เทคโนโลยีที่เหมาะสม กับการรักษาฐานทรัพยากรอาหารของประเทศไทย

ผู้แต่ง: 
เดชา ศิริภัทร

เทคโนโลยี คือ การนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เอามาประยุกต์ใช้ให้สำเร็จตามเป้าหมายตามที่เราต้องการ ตัวอย่างเช่น เรารู้ว่าเหล็กถ้าถูกไฟมันจะอ่อนตัวลง นี่คือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เราก็เอาความรู้นี้มาประยุกต์มาเป็นเทคโนโลยีการทำมีด ก็คือการเอาเหล็กไปเผาไฟและเอามาตีมาทำจนเป็นมีด อันนี้คือตัวอย่างเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์เอามาใช้ทำ ให้เกิดเครื่องมือที่เราใช้งานได้

สำหรับจีเอ็มโอทั้งหลายหรือพันธุวิศวกรรม ก็เป็นเทคโนโลยีแขนงหนึ่ง เกิดจากความรู้ทางพันธุศาสตร์ และก็เอามาทำให้เกิดเป้าหมายคือพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ชนิดใหม่ แต่เป้าหมายของการทำพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่เป็นจีเอ็มโอบังเอิญมันอยู่ใน มือของบริษัท ดังนั้นเป้าหมายของมันก็คือนำไปสู่การตอบสนองเป้าหมายของบริษัทคือนำไปสู่ การทำกำไร อันนี้จะเห็นได้ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของผู้บริโภคหรือผู้ผลิต ทั้งสิ้น

ดังนั้นจะมองเห็นให้ชัดได้ว่า เทคโนโลยีอยู่ในมือใครผู้นั้นก็ใช้ประโยชน์ให้ตอบสนองประโยชน์ของตนเอง เทคโนโลยีไม่เป็นกลาง และถ้าใครบอกว่า จีเอ็มโอเป็นกลางใช้ให้ดี หรือไม่ดีก็ได้ อันนี้ไม่เป็นความจริง เพราะคนผลิตเทคโนโลยีผลิตมาเพื่อให้เหมาะสมกับเป้าหมายของตนเอง มันจะไม่สามารถไปใช้ประโยชน์ได้เป็นกลางๆ อย่างระเบิดไฮโดรเจน มันเป็น กลางหรือไม่ ถามว่ามันนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง มันเอาไว้ฆ่าคนอย่างเดียว แล้วก็ผูกขาดด้วย

ส่วนเทคโนโลยีที่เหมาะสม มันตรงกันข้าม มันเกิดจากความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ อี. เอฟ. ชูมาเกอร์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ เชื้อสายเยอรมัน ที่มาทำงานในทางประเทศซีกโลกตะวันออก โดยเฉพาะในประเทศพม่า แล้วมาพบว่า เศรษฐศาสตร์ที่แกเรียนมาทางตะวันตกมันใช้ไม่ได้ กล่าวคือ เศรษฐศาสตร์ตะวันตก ถ้าเรามีเงินมาก เราบริโภคมากความสุขเราจะเยอะ แต่ก็พบว่าในพม่าเงินก็น้อย การบริโภคก็น้อย แต่ความสุขของคนพม่าเยอะ (ช่วงก่อนหน้ารัฐบาลสลอค ไม่ใช่ช่วงนี้) เขาไปดูว่า เศรษฐศาสตร์อะไรที่ตอบคำถามนี้ได้ ที่ตอบได้คือ เศรษฐศาสตร์แบบพุทธเพราะว่าคนพม่าเป็นชาวพุทธ

เศรษฐศาสตร์แนวพุทธไม่ได้เกี่ยวกับการบริโภค เป็นเรื่องการดำเนินชีวิตในแบบพอดิบพอดี หรือการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม หรืออาจจะพูดได้ว่ามีเศรษฐกิจแบบพุทธ สมัยนี้ต้องเรียกว่าเศรษฐกิจแบบพอเพียง

เศรษฐกิจแบบพุทธ เน้นการบริโภคที่จำเป็น และให้น้อยที่สุดและให้ได้ประโยชน์มากที่สุด มันตรงกันข้ามกับการบริโภคที่ต้องมากยิ่งดี แต่กลับพบว่าเศรษฐกิจแบบพุทธ แบบพอเพียงมันไม่ขยายตัวมันเติบโตไม่ได้ ช่วงหลังๆ มีแต่เศรษฐศาสตร์แบบตลาด แบบที่ต้องพึ่งตลาด แบบบริโภค ชูมาเกอร์ เขาก็ไปดูว่าทำไมมันจึงไม่ขยายตัว เขาพบว่า เศรษฐศาสตร์มันต้องมีเครื่องมือสำหรับขยายตัวให้มันโตได้ เศรษฐศาสตร์แบบตลาดมันมีเครื่องมือ คือ เทคโนโลยีแบบสมัยใหม่ บริษัทต่างๆ พัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อตอบสนองเศรษฐศาสตร์ในแบบของตนเอง ให้ซื้อ ให้บริโภค และถ้าบริโภคมาก ๆ ก็คิดว่ามันจำเป็นจะต้องบริโภคให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เทคโนโลยีเหล่านี้บริษัทเหล่านี้ทำขึ้นมา พัฒนาขึ้นมา ชูมาเกอร์ก็คิดว่าถ้าจะให้เศรษฐศาสตร์แบบพุทธมันโตได้ต้องพัฒนาเศรษฐกิจที่ มีเทคโนโลยีที่เหมาะสม มาสนับสนุน ให้มันโตได้

เขาก็สรุปง่ายๆ ว่าเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม ที่ทำให้เกิดการบริโภค นำไปสู่เศรษฐกิจแบบผูกขาด แบบตลาด มัน เป็นเทคโนโลยีที่แพง เทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็น เทคโนโลยีที่ถูก ถ้าถูกมันไปทางที่เหมาะสม ทางที่พอเพียง ถ้ามันแพงมันนำไปสู่การผูกขาดทางตลาด เรามาดูเรื่องปุ๋ยเคมี ปัจจุบันราคาขึ้นไปถึง 1,200 บาทต่อ 50 กก. มันไม่เหมาะสมอยู่แล้ว ตัดสินได้ว่ามันแพง อันที่สองเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม มันต้องซับซ้อน มันต้องยุ่งยาก ทำไม่ได้ มันต้องอาศัยทุน อาศัยเครื่องมือมหาศาลที่จะทำได้ มันผูกขาด แต่เทคโนโลยีที่เหมาะสมมันง่าย ใครก็ทำได้ ไม่ผูกขาด คนใช้งานสามารถเป็นเจ้าของได้เอง พัฒนาได้เอง

สำหรับจีเอ็มโอ ชัดเจนว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่ยุ่งยากมาก ชาวบ้านอย่างเราทำไม่ได้ โดยเฉพาะมีการผูกขาดโดยระบบสิทธิบัตรด้วย แต่สำหรับการผสมพันธุ์แบบง่ายๆ เราทำได้เพราะฉะนั้นจึงเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม และอีกข้อคือเทคโนโลยีเหล่านั้นนำไปสู่การผูกขาดและส่งผลกระทบทางลบต่อคน ส่วนใหญ่ เพราะต้องไปซื้อเขามา และไม่รู้ว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร หรือสุขภาพอย่างไรก็ไม่รู้ แต่สำหรับพันธุ์ธรรมดาพันธุ์พื้นบ้านที่เราใช้กันไม่ได้ผูกขาดไม่มีผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมใครจะเอาไปใช้ก็ได้ คุณภาพก็ดีกว่า

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีที่เหมาะสมมันจะสนับสนุนเศรษฐกิจแบบพอเพียง แบบพึ่งตนเอง แบบชุมชน และไม่ทำให้คนตกอยู่ในอาณัติในการผูกขาดของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่เป็น ธรรม และก็ไม่ทำให้ค่าครองชีพต้องแพงขึ้นๆ สมมติเราทำนาแบบใช้ปุ๋ยถามว่าต้นทุนสูงอย่างนี้ คนกินจะกินข้าวถูกได้อย่างไรในเมื่อต้นทุนมันสูง ถ้ากินข้าวถูกแสดงว่าชาวนาต้องล้มละลายใช่ไหม ลงทุนแพง แล้วขายถูก ดังนั้นทฤษฎี 2 แพงจึงได้มา หรือ 2 สูงจึงได้มามันคือต้องให้ต้นทุนมันสูงๆ และขายของให้มันแพงๆ คนกินก็ต้องซื้อแพงๆ ดังนั้นคนกินก็ต้องมีเงินเดือนเยอะๆ ซึ่งมันสนับสนุนเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม สุดท้ายคนจนก็จะอยู่ไม่ได้ นี่คือเบื้องหลังของเศรษฐกิจแบบนั้นอาศัยเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม

ไก่ซีพี เราทำพันธุ์เองไม่ได้เพราะเป็นพันธุ์ลูกผสม และให้ข้าวเปลือกกินก็ไม่โตต้องกินอาหารที่เขากำหนดให้ ออกมาเดินคุ้ยเขี่ยด้านนอกก็ไม่ได้ต้องอยู่ในโรงเรือนปิด ถ้าไฟฟ้าดับก็ตาย เทคโนโลยีเหล่านี้มันผูกขาด ผูกขาดจนไปถึงไก่ห้าดาว ซึ่งเป็นไก่ที่เต็มไปด้วยฮอร์โมนผู้หญิง แต่ก็มีการปล่อยให้มีการกินกันจนทำให้เด็กเราพิการกันไปหมด ปลาทับทิม ก็แปลงให้เป็นเพศผู้หมด สิ่งเหล่านี้มันต้องอาศัยเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาสู้

วันนี้ผมทำงานเรื่องข้าวผมกล้าบอกได้เลยว่า สำหรับเทคโนโลยีที่เหมาะสม ปัญหาของเราคือไม่มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม แต่สำหรับงบจีเอ็มโอ หนึ่งปีทุ่มไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ มะละกอทำกัน 3 หน่วย งานซ้ำซ้อนกัน แต่มะละกอพันธุ์ที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยใช้ยาไม่มีใครทำกัน ข้าวก็เหมือนกันทำพันธุ์ลูกผสมกันไป แต่พันธุ์ธรรมดาไม่มีใครทำ ปุ๋ยเคมีส่งเสริมกันเข้าไป ปุ๋ยธรรมชาติที่ถูกไม่มีใครทำ

เทคโนโลยีที่เหมาะสมมันง่าย และมันถูกกว่า แต่ก็ต้องอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วย ต้องอาศัยการทดลอง การวิจัย การพัฒนา ถ้าไม่ส่งเสริมจริงมันก็แพ้เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมตั้งแต่ในมุ้ง แต่ขนาดที่เราทำแบบตามมีตามเกิดไม่มีใครสนับสนุน เรายังชนะเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม ถามว่าข้าวที่ใช้ Hybrid ใช้ จีเอ็มโอ ได้ผลผลิตเท่าไหร่ ได้ 900 กว่า กิโลกรัม ของเราไม่ต้องใช้ปุ๋ยใช้ยา ผลผลิตไร่ละ 1,500 กิโลกรัมเราก็สามารถทำได้ที่สุพรรณบุรี กรมการข้าวก็ส่งคนมาวิจัยแล้วก็ไม่เห็นว่าจะส่งเสริมอะไรเลย มันต้องเลิกใช้ปุ๋ยใช้ยา เลิกใช้พันธุ์ข้าวที่มีเบอร์ (พันธุ์ข้าวหมอนวด) เพราะมันต้องการปุ๋ยต้องการยา ตอนนี้เราพัฒนาพันธุ์ปทุมเทพ ไม่ต้องใช้ปุ๋ยใช้ยา แต่สิ่งเหล่านี้หน่วยงานรัฐก็ไม่เอาเพราะมีบริษัทหนุนหลังอยู่ ซึ่งบริษัทเหล่านี้ส่งคนไปเป็นรัฐมนตรีอยู่ทุกยุคทุกสมัย เพราะฉะนั้นปุ๋ยยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าที่มันแพงอยู่ปัจจุบันนี้ เขาไม่เสียภาษีนำเข้าใดๆ ตั้งแต่ปี 2534 ก่อนหน้า นั้นมีการเก็บภาษี โดยที่ยกเลิกภาษีเพราะรัฐมนตรี ช่วยที่มาจากบริษัทที่ขายปุ๋ยตรากระต่าย เดี๋ยวนี้ ก็ไม่มีภาษีแต่ราคาขึ้นเอาๆ ทุกวัน ถามว่าภาษีหายไปไหน มันก็คือเงินที่มามอมเมาเรา