กฎหมายว่าด้วยความ ปลอดภัยทางชีวภาพ ความจำเป็นต่อการรักษาฐานทรัพยากรอาหาร

ผู้แต่ง: 
รศ.ดร.สุรวิช วรรณไกรโรจน์

อย่างที่เราทราบกันแล้วว่าอาหาร ได้มาจากแหล่งต่างๆ มากมาย แต่เราจะรักษาฐานทรัพยากรอาหารได้ก็ต้องอยู่บนฐานความหลากหลายของพันธุกรรม ให้ได้ และยังต้องสร้างความหลากหลายทางพันธุ์กรรมซึ่งก็มีวิธีการสร้างได้หลายวิธี ทั้งจากเทคโนโลยีที่เหมาะสม ที่คุณเดชา ได้เผยแพร่ความรู้อยู่ที่สุพรรณบุรี และ เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ จีเอ็มโอ อย่างนี้ก็สามารถทำได้

อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีต่างๆ ก็มีทั้งข้อดี และข้อควรระวัง กล่าวคือมีทั้งดีและร้าย อันไหนที่มีอนุภาพมากก็จะมีทั้งสองทางมากตามไปด้วย เช่น นิวเคลียร์ ประโยชน์ก็มีมาก ผลเสียก็มีมาก เทคโนโลยีที่เราได้ยินมากก็คือ เทคโนโลยีชีวภาพ คือการสร้างสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมหรือการตัดต่อยีน มันก็เข้ามาเป็นเทคโนโลยีใหม่ ในด้านการสร้างความหลากทางพันธุกรรม มันเข้ามาพร้อมกับการขยายผลทางด้านทุนและตลาด

สำหรับเทคโนโลยีพวกเราที่ไปเรียนต่าง ประเทศ กลับมาเราก็เก่งในเรื่องการใช้เทคโนโลยี ไม่รู้ว่าสังคมไทยเราถูกหล่อหลอมคนไทยให้เป็นอย่างนั้นหรือไม่ เวลาคนของเราส่งไปเรียนเมืองนอกไปร่ำเรียนมาถูกล้างสมอง ในเรื่องเทคโนโลยีกลับมา 90 % ในห้องนี้มีมือถือ ใช้ เราก็แบบเดียวกันไปเรียนเมืองนอกมาก็ใช้คอมพิวเตอร์เก่งแต่ถามว่าทำ คอมพิวเตอร์เป็นหรือไม่ เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ หรือไม่ เหลือนิดเดียวที่สามารถทำได้ เราไม่สามารถสร้างเทคโนโลยีได้ อันนี้เป็นเรื่องจริงและเรื่องเศร้า ของการสร้างทรัพยากรบุคคลเพราะเน้นการสร้างทรัพยากรบุคคลเพื่อการใช้ เทคโนโลยี ไม่ใช่เพื่อการสร้างเทคโนโลยี หรืออย่างน้อยสร้างคนให้เท่าทันเทคโนโลยี เท่าทันตลาดก็แทบไม่มี

จึงได้นำไปสู่ปัญหา ซึ่งตอนนี้ก็มีความพยายามที่ใช้พลังทางการตลาดบอกว่าถ้าใครไม่ใช้เทคโนโลยี ทางชีวภาพคุณจะตกยุค เพราะฉะนั้นใครๆ ก็ต้องกระโดดเข้าไปทำ จริงๆ แล้วเราไม่ได้คิดในเชิงยุทธศาสตร์ให้ลึกซึ้งแม้แต่การทำลายพิมพ์ดีเอ็นเอ ก็ไม่มีอะไรที่เราทำได้เองเลยในเมืองไทย เครื่องก็ต้องซื้อ สารเคมีก็ต้องซื้อ จากต่างประเทศ ทุกอย่างลงทุนซื้อไปหมด

สำหรับจีเอ็มโอ สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม เป็นสิ่งที่ถูกกระพือข่าวกันมากว่ามันมีประโยชน์มากมายใครๆ ก็อยากเข้ามาทำ แต่ในขณะเดียวกันมันด้านดำด้วย ซึ่งที่เป็นอยู่มีแต่ การนำเสนอแต่ด้านขาวเป็นหลักโดยที่ไม่ได้พูดถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งก็พบว่าระเบียบที่มีอยู่มันไม่เพียงพอ เช่นกรณีมีการหลุดลอดปนเปื้อนจีเอ็มโอ ทำให้กรรมสิทธิ์ฯ ต้องฟ้อง เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีการแก้ไขเยียวยาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จีเอ็มโอที่นำมาทดสอบในบ้านเรา ที่หลุดรอดเป็นตัวแรก คือ ฝ้ายต้านทานหนอน ตัวที่สอง เป็นมะละกอต้านทานโรคไวรัส สอง ตัวที่หลุดรอดไปจะมีผลต่อฝ้าย และ มะละกอ พันธุ์ที่มีอยู่ปกติทันที เพราะพันธุ์จีเอ็มโอ ทั้งสองนี้มีความสามารถรอดชีวิตดำรงพันธุ์ได้ดีกว่าพันธุ์ปกติ จะทำให้เมื่อทิ้งนานไปเรื่อย พันธุ์สองพันธุ์นี้ก็จะกินพื้นที่ทั้งหมดไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่จะข้ามไปเขมร ลาว พม่า มาเลเซีย เพราะว่าแมลงพาเกสรไป และ ยิ่งมะละกอก็จะไปเร็วหน่อย ฝ้ายอาจจะไปตัวเองช้าหน่อย ดังนั้นความหลากหลายของธรรมชาติก็จะค่อยๆ หายไปเรื่อย นอกจากนี้ยังมีกรณีข้าวโพด

นักวิชาการเกษตรของเราถูกล้างสมองไว้ว่าการปลูก พืชเชิงเดี่ยวเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้นเขาจะไม่ค่อยมีความรู้สึกเท่าไหร่ ว่าความหลากหลายทางชีวภาพหายไปจะมีผลกระทบต่อระบบการผลิตทางการเกษตร นั่นก็คือสาเหตุหนึ่งที่เขาไม่เข้ามาเยียวยาการหลุดรอด และก็เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีความพยายามที่จะผลักดันให้มีการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นา ซึ่ง ร่างกฎหมายอีกฉบับ ดูเหมือนว่าตอนที่เริ่มร่างก็จะมีลักษณะการควบคุม ศึกษาวิจัย ทดลองและใช้ประโยชน์จีเอ็มโอ แต่เมื่อร่างไปร่างมา แก้ไขไปมา จากควบคุมก็กลายเป็นมิติของการอนุญาตมากกว่า จากฐานเดิมที่คิดว่าจีเอ็มโอน่าจะมีอันตรายกลายเป็นว่า อยู่บนฐานความคิดใหม่ว่าจีเอ็มโอไม่น่าจะมีอันตราย วิธีการออกกฎหมายบนพื้นฐาน ๆ 2 พื้นฐานนี้มันแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นภาคประชาชนจึงได้มีการร่างกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ ขึ้นมาอีกฉบับโดยที่มีผม กับอาจารย์สมชาย ช่วยกันร่าง

โดย กฎหมายที่เราร่างขึ้นยังอยู่บนฐานที่ว่าจีเอ็มโอยังมีความเสี่ยงที่จะ สร้างมหันตภัยให้กับฐานทรัพยากรอาหารของประเทศไทย เราต้องมีการมองในประเทศอื่นๆ มองตัวอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่าวัวหายแล้วล้อมคอกอย่างไร เราได้มีวัวหายแล้ว 2-3 ตัวคือ จีเอ็มโอฝ้าย มะละกอ และข้าวโพด การล้อมคอกของเราไม่ใช่อาศัยความรู้ทางทฤษฎี เท่านั้น กฎหมายของเราจะต้องเอาเรื่องอุปนิสัย วัฒนธรรม สังคม ของคนไทยเข้ามาใช้ว่า สิ่งใดนำมาใช้ได้ในทางปฎิบัติหรือไม่อย่างไร ร่างกฎหมายของภาครัฐ เขาจะไม่ได้คำนึงถึงในเรื่องนี้ ทุกอย่างเขาจะคำนึงถึงในเชิงทฤษฎี ทำได้หรือไม่ได้ไม่รู้ คิดอย่างเดียวว่าน่าจะทำได้

เราก็ทราบ ยกตัวอย่าง เจ้าสัวซีพีก็บอกว่าเลี้ยงกุ้งในนาข้าวสามารถทำได้ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่ง แวดล้อม แต่ว่าในสภาพความเป็นจริงเราก็ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นในนา สภาพความเป็นจริงนั่นก็คือทางทฤษฏีและทางปฎิบัติต่างกันโดยสิ้นเชิง คนที่จะออกกฎระเบียบอะไรมาควบคุม ก็ต้องดูว่าสภาพสังคมไทยเป็นอย่างไร เราก็พยายามทำอย่างนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าหากมีการนำจีเอ็มโอมาใช้แล้ว จะต้องมีหลักประกันว่าจะไม่ไปกระทบกระเทือน ทำลาย ทำร้าย ฐานทรัพยากรอาหารของคนไทย ของประเทศไทย รวมทั้งสุขภาพอนามัยของคนไทย และระบบนิเวศน์