ข้าว ในด้านวิทยาศาสตร์ คือพืชที่มีกำเนิดจากข้าวป่าอย่างน้อย 2 สายพันธุ์ผสมกันโดยธรรมชาติ และมีคนรู้จักนำมากินและปลูกต่อๆ กันมา ซึ่งประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดข้าว เพราะมีพันธุ์ข้าวที่หลากหลายสายพันธุ์
สำหรับข้าวกับคนไทยนั้น ต้องมาดูถึงคำว่าคนไทยก่อน
ปัจจุบัน คนไทยพูดภาษาไทยปนภาษาต่างประเทศ มากกว่าคนไทยในมณฑลกวางสี จีน พม่า เวียดนาม เสียอีก ซึ่งเมื่อดูคนไทยจากภาษาไทย พบว่า คนไทในเวียดนาม จะเรียก seed ว่า “แก่นเชื้อ” ซึ่งเป็นคำไทยแท้ที่คนไทยฟังแล้วเข้าใจได้โดยไม่ต้องอธิบาย แต่คนไทยในประเทศไทยเรียกว่าเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นคำใหม่
ข้าวขวัญ ซึ่งหมายถึงข้าวที่ใช้ในพิธีบานศรีสู่ขวัญ ซึ่งเราเรียกกันว่า บายศรี เป็นคำราชาศัพท์ที่นำมาจาก ”บาย” ภาษาเขมร ที่แปลว่า “ข้าวสุก” รวมกับคำว่า “ศรี” ภาษาสันสกฤต ซึ่งหมายถึงมงคล หรือความดีงาม แต่คนทั่วไปมักเข้าว่าเป็นใบตองที่ประดิษฐ์ตกแต่งและนำมาครอบข้าวสุกที่อยู่ ด้านใน ซึ่งแม้แต่สุนทรภู่ ก็เข้าใจว่าเป็นใบตอง
หรือคำว่า “ข้าวหมาก” ซึ่งเป็นการเรียกต่อๆ กันมาที่ผิดไปจากเดิม เพราะคำว่า “หมาก” คือคำว่า “ไม้” แต่เมื่อไปดูคนไทดำในเวียดนาม เขาจะเรียกข้าวเหนียวที่นำมาหมักโดยใส่ลูกแป้ง ว่า “ข้าวหมัก” โดยมีคำเรียก “ลูกแป้ง” ว่า “แป้งเชื้อ”
ความเป็น “คนไทย” นั้น ไม่ได้เกิดจากสายเลือด เชื้อชาติ เพราะในดินแดนสยาม มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์อยู่รวมกันมาช้านาน อีกทั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กันเขตแดนอาศัยหรือแผ่นดิน แต่อยู่ที่วัฒนธรรม ซึ่งวัฒนธรรมไทย เป็นวัฒนธรรมการปลูกข้าว ในพงศาวดารล้านช้าง บอกว่า คนไทย คือคนที่อยู่ในที่ลุ่ม กินปลา ทำนาลุ่ม กินข้าว
เดิมนั้น คนไทยนับถือข้าวเป็นแม่ ชั้นเทพ ที่ต้องเคารพ และกตัญญู เรียกแม่ข้าวว่า “แม่โพสพ” ซึ่งนอกจากแม่โพสพแล้ว ยังมี แม่ธรณี แม่คงคา และแม่ที่คลอดและเลี้ยงเราออกมา คนไทยแต่เดิมจึงมีแม่ 4 แม่ เป็นแม่ที่เป็นมนุษย์ 1 และเป็นเทพอีก 3 ซึ่งแม่ที่เป็นเทพจะอยู่เหนือกว่าแม่ที่เป็นมนุษย์ และมีพิธีกรรมมากมายที่มาแสดงให้เห็นถึงการระลึกรู้บุญคุณของแม่ทั้ง 3
นาในความหมาย คือ พื้นที่ราบ มีคันนาโดยรอบ เก็บกักน้ำ(เพื่อปลูกข้าว) ได้โดยมีคันนา คนไทยสมัยก่อนไม่ขายนา และไม่เอาที่นาไปทำอย่างอื่น เพราะถือว่าไม่คู่ควร
ยุ้ง หรือที่เก็บข้าว คือที่อยู่ของแม่โพสพ เป็นที่ศักดิ์สิทธิ ถ้ารื้อเอาไม้ไปทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากกุฏิพระ ไม่มีการรื้อนำมาปลูกบ้าน เพราะไม่คู่ควร และเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตไม่เจริญ หรือเจ็บป่วยได้
สังคมไทยเป็นสังคมศักดินา ซึ่งแตกต่างจากระบบศักดินาของยุโรป
เรามี “เจ้าแผ่นดิน” และมีการเทียบยศ ศักดิ์ หรือค่าของคนกับขนาดของผืนนา มี ทาส ไพร่ ขุนนาง เทียบค่าจากที่นาที่ถือครอง โดยกษัตริย์ เป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมด
การปกครอง เป็นระบบจัตตุสดมภ์ มี เวียง วัง คลัง นา ซึ่งมีความสำคัญเสมอเทียมหน้ากันทั้ง 4 เหล่า
คำว่าอาหาร เราใช้คำว่า “ข้าวปลาอาหาร”
คำว่า “ข้าวยากหมากแพง” สะท้อนลักษณะความสัมพันธ์ของข้าว กับหมาก ในสังคมยุคหนึ่งได้เป็นอย่างดี เพราะข้าวเป็นสิ่งที่ปลูกเองได้ ไม่มีราคาแต่มีค่าเท่าชีวิต ขณะที่หมากเป็นสิ่งเสพติดที่นิยมกันทั่วเมือง ถูกจัดให้เป็นเครื่องยศ และเป็นสินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีมากที่สุด
คำว่า “ข้าวใหม่ ปลามัน” เป็นคำที่มาจากภาคกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความอุดมสมบูรณ์ เป็นช่วงหลังเก็บเกี่ยวซึ่งได้ข้าวใหม่ที่มีความหอมนุ่ม อร่อย และมีปลาชุกชุมซึ่งเป็นปลาที่อ้วนสมบูรณ์ ซึ่งช่วงเวลาข้าวใหม่ปลามันจะมีอยู่ 3 เดือน ซึ่งคำนี้จะถูกนำมาเปรียบเทียบตอนช่วงตั้งรัฐบาลใหม่เสมอ
“ข้าวเหลือเกลืออิ่ม” หมายถึงช่วงที่มีผลผลิตมาก
“ข้าวคอยเคียว” เป็นคำเปรียบผู้หญิงที่ถึงวัยออกเรือน รอคนมาสู่ขอ
“ข้าวคอยฝน” เป็นคำเปรียบผู้ชายที่รอสร้างฐานะเพื่อไปสู่ขอผู้หญิง
คนไทยต้องมี 2 อย่าง คือ มีข้าว และมีขวัญ
คนไทยมี “มิ่ง” กับ “ขวัญ” ที่อยู่คู่กับตัวเอง ซึ่งมิ่งมักไม่หนีหายไปไหน แต่ขวัญมักหนีหายไปในที่ต่างๆ ยามตกใจ เรามีคำว่า “ขวัญหนีดีฝ่อ” ต้องเรียกขวัญหรือทำขวัญ ให้ขวัญกลับมา “อยู่กับเนื้อกับตัว”
คนไทยในประเทศไทยทำขวัญหรือเรียกขวัญ โดยใช้หมอทำขวัญ เป็นคนเรียก ซึ่งการเรียกขวัญต้องทำการอัญเชิญเทพต่างๆ มาประชุมและเรียกขวัญ
ไทดำในเวียดนาม ซึ่งยังคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้ ยังนิยมเรียกขวัญ และทำขวัญ ซึ่งเห็นได้ทั่วไปในสังคมของชาวไทดำ และไม่ต้องให้หมอขวัญทำ แต่ใช้แถน
คนไทดำยังนับถือแถน และผีปู่ย่า ผีตายาย การทำขวัญของชาวไทดำ จะทำการเรียกขวัญโดยติดสินบนให้แถน ซึ่งเป็นหัวหน้าผี ด้วยของที่ดีที่สุด
สินบนที่ดีที่สุดเพื่อถวายให้แถน คือ ข้าวและเหล้า ซึ่งเหล้าก็ทำมาจากข้าว
นอกจากข้าวและเหล้าแล้วยังมี ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ซึ่งทำจากข้าว เมื่อไปดูรากคำว่า “ขนม” ของไทย หมายถึง คำว่า ข้าว + หนม ซึ่งคำว่าหนมนี้มี 2 ความหมาย คือ นวด และหวาน ซึ่งขนมของไทยนั้น ชาวจ้วง เรียกว่า “ข้าวหนม”
ขนมของไทยแต่เดิมจะทำจากข้าวหรือแป้งจากข้าว กับน้ำตาล
ข้าวในด้านเศรษฐกิจ เราจะพบว่าข้าวเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยอยุธยา จนมาถึงปัจจุบันนี้ ในสมัยต้นรัตนโกสินธ์ มีการเบิกถางที่รกร้างเป็นผืนนาขนาดใหญ่และขุดลอกคูคลองเพื่อทำนาในเขต จังหวัดนครนายก และปทุมธานี
ในอนาคต ข้าวจะเป็นพืชอาหารที่สำคัญของโลก เพราะเป็นพืชอาหารชนิดเดียวที่ทนน้ำท่วมขังได้ดี และมีพันธุ์ข้าวที่ขึ้นน้ำ(หรือข้าวฟางลอย) ซึ่งจะสามารถเจริญเติบโตได้ในภาวะน้ำขึ้น ซึ่งมีลักษณะการค่อยๆ เติบโตได้ในน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มระดับสูงขึ้น
ปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีคนต่างชาติซึ่งร่ำรวยจากการค้าน้ำมัน ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของข้าวในการแก้วิกฤติการณ์อาหารโลกอย่าง เศรษฐีน้ำมันชาวซาอุดิอาระเบียมากว้านซื้อที่ดินเพื่อทำนาในประเทศไทย ซึ่งการมีข้าวหรืออาหารกินนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่เรียกได้ว่าเป็น “ความมั่นคงทางอาหาร” ซึ่งประเทศญี่ปุ่นก็จะเน้นเรื่องนี้มากจากบทเรียนของตนที่เคยผ่านวิกฤติ การณ์แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2
“ความมั่นคงทางอาหาร” นั้น นั้นสำคัญกว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางการเกษตรจึงเป็นความมั่นคงของชาติ เป็นอธิปไตยทางอาหาร สำหรับประเทศไทยแล้ว “สิ้นนา สิ้นชาติ”

