กฎหมายว่าด้วยความ ปลอดภัยทางชีวภาพ กลไกสำคัญต่อการรักษาฐานทรัพยากรอาหารของประเทศไทย

ผู้แต่ง: 
ผศ.ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล

1. แนวคิดพื้นฐานในการร่างกฎหมายฉบับนี้

ปัจจุบันนี้มีวิธีคิดที่เกี่ยวกับ จีเอ็มโอในโลกที่สำคัญ แบ่งออกได้เป็น  2 สาย คือ 
1. เป็นสายที่เน้นในเรื่องข้อพิสูจน์ทางด้านวิทยา ศาสตร์ หลักคิดคือ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์ว่าจีเอ็มโอนั้นมีอันตราย ดังนั้นมันจึงควรจะปลอดภัย การจะไปห้ามการใช้จะต้องมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ให้ได้เสียก่อนว่ามันมี อันตราย
2. เนื่องจากเราไม่รู้ว่าตัวจีเอ็มโอมันอาจจะเกิด ผลอะไรขึ้นบ้างในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันอาจจะเกิดกระทบต่อทรัพยากรทางชีวภาพที่อยู่ในโลกนี้ ทั้งหมด และถ้ามันเกิดขึ้นอย่างนั้นจริง ๆ  นั่นหมาย ความว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลกจะได้รับผลกระทบจากจีเอ็มโอ ซึ่งเราอาจจะไม่สามารถเยียวยาให้กลับมาสู่สภาพดังเดิมได้ ดังนั้นผลกระทบอย่างนี้มันเป็นผลที่ค่อนข้างจะรุนแรง ในแนวคิดนี้จึงมีความคิดว่าถ้ายังไม่แน่ใจว่ามีความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เราก็ควรจะมีมาตรการอะไรตีกรอบการใช้จีเอ็มโอไว้ก่อนดีหรือไม่  และถ้ามันยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็อย่าเพิ่งไปใช้มันอย่างเต็มที่ ถ้าอะไรที่เราคิดว่ามันเสี่ยงนิดหน่อย เราก็หยุดมันไว้ก่อน ซึ่งตั้งอยู่ในแนวความคิดว่าระมัดระวังไว้ก่อน ว่าอย่าให้มันเกิด โดยมีแนวคิดพื้นฐานว่า ถ้ามันเกิดขึ้นมันอาจจะย้อนกลับอีกไม่ได้ในอนาคต
โดยในปัจจุบันนี้มีกฎหมาย ที่กระทรวงทรัพย์ฯได้ยกร่างขึ้นมาแล้ว หนึ่งฉบับ ซึ่งมีชื่อที่แตกต่างกับร่างที่ภาคประชาชนร่างขึ้นมา เนื่อง จากแนวคิดพื้นฐานในการร่างกฎหมายก็มีความแตกต่างกัน โดยของประชาชนของเราวางอยู่ในฐานความคิดสายที่สอง คือ ต้องระมัดระวังไว้ก่อน ดังนั้นทุกมาตรการที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ฉบับนี้ จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดเหล่านี้ทั้งสิ้น
 
2. กลไกของ กฎหมาย 
กลไกของกฎหมายฉบับนี้จะเน้นในการควบคุมกิจกรรม ทุกๆ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับจีเอ็มโอ โดยแยกจีเอ็มโอตามระดับความร้ายแรงของ จีเอ็มโอ เช่น ในระดับอันตรายน้อยที่สุด และอันตรายมากที่สุดซึ่งเราห้ามเลย ก็จะมีการควบคุม มีระดับของมาตรการที่ระดับความหนักเบาแตกต่างกันโดย กิจกรรมหลักๆ ที่เราเข้าไปควบคุมแบ่งได้เป็น 4 ประเภท   คือ
1. กลุ่มนำเข้า ส่งออก นำผ่านในประเทศ การจะเข้ามา หรือใช้ในประเทศ หรือจากประเทศไทยแล้วส่งออกไปต่างประเทศ หรือจากประเทศอื่นส่งผ่านมาในประเทศไทยเพื่อส่งผ่านไปอีกประเทศ ก็ตาม จะถูกทำการควบคุมกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ทั้งหมด
2. กลุ่ม ที่เราเอามาใช้ เราจะแบ่งออกเป็น การใช้ในสภาพมิดชิดหรือในห้องทดลอง การใช้ในสภาพที่ จำกัด หรือการนำออกมาอยู่ในแปลงข้างนอก แต่เราจะมีการจำกัดจำนวนประชากร เช่น ถ้าเป็นพืชกฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้ให้พื้นที่ทำได้ไม่เกิน 1 ไร่ หรือถ้าเป็นสัตว์กฎหมายฉบับนี้ กำหนดไว้ให้ไม่เกิน 100 ตัว เป็นต้น โดยดูจากจำนวนประชากรที่จะนำไปใช้ในจีเอ็มนั้น
3.  การปลดปล่อยออก สู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการเผยแพร่เป็นการทั่วไปแล้ว กลไกและมาตรการในการควบคุมก็จะมีระดับที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น
4. ประเภทที่สี่ที่มีการควบคุมในเรื่อง กิจกรรม คือ ประเภทที่มีการจำหน่าย ที่ให้เราบริโภค หรือผลิตเป็นวัตถุดิบอะไรก็ตาม
กลไกในการควบคุมกิจกรรมทั้ง 4 ประเภท จะมีความหนักเบาในการควบคุมตามน้ำหนักของความอันตรายของตัวจีเอ็มโอ อย่างไรก็ตามในการเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนจำนวนมากๆ เช่น ในกรณีการปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม หรือมีการจำหน่าย เราจะใช้กลไกชุมชน เช่น ถ้ามาปลูกที่บ้านเรา ก็ต้องมีการทำประชามติในอบต.ของบ้านเรา ว่าเราเห็นด้วยหรือไม่ ในกรณีที่มีการขายเผยแพร่ไปทั่วประเทศ เรากำหนดให้มีการทำประชาพิจารณ์ไว้ด้วยว่า ต้องถามชาวบ้านว่าเห็นด้วยหรือไม่กับที่ขายผลิตภัณฑ์ที่เป็นจีเอ็มโอทั่วไป เหล่านี้
 
3. มาตรการใน การคุ้มครองถ้ามีการเกิดเหตุอะไรขึ้น  
จากที่เราใช้ฐานความคิดที่ให้ความสำคัญในเรื่อง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นในทุกกิจกรรมที่เราเข้าไปควบแม้ว่าเขาจะผ่านข้อกำหนดต่างๆ ซึ่งยากแสนยากมาได้ และก็จำเป็นอนุญาตออกไป แต่ว่าถ้ามีเหตุอะไรก็ตามที่ทำให้สงสัยได้ว่ามันเกิดความสุ่มเสี่ยงที่จะก่อ ให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม การอนุญาตนั้นสามารถยกเลิกได้ตลอดเวลา
ดังนั้นในกระบวนการเหล่านี้จึงมีมาตรการในการ คุ้มครองสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มการคุ้มครองผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่าใครเป็นคนก่อให้เกิดความเสียหายนั้นๆ ขึ้น คุณจะต้องเป็นคนจ่าย เยียวยา ดังนั้นต้องมีการชดใช้ถ้าสิ่งแวดล้อมมีการปนเปื้อน ต้องมีการทำความสะอาด คุณต้องเป็นคนรับผิดชอบ กลไก นี้มีกำหนดไว้ตั้งแต่ ใครอยากจะใช้ประโยชน์จากจีเอ็มโอ จะต้องมีการวางหลักประกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น การเอาผลิตภัณฑ์ที่เป็นจีเอ็มโอมาจำหน่ายจะต้องมีการจ่ายค่าทำเนียมเข้าสู่ กองทุนความปลอดภัยด้วย ดังนั้นเราเห็นว่าคนที่ก่อให้เกิดความเสียหายต้องเป็นคนจ่าย อย่างไรก็ตามเรามีกำหนดให้มีกองทุนที่พอจะนำออกมาช่วยเหลือในกรณีที่เกิด ความเสี่ยง
2. มาตรการคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก จีเอ็มโอ เรามีการเขียนไว้ สมมติ ว่าคนที่กินคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นจีเอ็มโอแล้วได้รับอันตราย ก็สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากคนที่ก่อให้เกิดความเสีย หายได้ คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้  นอกจากนี้ยังมีการคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบในทางอ้อม อีกด้วย เช่น ผู้ที่ประกอบเกษตรกรรมแบบอินทรีย์ ปลูกข้าวเพื่อส่งออกซึ่งปัจจุบันข้าวเราเป็นข้าวอินทรีย์ ไม่มีจีเอ็มโอปนเปื้อน แต่สมมติว่าวันดีคืนดี ประเทศไทยมีการใช้จีเอ็มโอ แล้วทำให้เวลาส่งออกคนที่สั่งซื้อต้องการให้มีการรับรองว่าข้าวที่ส่งมาปลอด จากจีเอ็มโอ ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการ หรือเกษตรกรที่ต่อไปนี้จะต้องนำข้าวไปตรวจก่อนว่าข้าวที่ส่งไปไม่ได้เป็นจี เอ็มโอ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คนที่นำจีเอ็มโอเข้ามาจะต้องเป็นผู้จ่าย  ทั้งนี้เพราะเราต้องการที่จะคุ้มครองเกษตรกรที่ปลูกแบบ เกษตรอินทรีย์ที่ไม่อยากจะไปข้องเกี่ยวกับจีเอ็มโอ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากผู้ที่ใช้จีเอ็มโอ
3. กลุ่มผู้ที่ใช้จีเอ็มโอโดยสุจริต อีกกลุ่มหนึ่งที่โครงสร้างกฎหมายนี้ได้ให้การคุ้มครองไว้ด้วย คือกลุ่มผู้ที่ใช้จีเอ็มโอโดยสุจริต แน่นอนว่าเขาอาจจะขออนุญาตทดลองจนกระทั่งได้ผ่านเกณฑ์แล้วก็ขายออกไป เกษตรกรอาจจะไปซื้อเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอนั้นมาปลูก แต่ว่าในท้ายที่สุดในอนาคตข้างหน้า ปรากฏมันโผล่ออกมาว่าเป็นผลเสีย แน่นอนว่าเกษตรกรที่นำมาปลูกเท่ากับเป็นผู้ทำให้เกิดความเสียหายด้วย เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้วเกษตรกรต้องได้รับผิดชอบด้วย เราจึงมีกลไกอันหนึ่งที่เขียนเอาไว้ว่า ในกรณีที่เกษตรกรหรือใครที่ซื้อมาจากคนที่ได้รับอนุญาตให้ขาย ให้ปลูก ให้ใช้ เกษตรกรก็ไปซื้อมาอีกทอดหนึ่งเพื่อมาใช้ เกษตรกรไม่จำเป็นต้องเป็นผู้รับผิดชอบในผลเสียหายสุดท้ายที่เกิดขึ้น แต่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อผลเสียหายแทนเกษตรกรหรือผู้ใช้ตรงนี้ก็คือคนที่ เอามาขาย คนที่ได้รับอนุญาต คนที่บอกว่าพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัย คนๆ นั้นจะต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ เราจึงมีกลไกในการคุ้มครองผู้ที่ใช้อย่างสุจริตไว้ด้วย  โดย ที่ไม่รู้ก็เห็นเขาบอกว่าปลอดภัย และได้ผ่านการได้รับอนุญาตออกมาแล้ว จึงไปซื้อมาและนำมาใช้ เราจึงมีกลไกการผลักภาระความรับผิดชอบไปยังผู้ที่ขาย คนที่ได้รับอนุญาต คนที่บอกว่าพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัย
 
4. มาตรการ เสริม มาตรการคุ้มครอง
ในกฎหมายฉบับนี้เราได้มีมาตรการเสริม มาตรการคุ้มครอง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม หลักๆ คือ
1. การพิสูจน์ในคดีจึงได้ผลักภาระจากผู้ ที่รับความเสียหายไปยังผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ในกรณีใดๆ ก็ตามที่ผู้ได้รับความเสียหายจากจีเอ็มโอ ถ้าหากจะต้องการไปฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหาย ปกติแล้วคนฟ้องจะต้องเป็นผู้พิสูจน์ให้ได้ว่าตนเองเป็นผู้ที่ได้รับความเสีย หาย ซึ่งแน่นอนว่าบางครั้งเป็นเรื่องที่ยากมากที่เกษตรกรจะไปพิสูจน์ในสิ่งเหล่า นี้ ในกลไกกฎหมายฉบับนี้จึงได้ทำการเปลี่ยนข้างโดยบอกว่าผู้ที่รับความเสียหาย สามารถฟ้องได้เลย แต่ว่าผู้ที่ใช้จีเอ็มโอ คนจำหน่าย จะต้องเป็นผู้ที่พิสูจน์ว่าความเสียหายนั้นไม่ได้เกิดจากจีเอ็มโอ เพราะฉะนั้นภาระการพิสูจน์ในคดีจึงได้ผลักภาระจากผู้ที่รับความเสียหายไปยัง ผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ทั้งๆ ที่ผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นจำเลยในคดีนั้น แต่ เขาต้องมีภาระทำการพิสูจน์หักล้างให้ได้
2. มาตรการการดำเนินคดีแบบกลุ่มได้ มาตรการเสริมในประการที่สอง ในกรณีที่จีเอ็มโอ ในกรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหายมันคงจะไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คนใด คนหนึ่งเท่านั้นแต่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายกับคนจำนวนมาก ซึ่งอาจจะเป็นประชาชนคนไทยทั้งประเทศเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นในกรณีที่มีใครคนหนึ่งฟ้องคดีและชนะคดีไปแล้ว ประชาชนคนอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายในทำนองเดียวกันไม่จำเป็นต้องฟ้องร้องคดีใหม่แล้ว สามารถใช้ผลของคดีนั้นรวมกลุ่มกันได้ เราจึงมีมาตรการการดำเนินคดีแบบกลุ่มได้  ศาลเองก็ ไม่ต้องมาวินิจฉัยคดีใหม่
3. ขยายอายุความจาก 1 ปี เป็น 3 ปี และยาวที่สุดไม่เกิน 10 ปี เนื่องจากความเสียหายที่เกิดจากจีเอ็มโอ มีลักษณะ ที่ไม่ได้กินวันนี้แล้วตายวันนี้ อาจต้องใช้เวลาสั่งสมในร่างกายพอสมควร ดังนั้นระยะเวลาที่กว่าเราจะรู้ว่ามันก่อให้เกิดความเสียหายอาจจะใช้ระยะ เวลายาวนานมาก ดังนั้นกฎหมายฉบับจึงได้ขยายอายุความจาก 1 ปี เป็น 3 ปี และยาวที่สุดไม่เกิน 10 ปีนับตั้งแต่มีความเสียหายที่เกิดขึ้น
 
5. สรุป
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐเองก็มีการร่างกฎหมายในลักษณะทำนองอย่างนี้แต่ว่ากฎหมายที่ ภาครัฐยกร่างขึ้นมานั้นยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับหลักในเรื่องที่เราจะต้อง ระมัดระวังไว้ก่อนอย่างเพียงพอ มาตรการในการเยียวยาผู้ที่รับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากจีเอ็มโอยัง น้อยไปหน่อย แม้แต่ในเรื่องอายุความหรือมาตรการ เสริมต่างๆ  ที่จะนำมาใช้กับผู้ที่ได้รับความเสียหาย ก็ยังน้อยเกินไป เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ตอบปัญหาที่เกิดจากข้อจำกัดที่ เกิดกับร่างกฎหมายที่หน่วยงานภาครัฐได้ร่างขึ้นพอสมควร
อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญคือ มาตรการกฎหมายเป็นกลไกเล็กๆ อันหนึ่งเท่านั้น ของกระบวนการทั้งหมด แต่ว่าเกษตรกรเอง หรือแม้แต่นโยบายภาครัฐ แม้แต่การส่งเสริมการวิจัย ว่าเราจะใช้เทคโนโลยีอย่างเพียงพออย่างไร นี่คือหลายๆ ปัจจัยที่จะช่วยในเรื่อง จีเอ็มโอ ให้เดินไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง และ กฎหมายเป็นเพียงตัวเครื่องจักร เป็นกลไก เป็นลานตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนอะไรหลายๆ อย่างให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง หวังว่ากฎหมายฉบับนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการ เกษตรกรรมของประเทศไทย