ, ชุมแมว, พิลังกาสา, ผักลิ้น, ผักกาดนกเขา, ผักลิ้นปี่ ขึ้นอยู่เต็มท้องนา สามารถเก็บมาประกอบอาหารและนำไปขายในตลาดชุมชนได้อีกด้วย ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะอนุรักษ์พันธุ์ผักพื้นบ้านให้เป็นฐานทรัพยากร อาหารของตัวเอง" นายสามารถกล่าว

ทางด้านเกษตรกรผู้ทำน้ำตาลโตนด ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์บ้านหัวเปลว นางเพลินพิศ ทองเพชร กล่าวว่า "น้ำตาลโตนดสามารถทำได้ตลอดทั้งปี แค่มีความขยัน ช่วงนี้น้ำตาลราคาดี ทำให้คนบ้านหัวเปลวที่ไปทำงานอยู่ต่างถิ่นกลับบ้านมาทำอาชีพดั้งเดิมกันมาก ขึ้น ทั้งการทำนาและทำน้ำตาล บ้านไหนที่ขึ้นตาลอยู่แล้ว พ่อแม่ก็จะปลูกฝังลูกให้ขึ้นตาลและทำน้ำตาลโตนดให้เป็น เพราะเป็นอาชีพที่ยั่งยืน ทำให้เรารู้สึกรักท้องถิ่นและอยากช่วยกันรักษาทรัพยากรที่มีอยู่ให้ยั่งยืน อีกด้วย"

การทำให้ชาวบ้านได้เห็นประโยชน์ของการทรัพยากรที่มีคุณค่า ในท้องถิ่น และการอนุรักษ์พันธุ์ผักพื้นบ้าน เป็นกลวิธีที่จะปลูกจิตสำนึกให้ชาวบ้านเกิดความรักและหวงแหนในทรัพยากรสิ่ง แวดล้อมของชุมชน แต่ในขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องมีการปลูกให้ฝังเยาวชนรุ่นใหม่ ให้เห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้

โดยทางกลุ่มออมทรัพย์ทั้ง 2 กลุ่ม ได้ร่วมกับโครงการ จัดค่ายเยาวชนสำหรับเด็กอายุ 7-18 ปี ให้เด็กๆ ได้มาร่วมกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องผักพื้นบ้าน และของดีในท้องถิ่นในลักษณะพี่สอนน้อง มีสมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100 คน

ป้ากนิษฐา วงษ์นิกร วัย 59 ปี ชาวบ้านบ่อกุล กล่าวว่า "หลังจากที่ได้ส่งลูกหลานเข้าค่ายเรียนรู้ พบกว่าเด็กๆ ก็หันมากินผักพื้นบ้านกันมากขึ้น ทางบ้านก็จะสนับสนุนด้วยการทำกับข้าวที่เด็กๆ รู้จักและกินง่ายๆ เช่น แกงเลียง ที่นำผักพื้นบ้านมาทำอาหาร ถือเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้มาก เพราะผักต่างๆ เช่น ผักพาโหม ยอดมันปู ผักพื้นบ้าน เหล่านี้หาเก็บได้ง่ายในท้องนา โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ"

การส่งเสริมให้ทำน้ำตาลโตนด และการอนุรักษ์พันธุ์ผักพื้นบ้าน เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมให้คนในชุมชนคาบสมุทรสทิงพระมีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น ด้วยการลดรายจ่าย สร้างรายได้เพิ่ม ทั้งเป็นช่องทางในการกระชับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและชุมชนให้มีความ เข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น

ในที่สุดจะกลายเป็นจิตสำนึก และเป็นพลังสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น เพื่อให้เป็นฐานทรัพยากรอาหารที่ยั่งยืนสำหรับชุมชนในคาบสมุทรสทิงพระต่อไป