ผีดิบที่ลุกขึ้นมาสูบเลือดเนื้อชาวนาไทยกินเป็นอาหาร

ผู้แต่ง: 
ศ.ระพี สาคริก

       เธอที่รักทุกคน บัดนี้ฉันมีอายุเกือบ ๙๐ ปีแล้ว หวนกลับไปนึกถึงสมัยที่ยังเป็นเด็ก ฉันได้ดูภาพยนตร์เรื่อง “ปู่โสมเฝ้า ทรัพย์” ซึ่งมีผีดิบลุกขึ้นมาทำร้ายผู้คน ช่วงนั้นฉันก็ยังไม่เชื่อว่าผีดิบมันมีอยู่จริง
       
       มาถึง บัดนี้ ประสบการณ์ชีวิตได้บอกให้รู้ว่า “ผีดิบนั้นแท้จริงแล้วก็คือคน ธรรมดานี่เอง แต่สวมวิญญาณการสูบเลือดเนื้อประชาชนกินเป็นอาหารอย่างไม่บันยะบันยัง” โดย เฉพาะอย่างยิ่งสูบเลือดเนื้อชาวนา ซึ่งโบราณได้กล่าวไว้ว่า “ชาวนาคือ กระดูกสันหลังของชาติ”
       
       ประเด็นนี้ฉันไม่ได้มอง ที่ตัวบุคคล แต่ใครก็ตามที่มีลักษณะและสภาพทางจิตใจดังกล่าว เราก็อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่สวมวิญญาณผีดิบ
       
       ถ้าจะ ว่าบุคคลลักษณะนี้มีความคิดอย่างไร ถึงได้ปรากฏออกมาเป็นแบบนี้ หากจะวิเคราะห์เจาะลึกให้ถึงรากฐานจิตใจแล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่า เป็นคน โลภโมโทสัน จนกระทั่งขาดสติสัมปชัญญะ หรืออย่างคนโบราณเขาพูดว่า “เป็น คนหน้ามืดตามัว” จนกระทั่งไม่รู้ว่า เหตุผลในการดำเนินชีวิตนั้นมันอยู่ที่ไหน ไม่เช่นนั้นแล้วก็คงไม่สวมวิญญาณผีดิบได้ลงคอ
       
       บุคคล ที่มีลักษณะดังกล่าว มักเป็นคนที่ขาดจิตสำนึกถึงความสำคัญของแผ่นดินถิ่นเกิด ซึ่งตนควรจะสนองพระคุณด้วยชีวิตที่ให้ความรักความซื่อสัตย์
       
       โดย เฉพาะอย่างยิ่งการเกษตร ไม่ใช่เป็นเพียงอาชีพของคนท้องถิ่นเท่านั่นแต่ยังเป็นวัฒนธรรมซึ่งทุกคนควร หวงแหนเอาไว้ เสมือนเป็นชาติกำเนิดของเราเอง จากเหตุดังกล่าว ถ้าใครคิดนำเอาการเกษตรไปมอบให้แก่ชนชาติอื่น ก็สมควรแล้วที่จะถูกประณามว่า “เป็นคนทรยศต่อชาติกำเนิดของตัวเองอย่างน่าอับอายที่สุด”
       
       แม้ ข้าวก็เช่นกัน เพราะเมืองไทยหาใช่มีข้าวเป็นพืชผลเกษตรเท่านั้น หากยังเป็นพืชทางวัฒนธรรม และเป็นจารีตประเพณีสืบทอดกันมานับร้อยปีพันปีก็ไม่น่าจะผิด ดังนั้นความรักในท้องนาของคนไทย จึงควรอยู่ในจิตใจของคนไทยทุกคนอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ถ้าคนไทยคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้ทำร้ายจิตวิญญาณการทำนา “ก็ ย่อมเท่ากับทรยศต่อแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเอง”
       
       ฉัน นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อคืนนี้ฉันฝันเห็นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกู้ชาติบ้านเมือง เพื่อเอาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้อยู่อย่างภาคภูมิใจ
       
       ฉัน ตกใจตื่นขึ้นมา แล้วนึกถึงความฝัน ฉันจึงนั่งน้ำตาไหล นึกถึงเมื่อประมาณ ๒-๓ ปีมาแล้ว ตัวเองได้เดินทางผ่านจังหวัดพิษณุโลก ขึ้นไปถึงเชียงใหม่
       
       เป้า หมายที่วางไว้คือเวียงแหง ซึ่งเป็นจุดประวัติศาสตร์ ซึ่งจะต้องเดินทางผ่านดอยเชียงดาว แล้วขึ้นภูเขาไปอีกร่วม ๘๐ กิโลเมตร ฉันขึ้นไปดูแล้วรู้สึกรำลึกถึงท่านอย่างสุดหัวใจ
       
       ฉัน ได้เห็นที่ประทับแรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งอยู่ติดชายแดนไทยพม่า หลังที่พักดังกล่าว มีที่นอนของแม่ทัพจากกรุงศรีอยุธยา กับมีที่นอนของแม่ทัพไทยใหญ่อยู่อีกด้านหนึ่ง
       
       จาก บันทึกประวัติศาสตร์ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ตอนที่พระองค์ท่านยาตราทัพมีรี้พลประมาณหนึ่งแสนคน แต่ปรากฏว่าเมื่อไปถึงที่นั่นแล้วมีทัพไทยใหญ่เข้ามาร่วมด้วย รวมเป็นรี้พลประมาณสองแสนคน
       
       ฉันพยายามค้นหาความจริง ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ “ศรัทธาบารมี” แต่เดี๋ยว นี้คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยนิยมอำนาจและเงินตรา จนกระทั่งอาจกล่าวได้ว่า เงินซื้อวิญญาณความเป็นคนของคนไทยส่วนใหญ่ได้ไม่ยาก เพราะคนเดี๋ยวนี้แทบจะไม่รู้จักว่า ศรัทธาบารมีนั้นคืออะไร
       
       การ ยกทัพของคนไทยในสมัยโบราณ จะส่งหน่วยเกษตรออกไปทำนาล่วงหน้า เพิ่อปลูกข้าวรอเอาไว้ สมกับภาษิตโบราณที่ว่า “กองทัพเดินด้วยท้อง”
       
       แต่ การที่มีข่าวมาว่า จะมีคนไทยแต่ใจเป็นทาส นำนายทุนต่างชาติเข้ามาทำนาในเมืองไทยนั้น จากสัจธรรมดังกล่าวน่าจะหมายความว่า “คนกลุ่มนี้กำลังคิดที่จะเข้ามายึด เมืองไทยเป็นเมืองขึ้น”
       
       มีการปฏิเสธว่าการที่นำ คนนายทุนชาติเข้ามาปลูกข้าวในเมืองไทยนั้นไม่เป็นจริง แต่ต้องการเทคโนโลยีจากเขา
       
       ถ้ายังจำได้ว่าเมื่อประมาณ ห้าหกปีมาแล้ว มีผู้บริหารประเทศคนหนึ่ง ซึ่งต้องการขายที่ดินของตัวเองโดยนำเอาไต้หวันเข้ามาปลูกกล้วยไม้ในเมืองไทย เขาก็ได้ให้เหตุผลแบบนี้
       
       จนฉันต้องอธิบายว่า เทคโนโลยีของแต่ละประเทศนั้นควรเป็นของตัวเอง ถ้าเมื่อไหร่คิดนำเอาเทคโนโลยีจากที่อื่นมาใช้บนพื้นฐานวัฒนธรรมของตน ก็เท่ากับนำชาติบ้านเมืองไปมอบให้กับเขาในที่สุด
       
       อัน ที่จริงพื้นฐานการเกษตรของเราดีอยู่แล้ว สามารถก้าวไกลได้ทั่วโลก ถ้าเทคโนโลยีการเกษตรของเราไม่เหมาะสมแล้ว ทำไมคนโบราณจึงสามารถเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานให้เติบโตขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้ ส่วนคนที่ถูกส่งไปเรียนเมืองนอก หลังจากกลับมาแล้วส่วนใหญ่ คิดอะไรก็มักเอาผลประโยชน์ของบ้านเมือง ไปมอบให้กับต่างชาติเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่เช่นนั้นแล้วการจัดการศึกษาทางเลือกก็คงไม่เกิดขึ้น
       
       ดัง นั้น ใครที่พูดถึงบุญคุณคนในอดีตแล้ว ย่อมทำให้รู้ว่า “ไฮเทคไม่ช่วยให้ คนในชาติอยู่รอด แต่ทำให้ตกเป็นทาสชาติอื่นโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์มากกว่า” แม้ จะแก้ตัวยังไงมันก็ไม่หลุดจากเงื่อนปมที่คนรู้ทัน เพราะฉะนั้นโปรดอย่าดูถูกว่า คนอื่นเขาโง่กว่าตัว อย่างที่โบราณได้กล่าวเอาไว้ว่า “ยิ่งพูดไป มันก็ยิ่งเข้าตัวเองไปเรื่อยๆ”
       
       เหตุการณ์ที่ผู้ บริหารประเทศคนหนึ่งต้องการขายที่ของตัวเอง แล้วไปชวนไต้หวันเขามาปลูกกล้วยไม้นั้น มันยังคงอยู่ในความทรงจำของคนอย่างฉัน และใครต่อใครอีกหลายคนที่มีจิตใจมุ่งมั่นพัฒนาบ้านเมืองอย่างแท้จริง
       
       เพราะ ฉะนั้นการนำเอาต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับการปลูกข้าวของคนไทย ไม่ว่าจะมาลงทุนทำนา หรือมาศึกษาหาความรู้ก็แล้วแต่ จริงๆ แล้วก็คือ “การ ชักศึกเข้าบ้าน”
       
       ฉันนึกถึงสมัยที่กรุงศรีอยุธยา กำลงใกล้จะแตก เป็นเพราะพระยาจักรีมีพฤติกรรมชักศึกเข้าบ้าน โดยที่คิดว่าตัวเองจะได้รับผลประโยชน์
       
       แต่แท้จริงแล้ว ถ้ามองในมุมกลับ “ข้าศึกเข้ามาก็ไม่ใช่ว่าเขาโง่ หลังจากคนๆ นี้ทรยศต่อแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเอง ก็ย่อมไม่ปล่อยเอาไว้ จึงจับฆ่าในที่สุด”
       
       ความจริงเราก็มีอุทาหรณ์เป็น ตัวอย่างอยู่แล้ว แต่คนโลภโมโทสัน มักมีปัญญามืดบอด จนกระทั่งไม่สามารถมองเห็นภัยที่จะมาถึงตัวในภายหลัง
       
       ฉัน คงไม่ต้องแช่งชักหักกระดูกคนประเภทนี้ เพราะยังไงๆ ในที่สุดบาปกรรมก็ย่อมลงโทษตัวเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงพ้น
       
       ฉันพูดมาแล้วว่าฉันไม่ได้หมายถึงตัวบุคคล หากใครก็ตามมีนิสัยแบบนี้ก็ย่อมได้รับกรรมตามสนองอย่างเป็นธรรมชาติ