ข้าวคืนนา พาแม่โพสพกลับบ้าน

ผู้แต่ง: 
มิ้ม

วันที่  28  พฤษภาคม  2551 ได้มีโอกาสไปร่วมงาน “ข้าวคืนนา” ที่สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งจัดโดย กรมการข้าว มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)   และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจากภูมิภาคต่างๆ จึงเก็บเกี่ยวเรื่องราวดีๆและภาพบรรยากาศของงานมาฝากสมาชิกเครือข่ายตลาดสี เขียวกันคะ

 

ในงานอบอุ่นไปด้วยพี่น้องเกษตรกรจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศไทย ที่พากันมารับพันธุ์ข้าวพื้นบ้านคืนกลับสู่ผืนนา นอกจากลุง ป้า น้า อา แล้วก็ยังมีน้องๆเยาวชนจากเครือข่ายเยาวชนสมัชฌาคนจน มาคอยอำนวยความสะดวกให้พี่น้องเกษตรกรและช่วยเหลือในกิจกรรมต่างๆของผู้ร่วม จัดอีกด้วย

 

 

    ในช่วงเช้ามีการละเล่นกลองยาวจากพี่น้องเกษตรกร ทำให้บรรยากาศของงานดูครึกครื้นเฮฮา สนุกสนาน เมื่อถึงเวลา 09.30 น. เริ่มพิธีการเปิดงานซึ่ง คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ เป็นผู้กล่าวเปิดงานและแจกเมล็ดพันธุ์ให้กับตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรจาก ภูมิภาคต่างๆ หลังจากนั้นในเวลา 10.00-10.30 น.บรรยากาศของงานก็เปลี่ยนเป็นบรรยากาศสบายๆอบอวลไปด้วยกลิ่นอายท้องทุ่งนา เพราะมีอาจารย์เนาวรัตน์ พงไพบูลย์ กวีซีไรท์ มาขับลำนำกวีว่าด้วย ความสำคัญของแม่โพสพแม่ข้าวของชาวนาไทย โดยมีคุณวิลิต เตชะไพบูลย์ เป่าขลุ่ยคลอเคล้า และคุณชูเกียติ ฉาไธสง  ให้จังหวะบทกวีด้วยเสียงกีตาร์ ได้ฟังลำนำกวีผสานเสียงคนตรีที่ไพเราะจริงๆ
ในเวลา 10.30 -11.00 น. มีการทำพิธีรับขวัญข้าวของชาวนาตามพิธีกรรมดั้งเดิมของแต่ละท้องถิ่นทั้งภาค กลาง อีสาน เหนือ ใต้ ซึ่งทำให้บรรยากาศในงานขณะนั้นดูราวกับว่าตกอยู่ในมนต์ขลังของพิธีกรรมอัน ศักดิ์สิทธิ์นี้  และก่อนที่ทุกคนจะได้นั่งล้อมวงกินข้าวกลางวันร่วมกันก็มีการแถลงข่าวสั้นๆ จากอธิบดีกรมการข้าว และตัวแทนชาวนา คือนายอุบล อยู่หว้าและนายวิลิต
เต ชะไพบูลย์ ถึงที่มาและความสำคัญในการจัดงานวันนี้

เวลา 12.30หลังจากที่พี่น้องชาวนากินข้าวเสริมพลังกันแล้ว ก็เริ่มตั้งต้นขบวนแห่รับข้าว จากสำนักวิจัยและพัฒนาข้าวถึงอาคารวิทยบริการ ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่ามกลางเปลวแดดยามเที่ยงที่ร้อนระอุแต่ไม่มีทีท่าของความอิดโรยอ่อนแรงของ พี่น้องเกษตรกรให้เราได้เห็นเลย
โดยในริ้วขบวนจะนำ ด้วยรูปแทนพระแม่โพสพที่ทำจากรวงข้าว และตามมาด้วยขบวนกลองยาวและเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ชาวนาแต่ละท้องถิ่นนำมาแลก เปลี่ยนกัน พร้อมกับขบวนแถวของพี่น้องเกษตรกร นักวิชาการ และผู้เข้าร่วมงานเดินเรียงกันมา โดยมีธงสีเขียวและรูปเมล็ดพันธุ์ข้าวสีเหลืองทองถือเป็นสัญลักษณ์ในการณรงค์ มองเห็นเป็นริ้วขบวนที่สวยงาม งานนี้ทั้งมิ้มและพี่เอิงช่วยกันเข็นรถเครื่องขยายเสียง ท่ามกลางแดดยามเที่ยงแบบไม่มีใครกลัวดำเลยจ้า

หลังจากนั้นในเวลา 13.00 น.ก็มีการอภิปรายในประเด็นเรื่อง “พันธุกรรมข้าวพื้นเมืองกับความมั่นคงทางด้านอาหาร” โดยมี คุณอนันต์ ตัวแทนจากกรมการข้าว/ พี่มนัสและพี่ประสงค์ตัวแทนชาวบ้าน / คุณสงกรานต์ จิตรากร นักวิชาการข้าว / คุณเดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ และดำเนินรายการโดย คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ โดยหลายฝ่ายได้สะท้อนถึงความหลากหลายทางพันธุกรรมข้าวที่จะช่วยให้เกิดความ ยั่งยืนด้านอาหาร เนื่องด้วยข้าวเป็นพืชอาหารหลักของโลกและเป็นแหล่งอาหารที่ให้พลังงานและ วิตามินสูง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าว พันธุ์พื้นเมืองที่เหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่นซึ่งแตกต่างกันออกไป โดยที่รัฐจะต้องคืนเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองซึ่งเก็บรักษาไว้ในธนาคารเมล็ด พันธุ์(seed bank) ให้กับชาวนาในกรรมวิธีที่บริสุทธิ์และเหมาะสม และทั้งภาคเกษตรกรเองก็ควรช่วยกันดูแลและบ่มเพาะ รักษาเมล็ดพันธุ์หรือหากเกิดการผสมจนได้ข้าวพันธุ์ใหม่ก็ควรแจ้งเพื่อให้รัฐ ได้เก็บตัวอย่างไว้ในอนาคตต่อไป ดังนั้นควรเป็นความร่วมมือจากทั้งสองฝ่ายในการร่วมกันสร้างความมั่นคงด้าน อาหารจากพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ประเทศไทยมีอย่างหลากหลาย
หลังจากนั้นใน เวลา 16.00น. มีการประชุมปรึกษาหารือ เพื่อวางแผนในการอนุรักษ์ พัฒนาและใช้ประโยชน์ข้าวพื้นเมือง ของเครือข่ายเกษตรกรจากทุกภูมิภาคซึ่งดำเนินรายการโดย คุณสุภา ใยเมือง เวทีนี้เป็นการสัมนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันของพี่น้องเกษตรกร ที่จะต้องมีส่วนร่วมในการช่วยกันหาแนวทางอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้านของแต่ ละท้องถิ่นไว้ต่อไป เรียกได้ว่าเวทีนี้เปิดโอกาสสำหรับเกษตรกรได้พูดคุย ถกเถียงปัญหากันอย่างเต็มที่ทีเดียว

 

 ต้องขอจบเรื่องราวดีๆเหล่านี้ไว้เท่านี้ก่อน นะคะ แล้ววันหลังหากมีโอกาสไปร่วมงานดีๆอย่างนี้ก็จะนำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนให้ กันอีกสม่ำเสมอคะ ขอทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคเด็ดๆจากเวทีอภิปรายที่รู้สึกว่าโดนใจอย่างมากคะ


“ธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าว คือหน่วยสำรองในการเก็บรักษา แต่ท้องทุ่งนาต่างหากที่เป็นแหล่งเก็บรักษาและเพาะพันธุ์เมล็ดข้าวพื้นบ้าน ที่ดีที่สุด “


“ข้าวพันธุ์ใดเกิดขึ้นที่ไหนก็ต้องกลับไปสู่ ระบบนิเวศของท้องถิ่นนั้นๆ”