ข้อเสนอสำหรับประเทศไทยเพื่อให้พ้นภัยวิกฤติการณ์อาหาร

ผู้แต่ง: 
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
1. วิกฤติการณ์เรื่องอาหารคืออะไร

 

1.1 อาหารจะไม่ใช่สินค้าราคาถูกอีกต่อไป ราคาอาหารจะผูกติดกับราคาน้ำมันมากขึ้นด้วยเหตุผลการเปลี่ยนแปลงเรื่อง พื้นที่ผลิตพืชอาหารเป็นพืชพลังงาน และการนำผลผลิตอาหารมาแปลงเป็นพลังงาน
1.2 วิกฤติอาหารเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิดเพราะภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง เรื่องภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา
1.3 กลไกการค้าที่ไม่เป็นธรรม การเก็งกำไร รวมถึงการผูกขาดอาหาร ทำให้ประเด็นเรื่องอาหารเป็นประเด็นที่ซับซ้อนมากกว่าการผลิตอาหารไม่เพียง พอ
 
 

2. วิกฤติราคาอาหารเป็นโอกาสของชาวนาหรือไม่ คำตอบคือ ทั้งใช่และไม่ใช่

2.1 หากชาวนาทำนาโดยพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอกมาก เช่น ปุ๋ยเคมี น้ำมัน และสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมาก ต้นทุนการผลิตจะผูกติดกับราคาน้ำมันเพราะปัจจัยการผลิตที่กล่าวมาแล้วเกือบ ทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งสิ้น ดังที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าราคาปุ๋ยเคมี และสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่าการเพิ่มราคาน้ำมันเสียอีก
 2.2 ต้องตระหนักว่าราคาข้าวที่สูงมากในปีนี้อาจจะลดลงอย่างฮวบฮาบได้เมื่อข้าวนา ปีทะยอยออกมาสู่ตลาด และการส่งออกของอินเดีย รวมทั้บเวียดนาม กลับเข้ามาสู่สภาวะปกติ ดังนั้นชาวนาที่ลงทุนในเรื่องการทำนาไปมาก จะได้ประโยชน์น้อยมากจนกระทั่งขาดทุนหากราคาข้าวลดลงเหลือ 7,000-8,000 บาท/ไร่ เพราะต้นทุนราคาปุ๋ย สารเคมี และน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ได้ลดลงตามไปด้วย
2.3 การทำนาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้พักดินและตัดวงจรศัตรูพืช การใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราสูง และการใช้สารเคมีฆ่าแมลงที่ทำลายแมลงที่มีประโยชน์จะทำให้เกิดโรคและแมลง ระบาดข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างรุนแรง ซึ่งจะทำให้ชาวนาจำนวนมากด้วยประสบปัญหาล้มละลาย ฆ่าตัวตาย เหมือนที่เกิดขึ้นที่จังหวัดอยุธยาเมื่อเร็วๆนี้
 2.4 เพลี้ยกระโดดระบาดในอดีตที่ผ่านมา (2533-2534) นั้นเกิดขึ้นกว้างขวางถึงครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทำนาทั้งหมด และทำให้การส่งออกข้าวของประเทศไทยลดลงถึง 50% (จาก ตัวเลขการส่งออก 4 ล้านตัน เหลือเพียง 2 ล้านตันเท่านั้น) หากโรคระบาดเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งชาวนาจะย่ำแย่หนักกว่าเดิม
 
 

3. วิกฤติการณ์การแย่งชิงที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตร

3.1 ราคาอาหารที่สูงขึ้นจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อเกษตรกรรายย่อยและต่อเกษตรกรและ ชาวนาไร้ที่ดินซึ่งมีจำนวนมากในประเทศไทย สัดส่วนของชาวนาที่ไม่มีที่นาเป็นของตนเองมีสูงถึง 40เปอร์เซ็นต์ของชาวนาทั้งหมด ในขณะที่ในพื้นที่ภาคกลางสัดส่วนชาวนาไร้ที่ดินสูงถึง 70-90 เปอร์เซ็นต์
 3.2 เมื่อราคาข้าวและอาหารสูงขึ้นจ ะทำให้เจ้าของที่ดินเพิ่มราคาค่าเช่าสูงขึ้น ดังที่ขณะนี้ค่าเช่านาได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเป็น 2 เท่าแล้ว โดยในบางพื้นที่ ราคาค่าเช่านาถูกโก่งสูงถึง 2,000 บาท/ไร่/รอบการผลิต แต่ ที่จะกระทบมากที่สุดคือเจ้าของที่ดินมาทำการเกษตรเสียเองเพราะได้ค่าตอบแทน สูงกว่าการให้เช่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันการทำนาทำได้ง่ายขึ้นมากเพราะชาวนาขณะนี้เป็น จำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคกลาง มิใช่ชาวนาตามแบบในอดีตแต่เป็น "ผู้จัดการนา" กล่าวคือ ทำนาโดยการจ้างให้ผู้อื่นไถนา หว่านข้าว ฉีดสารเคมี และเก็บเกี่ยวแทน
 3.3 แนวโน้มที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งที่อยู่ในสาขาเกษตร อยู่แล้วและสาขาอื่นหันมากว๊านซื้อที่ดินเพื่อปลูกข้าวและปลูกพืชพลังงาน เสียเอง ปรากฎการณ์นี้จะสร้างแรงกดดันในการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้นไปอีก เกษตรกรที่ต้องเช่าที่ดินจะไม่สามารถแข่งขันในการเสนอราคาค่าเช่ากับกลุ่ม ทุนขนาดใหญ่ ราคาที่ดินที่สูงขึ้นยิ่งจะทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องขายที่ดิน สัดส่วนเกษตรกรไร้ที่ดินจะเพิ่มขึ้นไปอีก ปรากฎการณ์นี้จะเป็นปรากฎการณ์เดียวกันที่เคยเกิดขึ้นกับเกษตรกร ชาวประมง และชุมชนท้องถิ่นที่ถูกเบียดขับออกไปโดยอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการพัฒนาอุตสาหกรรรม ในหลายพื้นที่ของประเทศ
 3.4 การแย่งชิงน้ำทั้งในพื้นที่ชลประทานและในเขตพื้นที่ต้นน้ำจะเกิดขึ้น หากไม่มีการบริหารและจัดการที่ดี  โดยมีแนวโน้มว่า การใช้น้ำจะถูกกลุ่มทุนหรือผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองมากกว่านำ ทรัพยากรน้ำไปใช้ประโยชน์แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรรายย่อย และการลงทุนด้านการชลประทานที่ไม่มีการปฏิรูปที่ดินรองรับจะเป็นผลประโยชน์ ให้กับกลุ่มทุนและสร้างความเหลื่อมล้ำให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
 
 

4. พันธุ์พืชลูกผสม  ไม่ใช่ทางออก

            ในขณะที่เกิดวิกฤติอาหารในครั้งนี้ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ และสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) เสนอให้ประเทศที่ผลิตข้าว เปลี่ยนเทคโนโลยีในการปลูกข้าวมาเป็นการใช้พันธุ์ข้าวลูกผสม  โดย สร้างความร่วมมือระหว่างอีรี่กับบริษัทเมล็ดพันธุ์เอกชนหลายบริษัท
4.1 สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2503 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ จนบัดนี้ประเทศฟิลิปปินส์ยังไม่สามารถพึ่งพาตนเองในเรื่องข้าวได้ การหวังว่าการหันมาใช้พันธุ์ข้าวของอีรี่แล้วทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร เป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะอย่าว่าแต่ใช้พันธุ์ข้าวของอีรี่เลย แม้แต่การตั้งสถาบันวิจัยข้าวในฟิลิปปินส์แท้ๆยังไม่สามารถทำให้เกิดความ มั่นคงทางอาหารได้ จนบัดนี้ฟิลิปปินส์ยังต้องนำเข้าข้าวถึงปีละ 2 ล้านตัน
4.2 ในอดีตที่ผ่านมา การใช้พันธุ์ข้าวของอีรี่ทำให้เกษตรกรต้องใช้ปุ๋ย และสารเคมีการเกษตร แม้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นแต่ก็ต้องแลกกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และต้องแลกกับการสูญเสียแหล่งอาหารอื่นๆไป เช่น ผัก ปลา หรือการเลี้ยงสัตว์ในไร่นา เพราะเป็นการผลิตเชิงเดี่ยว จากการศึกษาซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยผู้เขียนและสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ เรื่อง “จาก ปฏิวัติเขียวสู่พันธุวิศวกรรม ประโยชน์และผลกระทบต่อประเทศไทย” พบว่า การทำการเกษตรแบบผสมผสานโดยใช้พันธุ์ข้าวดั้งเดิมให้ผลิตภาพมากกว่า ได้อาหารตอบสนองต่อครอบครัวมากกว่า ฐานทรัพยากรอาหารมีความมั่นคงและยั่งยืนกว่า ในขณะที่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า
4.3 การใช้พันธุ์ข้าวลูกผสม มิใช่เทคโนโลยีที่ริเริ่มโดยสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติแต่ประการใด แต่เป็นผลงานของนักการเกษตรจีน  "หยวน หลอง ปิง" โดยใช้พันธุ์ข้าวที่เกสรตัวผู้เป็นหมัน  ขั้น ตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์มีความยุ่งยากมากกว่าพันธุ์ข้าวทั่วไป โดยหัวใจสำคัญของการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมอยู่ที่การมีพันธุ์พ่อแม่ซึ่ง เมื่อผสมพันธุ์กันแล้วจะได้ลูกเอฟ-1 เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ออกจำหน่ายแก่เกษตรกร  โดย ในทางทฤษฎีแล้วพันธุ์พืชลูกผสมจะสามารถยกระดับเพดานของผลผลิตให้เพิ่มขึ้น ประมาณ 20% (แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบอย่างอื่นด้วย เช่น สภาพของดินที่เหมาะสม การจัดการเรื่องน้ำ และการใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เพียงพอ)
4.5 เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมมีราคาแพงเพราะ หนึ่ง-ขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ยุ่งยาก สอง-พันธุ์พ่อแม่ที่ใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมเป็นความลับทางการค้าและ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา สาม-เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกรอบของการผลิตเนื่องจากพันธุ์พืชลูก ผสมไม่สามารถเก็บรักษาพันธุ์ไปปลูกต่อได้
4.6 พันธุ์พืชลูกผสมจึงเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์เช่นเดียวกับ พันธุ์พืชจีเอ็มโอ เนื่องจากทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ หรืออีกในแง่หนึ่งคือบริษัทสามารถผูกขาดเมล็ดพันธุ์ได้โดยสะดวก ราคาเมล็ดพันธุ์ลูกผสมจะมีราคาแพงกว่าพันธุ์พืชทั่วไปประมาณ  1,000 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถ้าหากสามารถ ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้พันธุ์ข้าวซึ่งเป็นพันธุ์ผสมเปิด(Open pollinated seed)ที่เกษตรกรสามารถเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ได้ มาเป็นข้าวลูกผสม(Hybrid seed) จะทำให้บริษัทเอกชน มีโอกาสทางการตลาดเมล็ดพันธุ์ที่มีมูลค่าสูงถึง 150,000 ล้านบาท (คิดจากความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าว 1 ล้านตัน และราคาเมล็ดพันธุ์ลูกผสม 150 บาท/กิโลกรัม)
4.7 ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย คือกรณีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ซึ่งเมื่อสองทศวรรษที่แล้วเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด 90% เป็น เมล็ดพันธุ์ผสมเปิดซึ่งเป็นผลงานการวิจัยเพื่อสาธารณประโยชน์(public research) แต่หลังการส่งเสริมการเปลี่ยนพันธุ์ข้าวโพดเป็น ข้าวโพดลูกผสม ตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดป็นของบรรษัทข้ามชาติทั้งหมด โดยประมาณ 80%อยู่ในมือของเจริญโภคภัณฑ์และมอนซาน โต้
4.8 การส่งเสริมให้มีการใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสม หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายของกรมการข้าวซึ่งแต่เดิมไม่มีนโยบายในการส่งเสริม พันธุ์ข้าวลูกผสม คือการส่งเสริมบริษัทเอกชนและบรรษัทข้ามชาติให้เข้ามาผูกขาดพันธุ์ข้าวใน ท้ายที่สุดนั่นเอง เพราะหน่วยงานของรัฐไม่มีศักยภาพพอที่จะทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์(seed supply) ตัวอย่างเช่น หน่วยงานของรัฐสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้เพียงปีละ 60,000-70,000 ตัน/ปีเท่านั้น
            การผลิตอาหารของประเทศโดยให้บรรษัทข้ามชาติหรือ บริษัทเอกชนรายเดียวผูกขาดตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักสำคัญของเรา จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร และการเข้าถึงอาหารในที่สุด
4.9 การใช้พันธุ์ข้าวลูกผสมหมายถึงการเพิ่มต้นทุนในการทำนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ปัจจัยการผลิตทั้งที่เป็นน้ำมันโดยตรง หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันฟอสซิล ไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดในสถานการณ์วิกฤติการณ์น้ำมัน เพราะ ผลผลิตที่อาจจะเพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้ทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์มากขึ้น ไม่ได้เป็นผลประโยชน์ของประเทศ แต่เป็นผลกำไรของบรรษัท
 
 

5. การ ใช้พันธุ์พืชจีเอ็มโอ ยิ่งไม่ใช่ทางออก

 

5.1 จากการศึกษาประสบการณ์ในประเทศสหรัฐในช่วง 8 ปีที่ปลูกจีเอ็มโอ ดร.ชาร์ลส์ เบ็นบรู๊ค (Charles Benbrook) อดีตผู้อำนวยการสภา วิจัยการเกษตรแห่งชาติ ของสหรัฐพบว่า ผลผลิตของพืชจีเอ็มโอไม่ได้สูงไปกว่าพันธุ์พืชโดยทั่วไปและมีการใช้สารเคมี โดยภาพรวมมากกว่าเดิม

5.2 จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเนบราสกา ในสหรัฐเมื่อปี 2007 ปี พบว่าถั่วเหลืองจีเอ็มโอซึ่งเป็นพืชจีเอ็มโอที่ปลูกมากที่สุดในโลก มีผลผลิตน้อยกว่าถั่วเหลืองทั่วไปถึง 6 เปอร์เซ็นต์

5.3 ในขณะที่พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองและฝ้ายจีเอ็มโอในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นจนมี สัดส่วนรวมกันมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ และการปลูก ข้าวโพดจีเอ็มโอมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ปลูกพืชทั่วไป แต่หากพิจารณาดูปริมาณการใช้สารเคมีจะพบว่ามีการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารเคมีปราบวัชพืช

5.4 เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติการใช้สารปราบศัตรูพืชก่อนการนำพืชจีเอ็มโอเข้ามา ปลูกเมื่อปี1995 เปรียบเทียบกับปี 2006  พบว่ามีการ ใช้สารเคมีปราบวัชพืชในถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 10.4 เท่า, ฝ้าย 9 เท่า และเข้าวโพด 7.9 เท่าตามลำดับ

5.5 สถิติการใช้สารเคมีกำจัดแมลงนับตั้งแต่ปี 1995 ใน สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นปีที่เริ่มมีการปลูกพืชจีเอ็มโอพบว่า แนวโน้มการใช้สารเคมีฆ่าแมลงในถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนในกรณีฝ้ายนั้นมีการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นอย่างมากระหว่างปี 1995-2001 มีเฉพาะปี 2003 เท่านั้น ที่ปริมาณการใช้สารเคมีฆ่าแมลงลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามมีกรณีข้าวโพดเท่านั้นที่มีแนวโน้มการใช้สารเคมีลดลงในบางปี (ยกเว้นปี 1997 และปี 2000)

5.7 การใช้พันธุ์พืชจีเอ็มโอเพื่อแก้วิกฤติการณ์อาหารจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ได้ทำให้เกิดผลผลิตอาหารเพิ่มขึ้น มิหนำซ้ำยังมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นหลายเท่า ที่สำคัญที่สุดคือ ตลาดเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอนั้นอยู่ในมือของบริษัทมอนซานโต้บริษัทเดียวมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์  ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงทาง อาหาร(food security)/อธิปไตยทางอาหาร (food sovereignty)

 
6. การมีพื้นที่การผลิตอย่างเพียงพอ และการกระจายการผลิตอาหารโดยเกษตรกรรายย่อยคือหัวใจของความมั่นคงทางอาหาร ของประเทศไทย         
6.1  ความมั่นคงทางอาหาร เกิดขึ้นได้เพราะมีพื้นที่การผลิตอาหารอย่างเพียงพอ มีการกระจายการผลิตอาหารโดยเกษตรกรรายย่อย มิใช่การพึ่งพาการผลิตอาหารจากต่างประเทศ และการพึ่งพาบรรษัทขนาดใหญ่เป็นผู้ผลิตอาหารแทน
6.2 ประเทศไทยสามารถผลิตข้าวได้อย่างพอเพียงเพราะมีพื้นที่ปลูกข้าวเป็นจำนวนมาก มีพื้นที่ปลูกข้าวครึ่งหนึ่งของพื้นที่การเกษตร และมีเกษตรกรรายย่อยเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ต้นทุนการ ผลิตค่อนข้างต่ำ ชาวนาไทยจึงมีความสามารถในการแข่ง ขันได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเกษตรกรในประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งแม้ว่าระดับราคาอาหารจะสูงขึ้น แต่รัฐบาลเขายังคงมีมาตรการสนับสนุนการเกษตรในระดับสูง
6.3 การพัฒนาเทคโนโลยีในการปลูกข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นเงื่อนไข หนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ใช่เงื่อนไขทั้งหมดในการรักษาความมั่นคงทางอาหารและความสามารถในการ แข่งขัน ในแง่นี้ การลดพื้นที่ปลูกข้าว และเปลี่ยนไปใช้แบบแผนทางเทคโนโลยีแบบเดียวกับที่ใช้ใน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และไต้หวัน ตามข้อเสนอของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์จะทำให้ความสามารถในการรักษาความมั่นคงทาง อาหารและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลง แต่เพิ่มโอกาสการแสวงหากำไรให้บรรษัทเอกชน ที่จริงแล้วบริษัทนี้เคยนำเสนอแนวความคิดนี้โดยการทำโครงการนาข้าวครบวงจร ที่พื้นที่ชลประทานแม่กลองเมื่อประมาณปี 2530 แต่กลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะต้นทุนการผลิตสูงเกินกว่าเกษตรกรจะรับได้ ชาวนาเกือบทั้งหมดหันหลังให้กับบริษัทภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี
6.4 ความมั่นคงทางอาหารของไทยจึงมีรากฐานอยู่ที่ การพึ่งพาตนเองในเรื่องอาหารในระดับครัวเรือน และระดับประเทศ เป็นสำคัญ  เช่น จากการสถิติของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพบว่า ครัวเรือนการเกษตรในภาคกลางและภาคอีสานนั้นสามารถพึ่งพาอาหารจากในไร่นาของ ตนได้ประมาณ 40% ปัจจัย สำคัญเนื่องจากสองภาคนี้ผลิตข้าวเป็นหลักจึงมีข้าวและอาหารอื่นๆที่ได้จาก พื้นนา  การพึ่งพาตนเองได้ในระดับครอบครัวยังสามารถ เกื้อกูลให้แรงงานชั่วคราว หรือลูกหลานของเกษตรกรที่ไปทำงานในเมืองและโรงงานมีหลักประกันการเข้าถึง อาหารในระดับหนึ่งด้วย
6.5 การเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตข้าวโดยเอาแนวความคิด ที่มองมิติเรื่องข้าวในเชิงสินค้าล้วนๆ จะเป็นการบั่นทอนความสามารถในการพึ่งพาตนเองของเกษตรกร และประเทศโดยส่วนรวม การนำเอาโมเดลการเกษตรของเจริญโภคภัณฑ์ซึ่งผูกขาดการผลิตไก่ หมู กุ้ง และอาจรวมถึงข้าวโพด มาใช้กับการผลิตข้าว จะทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมี เครื่องจักรกลการเกษตร และรวมถึงการพึ่งพาตลาดจากบริษัท และบริษัทจะเป็นผู้กำหนดราคาข้าวซึ่งเป็นอาหารพื้นฐานของคนในประเทศในที่สุด
            บริษัทเหล่านี้ไม่เคยมีมิติเรื่องอิสรภาพของ เกษตรกร การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ความมั่นคงทางอาหาร และอธิปไตยทางอาหารของประเทศ แต่พร้อมจะเปลี่ยนการผลิตไปยังที่ใดในโลกก็ได้ ถ้าหาก มีวัตถุดิบราคาถูก แรงงานราคาถูก หรือพร้อมจะเอาวัตถุดิบและแรงงานราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาใช้ประโยชน์ เพื่อผลกำไรของบรรษัท แต่ไม่เคยมองการพัฒนามนุษย์ การพัฒนาชุมชน และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนอย่างที่ควรจะเป็น
 
 

7. ข้อเสนอ     

7.1 ความมั่นคงทางอาหารไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้กรอบความคิดเรื่องอาหารเป็น สินค้าเช่นเดียวกับสินค้าทั่วไปที่มีเป้าหมายการผลิตเพื่อแสวงหากำไร แต่ต้องเห็นว่าอาหารเป็นปัจจัยสำคัญพื้นฐานของการดำรงชีวิตที่มนุษย์ทุกคน พึงมีสิทธิที่จะเข้าถึงอาหารได้ โดยการพึ่งพาตนเอง ทางอาหารนั้นต้องพยายามให้เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุดตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน และระดับประเทศก่อนเป็นพื้นฐาน
            การที่นายกรัฐมนตรีของไทยแสดงความไม่พอใจต่อ องค์การระหว่างประเทศโดยเฉพาะธนาคารโลก ที่เรียกร้องให้ประเทศไทยผลิตอาหารให้มากพอเพื่อส่งออกไปยังประเทศที่หิวโหย มีส่วนถูกเพราะธนาคารโลกไม่ได้เห็นความสำคัญของการพึ่งพาตนเองของแต่ละ ประเทศหรือที่เรียกว่าอธิปไตยทางอาหาร สถาบันการเงินและกลไกทางการค้าของโลกปัจจุบันไม่นำพาที่จะทำให้ประเทศยากจน สามารถผลิตอาหารได้ด้วยตนเองและพึ่งพาอาหารได้ แต่ กลับสนับสนุนบทบาทของบรรษัทในการผลิตและกระจายอาหาร ซึ่ง ทำให้เกิดปัญหาการผูกขาดกระบวนการผลิตและกระจายอาหารที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
            จะว่าไปแล้วประเทศไทยได้รับเอาแนวความคิดของ ธนาคารโลก สถาบันทางการเงิน และกลไกทางการค้าที่มีชุดแนวความคิดเดียวกันมาเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศมา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังตัวอย่างที่ได้ส่งเสริมการค้าเสรีที่สร้างผลกระทบอย่างสำคัญต่อการผลิต ทางอาหารของประเทศ ดังในกรณีเกษตรกรที่ปลูกกระเทียม และเลี้ยงโคเนื้อ-โคนม ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้ากับจีนและออสเตรเลีย เป็นต้น
            ปรัชญาสำหรับการพัฒนาประเทศเพื่อความมั่นคงทาง อาหารและหลุดพ้นวิกฤติการณ์ด้านอาหารและพลังงานคือการยึดแนวทางเศรษฐกิจแบบ พอเพียงที่ให้ความสำคัญกับสร้างกับการกระจายการถือครองทรัพยากร และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนส่วนใหญ่
7.2 วิกฤติการณ์อาหารที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสของเกษตรกรและชาวนาที่มีที่ดินเป็นของ ตนเอง แต่มีแนวโน้มว่าเป็นวิกฤติการณ์ของเกษตรกรและชาวนาไร้ที่ดินดังที่ได้ วิเคราะห์แล้วข้างต้น  ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะ ต้องเร่งรัดให้มีการกระจายการถือครองทรัพยากร และการปฎิรูปที่ดิน โดยเกษตรกรและผู้ไร้ที่ดินหรือผู้ที่ไม่มีความมั่นคงในที่ดินต้องรวมตัวกัน เป็นพื้นฐานโดยไม่ต้องหวังว่ารัฐบาลจะเป็นผู้นำที่ทำหน้าที่นี้
            ภายใต้วิกฤติการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน ภาคประชาชนต้องรวมกันและสนับสนุนให้เกิดองค์กรและขบวนการของประชาชนเพื่อการ ปฎิรูปที่ดิน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นรากฐานและเป็นหัวใจสำคัญที่แท้จริงของประชาธิปไตยและการพัฒนาของ ประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน
            ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกษตรกรและชาวนาถูกขับออกจาก ที่ดินทำกินที่ตนเองเช่าอยู่ อาจดำเนินการโดยอาศัยกลไกทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 ซึ่งมีบทบัญญัติบางประการที่บรรเทาความเดือดร้อนของชาวนาได้บ้าง
7.3 ภายใต้บริบทของการผลิตอาหารปัจจุบันมิได้มีเพียงปัจจัยเรื่องของที่ดินเท่า นั้น แต่การควบคุมเทคโนโลยีการผลิต การควบคุมเมล็ดพันธุ์ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตและการพึ่งพาตนเองใน เรื่องอาหาร
7.3.1 ประเทศไทยต้องใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เป็นประโยชน์ต่อการผลิตอาหารให้มากที่สุดโดยใช้ระบบการผลิตแบบผสมผสานที่ ไม่เน้นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ตลอดจนนำเอาพืชพันธุ์พื้นเมืองที่มีคุณค่าทางอาหารมากมาใช้ประโยชน์ เช่น การเลี้ยงปลาในนาข้าว และการเกษตรผสมผสานรูปแบบต่างๆ โดยผลิตเพื่อบริโภคในครอบครัวก่อนส่วนที่เหลือจึงขาย
            การเกษตรแบบผสมผสานจะเกื้อกูลให้เกิดการอนุรักษ์ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การผลิตอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและรักษาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นการลดต้นทุนการผลิตโดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากฟอสซิล
7.3.2 ควร พัฒนาเทคโนโลยีตามแนวทางแบบไทย ไม่ใช่การเดินตามสถาบันวิจัยการเกษตรระหว่างประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารโลก หรือการใช้เทคโนโลยีของบรรษัทที่มุ่งหวังผลกำไรของตนเป็นหลัก โดยการการต่อยอดภูมิปัญญาด้านการเกษตรจากปราชญ์ชาวบ้าน และการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพที่เหมาะสมและยืนบนขาของตนเอง เช่น การพัฒนาจุลินทรีย์ และสารชีวภาพเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรกรรม โดยไม่ต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ลูกผสม หรือพืชจีเอ็มโอของบรรษัทข้ามชาติ
            ตัวอย่างเช่น ขณะนี้ได้เกิดกระบวนการพัฒนาจุลินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพเพื่อปรับปรุงดิน โดยที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้และขยายผลโดยเกษตรกร และองค์กรภาคประชาสังคม มีจำนวนเกษตรกรนับแสนๆรายที่กำลังดำเนินกิจกรรมนี้ โดย ได้รับการสนับสนุนน้อยมากจากรัฐบาล
7.3.3 ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรปรับปรุง พันธุ์ข้าว และส่งเสริมให้เกิดหน่วยผลิตพันธุ์ข้าวและพันธุ์พืชของเกษตรกรขึ้นมาเอง โดยยังคงให้ความสำคัญกับการวิจัยของภาคสาธารณะ แต่ปรับบทบาทให้มาสนับสนุนเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อการพึ่งพาตนเองในเรื่องพันธุกรรม
            ตัวอย่างเช่น ขณะนี้มูลนิธิข้าวขวัญ และเกษตรกรในเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกซึ่งมีสมาชิกในเครือข่ายหลายหมื่นคน กำลังดำเนินกิจกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะ พัฒนาพันธุ์ที่ไม่ต้องการปุ๋ยเคมีและสารเคมีการเกษตร จนได้สายพันธุ์ข้าวหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์นั้นได้ผลผลิตถึง 1,500-1,600  กิโลกรัม/ไร่ โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเลย เป็นต้น
7.4 รักษาสัดส่วนการผลิตพืชอาหารให้ได้ในระดับที่มากกว่าพืชพลังงาน รวมถึงการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม
            ต้องรักษาพืชอาหารให้ได้ในระดับที่มากกว่าพืช พลังงานเนื่องจากอาหารเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต รวมทั้งต้องรักษาพื้นที่การผลิตอาหารให้ได้ในระดับที่เพียงพอ โดยประกาศเขตพื้นที่ตามข้อเสนอของชุมชนท้องถิ่น และชุมชนเกษตรกรรม เป็นเขตสำหรับการผลิตอาหาร โดยไม่จำกัดเฉพาะข้าวเท่านั้น แต่ให้ครอบคลุมการผลิตอาหารในระบบต่างๆ เช่น เขตไร่หมุนเวียน ชาวประมงขนาดเล็ก เป็นต้น
7.5  ปัญหาของประเทศไทยมิ ได้อยู่ที่การผลิตอาหารไม่เพียงพอ แต่ปัญหาอยุ่ที่มีประชาชนในประเทศจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ หรือได้รับอาหารที่ไม่มีคุณภาพ เป็น ความรับผิดชอบทางจริยธรรมของรัฐบาลและสังคมไทยที่จะต้องจัดการไม่ให้มีผู้อด อยากหิวโหยในประเทศ โดยสิทธิในการเข้าถึงอาหารและการได้รับอาหารที่มีคุณภาพควรจะเป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐาน เช่นเดียวกับที่เกษตรกรควรจะมีสิทธิในที่ดิน และได้รับการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม
7.6 จัดสรรงบประมาณของรัฐบาลจำนวนอย่างน้อย 50% ที่ ใช้สำหรับการจัดซื้อปุ๋ยเคมี และสารเคมีการเกษตร หรือบางส่วนจากกองทุนน้ำมัน เพื่อจัดตั้งกองทุนเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อสนับสนุนองค์กรอิสระ ปราชญ์ชาวบ้าน ในการพัฒนาเกษตรกรรมแบบยั่งยืนที่ไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี และสารเคมีการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวกับการผลิต การกระจายอาหาร การรณรงค์การบริโภคอาหารท้องถิ่น ที่ลดการใช้พลังงาน เป็นต้น
7.7 เกษตรกร องค์กรภาคประชาชน เครือข่ายของผู้บริโภค ต้องเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายสาธารณะเกี่ยวกับความมั่นคงทาง อาหาร มิฉะนั้นบรรษัทขนาดใหญ่ทั้งที่เป็นบรรษัทข้ามชาติและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ใน ประเทศจะผลักดันทิศทางการเกษตรและพลังงานไปในทิศทางที่พวกเขาเป็นผู้ได้รับ ผลประโยชน์ แต่เกษตรกร ผู้บริโภค และประชาชนทั่วไปจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
7.7 สร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยการบริจาคอาหาร หรือแลกเปลี่ยนอาหารกับประเทศต่างๆ โดยไม่พึ่งพากลไกการตลาดและการค้าแต่เพียงอย่างเดียว

            มีคำกล่าวที่มักถูกอ้างอิงบ่อยๆว่า ทุกวิกฤติล้วนแล้วแต่มีโอกาสซ่อนอยู่  แต่ประเด็น สำคัญก็คือเราไม่เพียงแต่ต้องแปรวิกฤติให้เป็นโอกาสเท่านั้น แต่ต้องแปรวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ และใช้สถานการณ์เหล่านี้เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวด้วย