การพัฒนาประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจกระแสหลัก ที่ผ่านมา ได้ทำให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดไปสู่สังคมใหม่ที่มีความซับซ้อนใน ทุกด้าน การพัฒนาตามแนวทางตะวันตกได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยในหลายด้าน แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงโดยมองเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลักได้ส่ง ผลกระทบอย่างมากมากต่อวิถีชีวิตของคนไทยและสังคมไทย ในด้านการเกษตรก็เช่นเดียวกันการพัฒนาสู่ความทันสมัย ต้องการผลผลิตต่อไรสูง นำไปสู่การทำเกษตรเชิงเดี่ยวซึ่งทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางภาค เกษตรอย่างรวดเร็ว พันธุ์ข้าวก็มีการส่งเสริมให้มีการใช้ข้าวปรับปรุงพันธุ์ ทำให้ข้าวพันธุ์พื้นบ้านภาคใต้มีความหลากหลายน้อยลง
ขบวนการเกษตรกรรมทางเลือก ได้เสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิถีการปฏิบัติไป สู่การพึ่งตนเองในทุกด้านของเกษตรกร ด้านของการพึ่งตนเองทางด้านพันธุกรรมข้าว เครือข่ายได้ตระหนักเห็นความสำคัญของพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน ที่บางพันธุ์สูญหาย บางพันธุ์ใกล้จะสูญพันธุ์ มีการอนุรักษ์และพัฒนาพัฒนาข้าวพื้นบ้านภาคใต้ จากการร่วมเก็บข้อมูลภูมิปัญญาการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าว คณะทำงาน นำข้อมูลที่ได้ทำการสรุปประมวลและวิเคราะห์ นำมาเสนอในสังเคราะห์องค์ความรู้และวิเคราะห์ทิศทางและสถานการณ์ในการ อนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นบ้านสู่การพึ่งตนเองของเกษตรกรรายย่อย
เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2551 ที่ผ่านมา เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ ร่วมกับมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) วิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ และศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง จึงได้จัดเวทีสรุปบทเรียนการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นบ้านในวิถีชาวนา ภาคใต้ขึ้น ณ ห้องประชุมศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง อ.เมือง จ.พัทลุง ซึ่งในเวทีดังกล่าวมีตัวแทนชาวนาจาก 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลาและจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งนักวิชาการและคนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 55 คน

นายสวาท จันทมาส จากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของเวทีครั้งนี้ว่า เพื่อสรุปบทเรียนการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านลุ่มทะเลสาบสงขลา ร่วมกันแลกเปลี่ยนและวิเคราะห์สถานการณ์ข้าวพื้นบ้านที่มีผลกระทบต่อวิถี ชาวนาภาคใต้ รวมทั้งเพื่อช่วยกันกำหนดแนวทางในการอนุรักษ์พันธุ์กรรมข้าวพื้นบ้านและ พัฒนาวิถีชีวิตชาวนาในอนาคต
ทั้งนี้ เวทีได้รับเกียรติจาก นายสำเริง แซ่ตัน ตัวแทนจากศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงมากล่าวต้อนรับ ซึ่งนายสำเริงได้กล่าวถึงความสำคัญของการทำนาในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยอยู่ในช่วงวิกฤกตินาร้าง แต่มาถึงวันนี้กลับเจอสถานการณ์ข้าวราคาแพง ทำให้ชาวนาต้องมาทบทวนกันว่าปรากฎการณ์เหล่านี้จะรับมือกันอย่างไร การรักษาอาชีพชาวนาให้คงอยู่ในรุ่นลูกรุ่นหลานตามที่หลายๆ คนได้พูดถึงก่อนหน้านี้ควรทำเช่นไร ไปจนถึงการสร้างการรวมกลุ่มเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งศูนย์วิจัยข้าวยินดีที่จะร่วมสนับสนุนกลุ่มเครือข่าย โดยเฉพาะในเชิงเทคนิคต่างๆ
นายนาถพงศ์ พัฒนพันธ์ชัย จากมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าจากการสุ่มเก็บข้อมูลเกษตรกรในเครือข่ายเกษตรกรรม ทางเลือกภาคใต้ที่ปลูกข้าวพื้นบ้านจำนวน 34 รายในพื้นที่ลุ่มทะเลสาบสงขลา ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ พัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลา ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกรักษาข้าวพื้นบ้านของเกษตรกรในประเด็นที่เกี่ยว กับที่มาที่ไปของการปลูกรักษา เทคนิคการปลูกข้าวพื้นบ้าน ปัญหาและความต้องการในเรื่องของการอนุรักษ์และพัฒนาข้าวพื้นบ้าน รวมถึงข้อเสนอแนะอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งประเด็นที่สำคัญจากการศึกษาพบว่า
1. ชาวนาอายุเฉลี่ย 55 ปี มีสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ย 4 คน เป็นแรงงานประมาณ 2 คน มีที่ดินสำหรับทำการเกษตรโดยเฉลี่ย 18.62 ไร่ และจัดสรรเป็นแปลงเกษตรกรรมยั่งยืนประมาณ 6.55 ไร่ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35
2. พันธุ์ข้าวที่ปลูกไว้มีอยู่ 11 สายพันธุ์ โดยพันธุ์ที่นิยมปลูกอันดับแรก คือ สังข์หยด รองลงมาคือ เล็บนก ไอ้เฉี้ยง ตามลำดับ
3. เกษตรกรที่ตอบแบบสอบถามเกือบครึ่งหนึ่งระบุว่าสาเหตุสำคัญที่สุดที่ชาวนายัง ปลูกข้าวพื้นบ้านคือ “ปลูกไว้เพื่อการกินในครอบครัวเหลือจึงขาย” และเหตุผลสำคัญอันดับสองคือ “ข้าวพื้นบ้านมีความเหมาะสมกับสภาพนิเวศ” ส่วนเหตุผลอันดับถัดลงมา คือ ข้าวพื้นบ้านมีรสชาติและคุณลักษณะที่เหมาะสมกับรสนิยมการบริโภค เหตุผลด้านการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้านไว้ และต้องการอนุรักษ์วิถีดั้งเดิมของพ่อแม่ ไปจนถึงข้าวพื้นบ้านเป็นพันธุ์ที่ปลูกง่ายไม่ต้องใส่ปุ๋ยก็ได้ผลผลิต ทนทานต่อโรคและแมลง
4. เกษตรกรส่วนใหญ่ระบุว่าการปลูกข้าวพื้นบ้านไม่มีปัญหามากนัก โดยปัญหาที่จะพบมักจะได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับศัตรูข้าว เช่น หอยเชอรี่ หนอนกอ นก/หนูกินต้นข้าว ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องน้ำ และปัญหาเรื่องแรงงาน เป็นต้น
5. ความต้องการส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการฟื้นฟูวิถีชาวนาและรักษาการปลูกข้าวพื้น บ้านไว้ในชุมชน รองลงมาเป็นความต้องการพัฒนาเกี่ยวกับการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าว เช่น เทคนิคการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ให้ได้ตามคุณลักษณ์ที่ต้องการ เทคนิคการคัดพันธุ์เลือกพันธุ์ เทคนิคการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ เป็นต้น
หลังจากนั้นจึงเป็นการการแบ่งกลุ่มย่อย 3 กลุ่ม เพื่อสรุปบทเรียนเรื่องพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน วิถีชาวนาและการรวมกลุ่ม ซึ่งข้อสรุปจากแต่ละกลุ่มมีดังนี้

1.1 ในเรื่องพันธุ์ข้าว พบว่าในอดีต (เมื่อ 20 ปีที่แล้ว) ในพื้นที่มีพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย พันธุ์ข้าวเจ้า เช่น ปากบ่อ ช่อนาง ลูกแดง เมล์หอม ช่อเบา จังหวัด กลีบเมฆ ดอกพร้าว นางพญา นางกลาย นางฝ้าย หอมจันทร์ ช่อสาลี ลูกเขย ไข่มดริ้น อุเด็น ผักเซี้ยง จำปาเหลือง ดอกพะยอม สร้อยทอง เล็บนก ไอ้เฉี้ยง นาน้ำค้าง เป็นต้น ส่วนข้าวเหนียว เช่น เหนียวเบา เหนียวสงขลา เหนียวเปลือกดำ เหนียวกาบโนด เหนียวดอกพุด เหนียวประปา เหนียวดอกจัน เหนียวเขี้ยวงู เหนียวห้าพัน เป็นต้น แต่ปัจจุบันพันธุ์ข้าวลดน้อยลง ซึ่งปัญหาที่เจอคือ
- ชาวนาไม่ได้เก็บรักษาพันธุ์ข้าวไว้
- มีบริษัทเข้ามามากนำพันธุ์ใหม่ๆ เข้ามา
- พันธุ์ข้าวไม่เอื้อต่อธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป
- มีการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ เช่น พื้นที่พรุหายไป
1.2 สถานการณ์ข้าวที่เปลี่ยนแปลงไป มีสาเหตุหลายประการคือ
- รัฐไม่ส่งเสริมการปลูกข้าวนาปี และส่งเสริมข้าวพันธุ์ปรับปรุง เน้นการผลิตข้าวปริมาณมากเพื่อขาย โดยใช้ปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีจากภายนอก
- ตลาดเปลี่ยนแปลงไป
- มีการเข้ามาของปุ๋ยเคมี สารเคมีทางการเกษตร
- สภาพพื้นที่และธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป เช่น เรื่องน้ำ ระบบชลประทานเข้ามาแทนที่
- ศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้น
- การหายไปของวัวควายแล้วแทนที่ด้วยวัวเหล็กความเหล็ก เครื่องนวด รถเกี่ยว อุปกรณ์การทำนาหายไป เช่น แกะ
- การศึกษาไม่ให้ความสำคัญของการทำนา ค่านิยมเปลี่ยนแปลงไปเน้นไปทำงานนอกบ้าน รักสบาย
- วิถีแรงงานเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมเป็นการช่วยเหลือในครัวเรือน ออกปาก ซอแรง เข้ากลุ่ม มาเป็นการจ้างแรงงาน (เดิม 50 บาท/วัน ปัจจุบันเป็น 250 บาท/วัน)
- ประเพณี/วัฒนธรรม เปลี่ยนแปลงไป
1.3 วัฒนธรรมชาวนา ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน คือ
- ในอดีต ปุ๋ยมาจากเขามาตามสายน้ำ มีการดูฤกษ์ยามวันไถ มีการใช้วัวเวียน คัดพันธุ์ข้าวในนา การเก็บเมล็ดพันธุ์ แบ่งแยกไว้ 1 แปลง มีพิธีกรรมไหว้เจ้าที่ ทำขวัญข้าว การผลิตก็เพื่อกินเป็นหลักเหลือแล้วจึงขาย
- ในปัจจุบัน มีการตามกระแสทุนนิยมมากเกินไป ชาวนากลายเป็นผู้จัดการนา ขายข้าวซื้อสาร การผลิตข้าวใช้ต้นทุนมากขึ้นเน้นความสะดวกเป็นหลัก เน้นการผลิตมากๆ ใช้การหว่านข้าวมากกว่านาดำ
- ดังนั้นควรมีการศึกษาภูมิปัญญา/วัฒนธรรมดั้งเดิมขึ้นมา และทำให้เกิดการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมไว้
1.4 การรวมกลุ่มของชาวนา ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน คือ
- ในอดีต เป็นการรวมตัวกันในหมู่บ้านในชุมชน มีวิถีธรรมชาติ เป็นกลุ่มธรรมชาติ มีการทำเกษตรครบวงจร มีวัฒนธรรมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีประเพณีให้ข้าวผู้สูงอายุ
- ในปัจจุบัน กลุ่มเริ่มมีการจัดตั้งขึ้นมา เช่น กลุ่มเครือข่ายชาวนา กลุ่มลุ่มทะเลสาบสงขลา กลุ่มการเมือง กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มศึกษาดูงาน กลุ่มที่เกิดจากปัญหาอื่นๆ กลุ่มเครือข่ายตามความเหมาะสมของพื้นที่/ยุทธศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ชาวบ้านตั้งขึ้นมาเอง กลุ่มที่มีองค์กรหรือภาครัฐเข้ามาสนับสนุน
- โดยพบว่าการรวมกลุ่มเรื่องทำนามีกำลังอ่อนลง ความเข้มแข็งมีน้อย มีกระแสหลายด้านเข้ามากระทบต่ออาชีพทำนา เช่น ยาง ปาล์ม ในขณะที่ยางมีกองทุน แต่ชานาไม่มีกลุ่มที่ชัดเจน ไม่มีกองทุนชาวนา (ชาวนาเป็นเงินหมุน) รัฐส่งเสริมแต่การปลูกยาง/ปาล์ม ไม่จัดโซนพื้นที่ข้าว ไม่ส่งเสริมการปลูกข้าว
1.5 ความคาดหวัง สามารถประมวลได้ดังนี้
- กลับไปสู่ภูมิปัญญาดั้งเดิม “กินข้าวเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินปลาเป็นอาหาร” ส่งเสริมการกินอาหารพื้นบ้าน
- ใช้วิธีของชาวนาดั้งเดิม ดูบริบทพื้นที่ อนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิม
- มีศูนย์การศึกษา แหล่งเรียนรู้วิถีดั้งเดิม โรงเรียนชาวนา (เยาวชน/เด็ก)
- กระทรวงศึกษาฯ บรรจุหลักสูตรการทำนา หลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียน การเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น
- รัฐกำหนดโซนพื้นที่ทำนา มีกฎหมายเชิงพื้นที่เพื่อสงวนพื้นที่นา เนื่องจากปัจจุบันส่งเสริมปลูกปาล์มมาก เอาพื้นที่นามาปลูกปาล์ม
- มีนโยบายเรื่องราคา กำหนดราคาข้าว ออก พรบ.ประกันราคาข้าว
- พรบ.นา ที่มีอยู่เอื้อให้อุตสาหกรรม อยากให้ผลประโยชน์ถึงชาวนาให้มากที่สุด
- รัฐส่งเสริมการทำนาเหมือนกองทุนสงเคราะห์สวนยาง (มีกองทุนชาวนา)
- ผลักดันมายังท้องถิ่น (อบต. อบจ.)
- ชาวนาต้องช่วยสร้าง ร่วมทำ เป็นพลังสู่นโยบาย
- กำหนดสิทธิชุมชน
- ส่งเสริมให้เกิดการพึ่งตนเอง ยึดเศรษฐกิจพอเพียง ยืนได้ด้วยตนเอง
- สร้างกระบวนการเรียนรู้ ย้อยรอยวิถีดั้งเดิม
- ยกย่องชาวนาเป็นครู
1.6 การแก้ปัญหาของชาวนา
จากการระดมความเห็นได้ข้อ เสนอหลายประการ เช่น ชาวนาต้องปลูกข้าวกินเอง ส่งเสริมให้ความสำคัญเกี่ยวกับการทำนา แก้ปัญหาต้นทุน (แรงงาน/ปุ๋ย/น้ำ) การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (ป่าไม้ ทะเลสาบสงขลา ฯลฯ) ให้ลูกหลานสืบทอดการทำนา มีกฎหมายจัดโซนพื้นที่ทำนา เป็นต้น โดยสรุปเป็น 3 ระยะ ดังนี้
1.6.1 ระยะสั้น (1-3 ปี)
- เน้นการปลูกข้าวกินเอง
- อนุรักษ์พันธุ์ข้าวไว้
- มีเมล็ดพันธุ์ของตนเอง
- ทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพใช้เอง
- ผลักดันโซนทำนา อนุรักษ์พื้นที่ทำนา
- ผลักดันให้รัฐส่งเสริมการทำนา
1.6.2 ระยะกลาง (5-7 ปี)
- รณรงค์การทำนาอินทรีย์
- ส่งเสริมการทำเกษตรพอเพียง พึ่งตนเองได้
- ทำการตลาดข้าว
- การสืบทอดให้คนรุ่นหลัง
- กำหนดลดการนำเข้าสารเคมี
1.6.3 ระยะยาว (10 ปี)
- แก้กฎหมาย ผลักดัน พรบ.เกี่ยวกับชาวนา
- รวมกลุ่มกำหนดราคาผลผลิต ชาวนากำหนดราคาได้เอง
- มีกองทุนชาวนา สวัสดิการชาวนา สร้างนโยบายจากล่างไปสู่บน

2.1 วิถีชาวนาลุ่มทะเลสาบสงขลาในอดีต คือใช้วัวควายฝูงทำคอกนา ข้าวดีเก็บได้นานไม่เป็นมอด ทำนาไถกับวัว ทำนาซอนาวาน ไม่ใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ (เริ่มใส่ปุ๋ยเคมีมาเพียง 20 ปี หลัง)
2.2 ในเรื่องพันธุ์ข้าว พบว่าในอดีต ในพื้นที่มีพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย เช่น ข้าวสาลี นางพญา นางกลาย กาบแดง สังข์หยด หัวนา บัวซ้อน บางกอก ลูกขอ ช่อจังหวัด ทรายขาว ช่อสาลี มันตรง นางหงส์ เหนียวสงขลา นางปลื้ม เขียวงู ทองลิ่ม ลูกหว้า อีโต้ ดำหมอ ฯลฯ แต่ปัจจุบันพันธุ์ข้าวลดน้อยลงเหลือเพียงไม่กี่พันธุ์ เช่น นางพญา เข็มทอง ดอกยอม สังข์หยด สาลี หอมจันทร์ หัวนา มดริ้น เป็นต้น
2.3 สาเหตุที่พันธุ์ข้าวพื้นบ้านหายไป มีหลายประการเช่น
- ธรรมชาติเปลี่ยนแปลง
- นโยบายรัฐ
- ทำเพื่อกิน เป็นทำเพื่อขาย วิถีเปลี่ยน
- เครื่องจักร/ปุ๋ย/ยาฆ่าแมลงเข้ามา
- การเปลี่ยนพันธุ์ข้าวตามความต้องการของผู้บริโภค
- วัฒนธรรมเปลี่ยน
2.4 ชุมชนที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงไป เช่น
- ในอดีต มีการคัดพันธุ์ข้าวไว้เพื่อทำพันธุ์ มีการขอ-วาน พึ่งพา มีการทำขวัญ-รวบข้าว ดูวันแรกทำนาทุกขั้นตอน (แรกไถ แรกหว่าน แรกดำ แรกเก็บ แรกดับข้าว ทิ่มเม่า) ใช้อุปกรณ์ที่เป็นภูมิปัญหา (ใช้แล่งตวงพันธุ์ข้าว ใช้ป้อยตวงสารหุง ใช้บวยตักน้ำ มีสอบนั่ง สอบหนาด สอบเพิง สอบพึง เณอ) มีการหลองข้าวถวายวัด มีการเชื่อมโยงทางวิถีชีวิต “เกลอเขา เกลอเล เกลอนา เกลอควน”
- ในปัจจุบัน มีปัญหาต้นทุนการผลิตสูง สารเคมีมากขึ้น ไม่มีการช่วยกัน (ออกปากจ้าง) ทำเพื่อขาย-ซื้อข้าวกิน ผู้นำท้องถิ่นไม่ส่งเสริม เจ้าหน้าที่เกษตรส่งเสริมการใช้เคมี ระบบนิเวศเสียหาย สุขภาพเสื่อมลง เป็นต้น
2.5 แล้วจะทำอย่างไรต่อไป มีข้อเสนอดังนี้
- กลับมาสู่วิถีดั้งเดิม “กล้วยแกกงหรา พลูท่าแค น้ำตาลบ้านแร่ หนมจีนตำนาน หัวมันลำปำ”
- สร้างจิตสำนึกให้ลูกหลาน (ทำดีไว้ให้ลูก ทำถูกไว้ให้หลาน)
- อนุรักษ์ฟื้นฟูพันธุ์ข้าว/วิถีชาวนา/ประเพณี/วัฒนธรรม
- เป็นต้นแบบในการทำนา ทำแปลงตัวอย่างที่ไม่ใช้สารเคมี
- ทำตามวิถีลดการเป็นหนี้ พึ่งตนเองอย่างพอเพียง
- เชื่อมโยงทุกภาคีเข้ามาเรียนรู้ร่วมกันนำสู่การปฏิบัติ
- ลด ละ เลิกการใช้สารเคมี (หยุดทำร้ายดิน)

3.1 พื้นที่ในลุ่มทะเลสาบสงขลาในอดีตมีพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย จังหวัดพัทลุงมีข้าวอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น หอมจันทร์ นางกลาย ลายโหนด ดอกยอมนา ดอกยอมไร่ นางพญา นางฝ้าย ช่อปีดำ จังหวัด เล็บนก ฯลฯ จังหวัดสงขลา เช่น หางดง ยายอ ปากนก เข็มทอง แมละ ลูกดำ ลูกนาง ลูกปลา ลูกแดง นางหาง ไอ้เฉี้ยง หัวนา ช่อลุง ลูกเขย ช่อกิ่ง คูหา ฯลฯ หรือในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังก็เคยมีพันธุ์ข้าวอยู่มากถึง 128 สายพันธุ์
3.2 ปัญหาที่ทำให้พันธุ์ข้าวสูญหายไป มีหลายประการเช่น
- กระแสการปฏิวัติเขียวต้องการให้เร่งผลผลิต
- การส่งเสริมของภาครัฐที่ให้ปลูกข้าวนาปรัง (ต้นเตี้ย) เช่น ชัยนาท เพราะราคาดี แต่ชาวนาเก็บข้าวลำบากจึงไม่ได้ผลมากนัก ต่อมาส่งเสริมและแจกพันธุ์ปรับปรุงอื่นๆ (เล็บนกปรับรุง) ที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น ชาวนาจึงนิยม
- ทรัพยากรธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป (น้ำ ป่า) และการพัฒนาของระบบชลประทาน
- พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป (กินข้าวนิ่ม) ลูกหลานเปลี่ยนค่านิยมไปกินข้าวนอกบ้าน มีการโฆษณาและการตลาดมาชี้นำ ดังนั้นข้าวที่สูญหายไปจึงมักเป็นข้าวแข็งเป็นส่วนใหญ่
- ข้าวที่ปลูกแข็งกินไม่ได้ จึงเลิกทำ (ส่วนหนึ่งเกิดการการเกี่ยวด้วยรถ)
- มีศัตรูตามธรรมชาติมากขึ้น เช่น หอยเชอรี่ นก เมล็ดหญ้าปนกับสาร
3.3 ปัญหาของชาวนาในปัจจุบัน
- ชาวนาทำแล้วขาดทุน เพราะเป็นผู้จัดการนา จ้างทั้งหมด (เน้นเร็ว/สะดวก) ส่วนที่ยังทำนาอยู่จะทำนาปีไว้กิน (เหลือจึงขาย) ส่วนทำนาปรังมักเน้นทำไว้ขาย ซึ่งถ้าจะไม่ให้ขาดทุนต้องทำเอง
- ชาวนาปลูกข้าวขาย แล้วซื้อข้าวกิน
- ไม่มีคนสืบต่อในการทำนา และพ่อแม่ไม่ได้ส่งเสริมให้ลูกทำนา เน้นแต่ให้เป็นเจ้าคนนายคน เพราะมองว่าอาชีพทำนามันเหนื่อยยากและขาดทุน “ทำนาปีมีแต่ซังกับหนี้ ทำนาปีมีแต่หนี้กับซัง”
- ในบางพื้นที่วิถีการผลิตเปลี่ยนแปลงไป การปรับเปลี่ยนจากทำนาเป็นอาชีพหลัก กลายเป็นทำนาเป็นอาชีพเสริม แล้วมาทำสวนยาง/สวนปาล์มแทน เพราะคิดแล้วว่าทำสวนได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าทำนา ดังนั้นหากต้องเลือกก็ต้องทำสวนให้เสร็จก่อนแล้วจึงค่อยมาทำนา
- เวลาข้าวราคาแพงผลเสียตกเป็นของคนซื้อข้าว แต่ผลประโยชน์กลับไปตกเป็นของโรงสีและนายทุน มากกว่าเป็นของชาวนา
3.4 แนวทางการทำงานในอนาคต มีข้อเสนอเช่น
- พื้นที่ที่ยังทำนาอยู่ต้องฟื้นฟูการทำนา เช่น นำเทคนิคที่ได้เรียนรู้และศึกษามาปรับใช้กับตนเอง เริ่มจากทำให้เป็นตัวอย่างให้คนอื่นๆ ได้เห็นว่าทำได้ เพื่อเปรียบเทียบกับการทำนาทั่วๆ ไปที่ทำแล้วขาดทุน
- เน้นการทำเพื่อกินเป็นหลัก (เหลือจึงขาย) ความหลากหลายของข้าวจึงขึ้นกับการกิน อย่างไรก็ตามต้องมีการศึกษาเรื่องพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่เหมาะสมต่อไปเรื่อยๆ
- แบ่งเวลาการทำนาให้เหมาะสมกับการผลิตพืชอื่นๆ (ทำนาจริงๆ แล้วใช้เวลาไม่มาก) และต้องขยันและอดทนสร้างให้ทำเกิดความสุขในวิถีชาวนา
- ชาวนาต้องรวมตัวกันต่อสู้ผลักดันให้ภาครัฐมาส่งเสริม เช่น กองทุนชาวนา
- ทำให้สังคมเห็นว่าชาวนาเป็นคนที่มีความสำคัญ ชาวนาเป็นครู เป็นคนที่เลี้ยงดูคนทั้งประเทศ กอบกู้ศักดิ์ศรีชาวนากลับคืนมา
จากการนำเสนอของกลุ่มย่อยทั้ง 3 กลุ่ม นายสวาท จันทมาส ได้สรุปให้เห็นประเด็นที่สำคัญๆ ร่วมกัน ดังนี้
1. ทุกกลุ่มสะท้อนให้เห็นว่าพันธุ์ข้าวสูญหายไป ดังนั้นควรมาคิดกันต่อว่าจะมีการอนุรักษ์พันธุ์ที่เหลืออยู่ไว้อย่างไร และต้องการพันธุ์ใดกลับคืนมา
2. จากนโยบายของรัฐ การส่งเสริมพันธุ์ข้าวใหม่ การใช้สารเคมี และการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติทำให้เกิดการสูญเสียพันธุ์ข้าวไป และส่งผลให้วิถีชาวนาและวัฒนธรรมชุมชนเปลี่ยนแปลงไป
3. สิ่งที่นำเสนอในการแก้ไขปัญหาต่างๆ มีหลายประการ เช่น
- การสร้างจิตสำนึกให้คนรุ่นหลังในเรื่องการทำนา
- การอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีการทำนา
- การสร้างศูนย์การเรียนรู้/โรงเรียนชาวนา
- การลดละเลิกการใช้สารเคมี
- การพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน
- การผลักดันเชิงนโยบาย เช่น กองทุนชาวนา สวัสดิการเกษตรกร และกฎหมายหลายตัวที่ชาวนาเกี่ยวข้อง

ซึ่งผู้เข้าร่วมเวทีได้ร่วมกับวางแนวทางการทำงานเรื่อง พันธุ์ข้าวพื้นบ้านและวิถีชาวนาในประเด็นต่างๆ ดังนี้
1. กำหนดพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่ควรอนุรักษ์และพัฒนา เช่น ไข่มดริ้น เข็มทอง หอมจันทร์ ดองยอม เหนียวดอกจันทร์ เหนียวดำเปลือกดำ เหนียวดำเปลือกขาว เป็นต้น
2 กำหนดพื้นที่ที่ควรปลูกข้าว (กำหนดโซนพื้นที่การปลูกข้าว) เช่น จังหวัดสงขลา (ต.สะบ้าย้อย อ.เทพา,ต.วัดจันทร์ อ.สทิงพระ, ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ, ต.วัดสน อ.ระโนด, ต.ม่วงงาม อ.สิงหนคร) จังหวัดนครศรีธรรมราช (ต.เขาพระทอง อ.ชะอวด) จังหวัดพัทลุง ต.นาปะขอ อ.บางแก้ว,ต.ตะโหมด อ.ตะโหมด, ต.ตำนาน อ.เมือง, ต.พนางตุง อ.ควนขนุน, ต.ควนขนุน อ.ควนขนุน, ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน, ต.ทะเลน้อย อ.ควนขนุน) เป็นต้น
3 สิ่งที่ต้องการพัฒนาต่อไป ที่ประชุมมีข้อเสนอให้พัฒนาศูนย์พันธุ์ข้าวพื้นบ้านของชุมชน เพื่อศึกษาคุณลักษณะประจำพันธุ์ข้าว ทำแปลงทดลองเพื่อเปรียบเทียบสายพันธุ์ข้าวในพื้นที่ ค้นหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม และให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน โดยในเบื้องต้นมีพื้นที่ให้ความสนใจ 7 พื้นที่
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการมาร่วมกันคิด วางแผน หาวิธีการ และประสานเชื่อมโยงการทำงานให้เป็นไปอย่างมีรูปธรรม ในเวทีจึงมีข้อสรุปร่วมกันให้ตั้งคณะทำงานในแต่ละพื้นที่เป็น “คณะทำงานยุทธศาสตร์ชาวนา” โดยมีตัวแทนชาวนาในแต่ละพื้นที่และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะทำงาน และจะมีการจัดประชุมระดมความเห็นและทิศทางการขับเคลื่อนกันต่อไป
และในช่วงสุดท้าย นายสำเริง แซ่ตัน ได้กล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมเวที รวมทั้งได้เชิญชวนเครือข่ายฯ มาร่วมกันลงแขกดำนาในศูนย์วิจัยฯ เพื่อเป็นการรักษาวิถีดังเดิมและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองไว้ โดยจะจัดพื้นที่ในศูนย์ให้เป็นแปลงนารวม ซึ่งที่ประชุมให้ความเห็นชอบและจะประสานงานกันต่อไปในอนาคต
อย่างไรก็ตามเวทีที่เกิดขึ้นนี้ แม้จะเป็นเพียงเหตุการณ์เล็กๆ เหตุการณ์หนึ่ง แต่ก็เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นอันสำคัญของการประสานความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อร่วมกันเป็นหนึ่งพลังสำหรับการกำหนดอนาคตของชาวนาและดำรงไว้ซึ่งวิถี วัฒนธรรมของชุมชน ให้หลุดพ้นจากกระแสโลกาภิวัตน์ที่กำลังแผ่ขยายไปครอบทุกบริบทของสังคม....

