บรรยายพิเศษเรื่อง “ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย”

ผู้แต่ง: 
ธนินท์ เจียรวนนท์

ประเทศไทยต่อไปนี้กำลังเปลี่ยนแปลงจากน้ำมันบนดินครับ เป็นน้ำมันที่ใช้ไม่มีวันหมด ไม่เหมือนน้ำมันในบ่อธรรมชาติ ที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกบอกว่า อีก 100 ปีหมดแน่

สมัยนี้ผิดกับทุกยุค ยุคก่อนมีไม่กี่ร้อยล้านคนที่รวยขึ้น แต่ยุคนี้หลายพันล้านคน อย่างน้อย 2,000 กว่าล้านคน กำลังมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เช่น จีน 1,300 กว่าล้านคน จนไปถึง 1,600 ล้านคน อินเดียววันนี้ก็ตั้ง 1,300 ล้านคนแล้วยังจะเพิ่มอีก

ยุโรป ตะวันออกก็มีหลายร้อยล้านคน เศรษฐกิจยุโรปตะวันออกดีขึ้น ก็ฉุดให้ยุโรปตะวันตกยิ่งดีขึ้น ถ้ารวมกัน ผมว่าพลังไม่น้อยกว่าอเมริกา

สมัย ก่อน เรามีเค้กก้อนเดียว หรือมอเตอร์ที่ฉุดเศรษฐกิจ มียุโรปตะวันออก-ตะวันตก รวมกันเหนือกว่าสหรัฐอเมริกา เพราะครบทุกอย่างไม่แพ้สหรัฐอเมริกา

คนเก่งไม่แพ้กัน ประชากรมากกว่าสหรัฐอเมริกา พื้นฐานเศรษฐกิจยุโรปตะวันตกแข็งแรงมาก ก็ไปฉุดเอายุโรปตะวันออกแข็งแรงขึ้นด้วย นี่เค้กก้อนที่สองนะครับ

ตัว ที่สาม คือ จีนมี 1,300 ล้านคน ซื้ออะไรโลกสะเทือนหมด ถ้าจีนออกมาซื้ออะไร สินค้าจะไม่พอ อย่างจีนเพิ่งมาใช้รถยนต์ น้ำมันราคาขึ้นเป็นเรื่องราว นี่เพิ่งเริ่มใช้รถยนต์นะครับ อินเดียก็เพิ่งเริ่ม บวกอินเดียอีกสองประเทศนี้ เกือบจะ 3 พันล้านคนแล้วครับ

ฉะนั้น เครื่องจักรฉุดเศรษฐกิจตัวที่สามคือ จีน บวกไต้หวัน บวกฮ่องกง

ถ้า อินเดีย อาเซียน ญี่ปุ่น รวมแล้ว ผมคิดว่าเป็นเครื่องฉุดเศรษฐกิจตัวที่ 4 อย่างอินโดนีเซีย ถ้าการเมืองสงบหน่อย ผมก็คิดว่ามีทรัพยากรเต็มที่ แก๊ซในบ่อมีอีกมหาศาล ผืนดินมหาศาล ฉะนั้น โดยรวมแล้ว เครื่องฉุดเศรษฐกิจโลกไม่ใช่สหรัฐอเมริกาประเทศเดียว

สมัยก่อนเราพูด ว่า อเมริกาจาม ทั่วโลกเป็นไข้หวัดใหญ่ วันนี้ไม่ใช่แล้วครับ

เรา ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า จากนี้ไป เมื่อไทยจะค้ากับจีนอย่างไร ค้ากับอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า อย่างไร ลาว เขมร เวียดนาม รวมทั้งรัสเซีย ยุโรปตะวันออก เป็นโอกาสของเราทั้งนั้น

ผมลืมพูดถึง อีกประเทศ คือ บราซิล ซึ่งทั่วโลกเริ่มไปลงทุนมหาศาล นี่ก็เป็นเครื่องยนต์ตัวที่ 5 เพราะต่อไปประเทศที่มีบ่อน้ำมันจะสู้จะสู้ประเทศที่มีบ่อน้ำมันบนดินไม่ได้

เพราะ บ่อน้ำมันบนดินใช้ไม่รู้จบ ใช้แล้วเกิดใหม่

ผมต้องขอยกย่องท่านเจ้า หน้าที่ ท่านผู้บริหาร และผมดีใจมากที่มีคนเก่งๆ สมัครเข้ามาสภาพัฒน์ แต่ผมยังห่วง เงินเดือนน้อยไปครับ

ที่เซี่ยงไฮ้ซึ่งผมเป็นที่ปรึกษา อยู่ เวลาผมไปรัฐบาลจะส่งเด็กเพิ่งจบใหม่ๆ มาต้อนรับให้บริการผม มีเวลาผมก็คุย ทำไมคุณเข้ามารับราชการ ข้างนอกเงินเดือนสูงมาก เขาบอกว่ารัฐบาลเซี่ยงไฮ้ให้เงินเดือนสูง ถ้าข้างนอกจบมาให้เท่าไหร่ เซี่ยงไฮ้ให้เท่านั้น แต่มีสวัสดิการดีกว่า ให้เพียงพอก่อน ปากท้องก่อน ให้พอก่อน

ฉะนั้น เราต้องกล้าสู้เงินเดือนกับภาคเอกชน 35 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ เงินเดือนข้าราชการต่ำมาก ทำให้รัฐบาลต้องพยายามไปกดราคาสินค้าเกษตรให้ต่ำ

เรื่องนี้ผมจะพูด ที่ละข้อนะครับ
ผมเพิ่งเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านมีวิสัยทัศน์มาก เมื่อ 30 ปีก่อน ท่านเอาปาล์มมาปลูก พระองค์ท่านเห็นตั้งแต่ 30 กว่าปีก่อนแล้วว่า เมืองไทยต้องเริ่มปลูก และยังปลูกอยู่ที่ทางใต้เป็นหลักฐานอยู่

แต่เราไม่ได้ขยายอย่างจริงๆ จังๆ รัฐบาลไม่ได้วางแผนอย่างจริงๆ จังๆ ทำให้วันนี้เราแพ้มาเลเซียไปนาน เราไม่ได้ลงทุนวิจัยเรื่องพันธุ์ เรามัวแต่มักง่ายไปเอาพันธุ์ของมาเลเซียมา อาจเป็นเบอร์สองเบอร์สาม เบอร์หนึ่งเขาไม่ให้หรอก

พระองค์ท่านเหน็ด เหนื่อย หลับตาก็เห็นว่าที่ไหนควรทำเขื่อน ที่ไหนควรกักน้ำ น้ำยิ่งมายิ่งมีปัญหา ยิ่งมายิ่งสำคัญ ก็หวังว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องกล้าสู้กับเอ็นจีโอ และอธิบายให้เข้าใจ ไม่ต้องใช้คำว่าสู้ แต่อธิบายดีกว่า

ถ้าทำเขื่อนแล้วสัตว์หายไปกี่ ชนิด เทคโนโลยีนี้กรมประมงทำได้ เพาะได้ เราก็เพาะใส่เข้าไปก็แล้วกัน แล้วจะไปเสียหายอะไร มีแต่ทำให้น้ำไม่ท่วม เราใช้น้ำไประโยชน์เต็มที่ ใช้น้ำมาปั่นไฟ

เรื่องนี้ผมอยากฝากทุกท่านที่เป็นเจ้าของประเทศ และมีบทบาทเขียนแผนของชาติ ผมเชื่อว่าสภาพัฒน์จะมีบทบาทไม่น้อยว่าสมัยก่อน

เรื่อง เกษตร เราเคยทำครบวงจร เราเคยส่งเสริมเลี้ยงไก่ ตั้งแต่ต้นไปถึงแปรรูป ในสังคมหาว่าเราผูกขาด แต่ความจริงแล้ว นี่เป็นวิธีที่เอานายทุน เอาผู้ที่มีทุน มารับความเสี่ยงให้เกษตรกร ผู้เลี้ยงไก่

ถ้าสังคมไทย เปลี่ยนแปลงได้แบบนี้ ประเทศไทยในเรื่องเกษตรจะไปยิ่งไกล ที่เจริญโภคภัณฑ์สมัยนั้นส่งเสริมชาวบ้านได้ แต่ซีพีมีความเสี่ยง แต่เรารู้ว่าช่วงไหนเสี่ยง

อย่างสุกร 3 ปี เราขาดทุน 1 ปี เพราะอะไร ตอนกำไรกำไรมก ทุกคนเข้ามาเลี้ยงมาก เลี้ยงมากก็ต้องขาดทุนมาก เราต้องเตรียมเงินมาขาดทุน เอาปีหนึ่งมาชดเชยตัวเลขที่ขาดทุน เอาปีหนึ่งมาชดเชยตัวเลขที่ขาดทุนสุดท้าย 3 ปีก็มีกำไร

แต่ถ้าจะให้ เกษตรกรเอาเงินที่ไหนมาขาดทุน 2 ยกเขาก็ยกธงขาวแล้ว ขาดทุนสักปีก็หมดเงินที่จะมาขาดทุนแล้ว ตอนขาดทุน รัฐบาลไม่มีนโยบาย ไม่มีแผนไปช่วย

อย่างที่ผ่านมา 2 ปี สุกรตัวหนึ่งขาดทุนถึงพันกว่าบาท แต่แน่นอน วันนี้ต้องกำไรพันบาท เพียงเจ๊ากันนะครับ แล้วจะบอกว่า กำไรเกินควรได้อย่างไร

แต่เรื่อง สุกร เรามี 30% สูงสุดที่เกษตรกรไม่เดือดร้อน มีซีพี มีบริษัทอื่นไปรับผิดชอบกับผู้เลี้ยง มีเงินคืนเงินกู้ เดือนหนึ่งมีกำไร 6 พันถึง 2 หมื่น แล้วแต่มากหรือน้อย

สุกรจะขาดทุนยังไง เกษตรกรกำไรแน่นอนไม่เดือดร้อน

แต่บริษัทถ้าทำกำไรมากก็ต้องเอาเงิน ส่วนหนึ่งมาเตรียมขาดทุน เพราะกำไรมาก คนก็เข้ามาเลี้ยงสุกรมาก สุกรก็ล้นตลาด ขาดทุนมากก็คัดเอาคนที่ต้นทุนสูง ไม่มีประสิทธิภาพออกไป คนที่ต้นทุนต่ำ มีประสิทธิภาพก็อยู่รอด มีกำไรก็พัฒนาต่อ

และที่แปลก คนเลี้ยงสุกรเคยบังคับเราว่า คุณต้องมารับสุกรไปรับประทานไหม ไม่มีครับ ผู้เลี้ยงไม่มีอำนาจบังคับพวกเรา ไม่มี แล้วเรื่องอะไรเราต้องไปบังคับราคาผู้เลี้ยง

ผู้เลี้ยงเขาไม่มีอำนาจ มาบังคับเรา ตอนแพงเรากินเจก็ได้ ไม่ทานหมูสักปีเป็นอะไรไป เรามีทางเลือก แต่อาชีพผู้เลี้ยงไม่มีทางเลือก เป็นอาชีพเขา

เรื่องนี้ก็พูดให้ท่าน เข้าใจตรงนี้ว่า จริงๆ แล้ว เราไม่สมดุลกัน ราคาสินค้าเกษตรกับเงินเดือนไม่สมดุล

อย่างสหรัฐอเมริกาวันนี้ เกษตรกรไม่มีวันเสี่ยง ผู้เสี่ยงคือนายทุน มีบริษัทมารับเหมาเหมือนกรีดยาง เจ้าของสวนยางได้ 60 คนไปกรีดได้ 40 แบ่งกัน คนลงทุนปลูกยาง ลงทุนแล้วมีความเสี่ยง คนกรีดไม่มีความเสี่ยงก็แบ่งได้ 40 แน่นอน

ผม อยากเห็นเกษตรกรไปถึงจุดที่เกษตรกรต้องไม่มีความเสี่ยง
ผู้ที่จะรับความ เสี่ยง คือผู้ที่มีความรู้ มีทุน สังคมถึงจะเป็นธรรม
วันนี้พวกเราลอง ศึกษาลึกๆ อย่างไกเนื้อ 90% ผู้เลี้ยงไก่เนื้อไม่มีความเสี่ยง เรื่องนี้ต้องใช้เวลา 30 กว่าปี ต้องส่งเสริมตั้งแต่ลูกไก่ คนเลี้ยง ถึงเวลาก็จับมาโรงฆ่า เพราะมันผิดพลาดไม่ได้ ถ้าจับมาช้าชั่วโมงหนึ่ง โรงงานต้องพักหนึ่งชั่วโมง เรือที่จะส่งออกนอกต้องดีเลย์ไปหมด เสียหายมหาศาล

เราต้องวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ ไก่มาถึงโรงฆ่า สมัยก่อนอนุโลมให้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง วันนี้ไม่เกินห้านาที สิบนาที
ทำไม ชิ้นส่วนรถยนต์ญี่ปุ่นให้ตรงเวลาได้มีตั้งพันชิ้นส่วน ของเราเพียงหนึ่งอย่างห้านาทียังมากไป มาถึงก็ขึ้นเลย เพราะไก่มีชีวิตยิ่งอยู่บนรถนาน น้ำหนักก็ขาด เสียหาย ต้องพยายามวางแผนให้จับเวลาให้ตรง และมาถึงโรงฆ่าให้ตรงเวลา

เรื่อง สุกรก็เหมือนกัน สุกรเหมือนคนไม่มีผิด ถ้าถึง 100 กิโลแล้ว เหมือนคนถึงจุดหนึ่งโตแล้ว วันละ 3 มื้อไม่โตแล้ว อย่างมากก็ลงพุง ไม่โตแล้ว ถ้าสุกร ลงพุงถูกตัดราคาไปอีก

ถ้าเราขายช้าไปสิบวัน หายไป 500 บาท กินฟรีไม่โด แล้วค่าใช้จ่ายที่ไปดูแลอีก โรงเรือน ค่าเสื่อม ถ้าช้าไป 10 วัน ก็ 1 ใน 3 ของเดือน

เกษตรกรบางคนยังไม่รู้ว่าทำไม ไม่มีกำไร ทำไมหายไป เพราะเขาจับช้าไป 10 วัน หรือหนึ่งวันก็มีผลแล้ว มันต้องวางแผนอย่างละเอียด ยากกว่าอุตสาหกรรมอีก

ถ้าเราจะเลี้ยง เกษตรกรอุตสาหกรรม ต้องวางแผนทุกอย่าง เพราะเป็นของมีชีวิต ต้องละเอียดกว่าอุตสาหกรรม ถ้าเราพยายามขายได้ทันที ดีกว่าไปเก็บตู้เย็น เพราะค่าไฟฟ้าสูงอย่างนี้ เข้าตู้เย็นกิโลบวกขึ้นอีกบาท

การวางแผน เกษตรอุตสาหกรรม ยิ่งกว่าการวางแผนโตโยต้าผลิตรถยนต์อีก

เพราะรถยนต์ ไม่เน่า ไม่เสื่อม ไม่เสีย เขาพึ่งแรงงานกลัวกระทบทำให้มีตำหนิจึงวางแผนมาให้พร้อมกัน

ไก่ก็ เหมือนกัน มาถึงต้องทำให้สลบแล้วค่อยเชือด ถ้าเกษตรอุตสาหกรรม ไก่กระทงเกือบจะ 90% ผู้เลี้ยงไม่มีความเสี่ยงแล้ว ความเสี่ยงไปอยู่ที่นายทุน

ส่วนผู้เลี้ยงสุกรประมาณสูงสุด 30 % ไม่มีความเสี่ยง ไก่ไข่ก็เช่นกัน จาก 500 เพิ่มมาถึง 7 แสน หลายสิบปีมานี้ เขาก็ขายเองเสี่ยงเอง แต่บริษัทอย่างมากทำ 20 – 30 % บริษัทอื่นอีก 10 % นอกนั้นยังมีเกษตรกร 70 % ที่เสี่ยงกันเอง

กุ้งก็เหมือนกัน กุ้งก็ดีเหมือนกับไก่และสุกร เพราะเรามีพันธุ์แล้ว เราวิเคราะห์วิจัยตั้งแต่พันธุ์ถึงอาหาร เรื่องวิธีการเลี้ยง แต่กุ้ง เกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงสูงสุดไม่เกิน 30 % เพราะผู้เลี้ยงยังอยากเสี่ยง กำไรทีเป็นล้านสองล้าน แต่ขาดทุนก็ย่อยยับเหมือนกัน

ผมเชื่อว่าต่อไป พวกที่เสี่ยงคงจบ เหลือแต่พวกที่ร่วมกับบริษัทที่มีแผนที่ดี ถึงเวลาก็ไปจับ จับเสร็จทันทีก็มีลูกกุ้งให้ ราคาก็การันตีกำไรแน่นอน ในสมัยนี้พ่อค้ากำไรแน่นอน

จะว่าพ่อค้าหน้าเลือด ความจริงเราไปว่าเขาไม่ได้ คนเลี้ยงบางทีเลี้ยงโตแล้วยังไม่รู้ว่าจะขายให้ใคร ถึงเวลากุ้งล้นตลาด ตรงนี้เกษตรกรเสียเปรียบเสี่ยงทุกประตู

อย่างเลี้ยงลูกสุกร ซื้อมายังไม่รู้ว่าอีกห้าเดือนข้างหน้าจะขายใคร ถ้าเป็นโรคตายก็จะไม่มีประกันชีวิตอีก ถ้าโชคไม่ดีตาย ไม่เสียหาย มาเจอราคาดีก็ร่ำรวยไป เจอราคาไม่ดี โอ้โหขาดทุน 2 ต่อ ไปเรียกพ่อค้ามาซื้อก็ถ่วงเวลาอยู่เรื่อย เลี้ยงฟรี ห้าวันสิบวัน หายไปหลายร้อยบาท

แต่พ่อค้าซื้อได้แน่นอน ซื้อแพงก็ขายแพง ซื้อถูกก็ขายถูก กำไรแน่นอน

มาเข้าสู่เรื่องน้ำมันบนดิน ประเทศไทยมีพื้นที่ 130 ล้านไร่ มีที่นา 62 ล้านไร่ และมีที่ดิน มีชลประทานสูงสุดไม่เกิน 25 ล้านไร่

ผมมีความคิดอย่างนี้ครับ ขอฝากท่านเลขาฯ สภาพัฒน์ ดร.อำพน กิตติอำพล ลองศึกษาดู

ถ้าเราเอา 25 ล้านไร่ มาลงทุนเต็มที่ จัดรูปแบบที่ดิน ปรับรูปที่ดิน ชลประทานให้ครบ เหมือนเราเลี้ยงไก่ที่เราทำให้ทันสมัย สร้างโรงเรือน ลงทุนสูง แต่สุดท้ายต้นทุนต่ำ ผลผลิตสูง คิดแล้วคุ้ม เรื่องนี้เราต้องลงทุน จ้างผู้เชี่ยวชาญไปดูไต้หวัน ไปดูประเทศทำนาแบบเรา เขาลงทุนอย่างไร

25 ล้านไร่ที่ลงทุนไป ผลผลิตจะมากกว่า 26 ล้านไร่ และไม่มีความเสี่ยง

ฝน ตกเราไม่ต้องการน้ำก็สูบออก เวลาต้องการน้ำก็ปล่อยน้ำเข้า ที่ผมไปดูมาก็เหมือนกับโรงงานเลี้ยงไก่ ถึงวันหนึ่งเราอาจเอาผ้าพลาสติกคลุม เหมือนเลี้ยงกุ้ง

ซีพี ส่งเสริมเลี้ยงกุ้งในโรงงานแล้ว งูก็ลงไปไม่ได้ แมลงก็ไม่ได้ หนูก็ลงไปไม่ได้ ที่เลี้ยงแบบเปิด บ่อกว้างกลางคืนอะไรลงไปก็ไม่รู้ เวลาเสียหายมหาศาล ลงทุนหลายล้าน ตายหมด วันนี้เราคลุมหมด วันหนึ่งทำนาคงไปถึงขั้นนี้ วันนี้เราจะเลี้ยงไก่ แปดชั้น เราจะเลี้ยงไก่เนื้อสี่ชั้น ใช้พื้นที่เดียวกัน ได้ผลผลิตมากขึ้น

ต่อ ไปพืชหลายตัว ก็ปลูกในน้ำ แล้วทำหลายชั้น ถึงวันนั้นแน่นอน เพราะไก่ไปก่อนแล้ว ไก่ไข่แปดชั้น ไก่เนื้อ 3 - 4 เหมือนตึกคอนโดมิเนียม

ผม เพิ่งรู้จากหลานชาย หลานมาถามผมว่า กรุงเทพฯ มีตึกสูง 30 ชั้น อยู่ในอันดับเท่าไหร่ของโลก ผมไม่รู้จริงๆ
เมืองไทยอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก ตึกต่ำกว่า 30 ชั้นไม่นับนะ ผมก็คิดไม่ถึง

เมืองไทยเป็นที่ 1 หลายเรื่อง เรื่องกุ้ง เราเป็นที่ 1 ของโลก เราเป็นผู้นำตั้งแต่พันธุ์ ไปถึงการเลี้ยง ทำเกี๊ยวกุ้ง กุ้งทอด ไม่มีประเทศไหนทำได้ ต้องยกย่องว่าเราเป็นเบอร์ 1 ของโลก แปลกมาก

ข้าวเราก็เป็นเบอร์ 1 ของโลก ยางพารา ก็เป็นเบอร์ 1 ของโลก

ถ้ารัฐบาลวางแผนให้ดี คนเก่งๆ ชอบอยู่เมืองไทย ถ้าเราเอาคนเก่งมาแสนคน ให้เป็นคนไทยไปเลย เราเป็นที่ 1 ได้ ไฮเทคเป็นที่ 1 ได้

เพราะไฮเทค ไม่ใช่เครื่องจักร แต่คือสมอง คือคน
แปลกประหลาดมาก คนมาเมืองไทย 2 – 3 ปี ติดใจเมืองไทย ไม่รู้ยังไง ผมไปอีสาน มีลูกเขยต่างประเทศเยอะเลย หมู่บ้านเต็มด้วยลูกเขยต่างประเทศ

ผม ว่าประเทศไทยคนต่างประเทศชอบมาอยู่ ถ้าเรามีเงื่อนไขเหมาะสมกับเขา ถูกสเปคเขา

สุดท้าย “การแข่งขัน” ไม่ใช่ “เงิน”
“คน” เป็นผู้สร้าง “เงิน”

อย่าง "ภูเก็ต” ถ้าเราจัดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ คนหัวเพี้ยนๆ เก่งๆ ภาษีให้เสียถูกสัก 10 % ของรายได้ เผลอๆ สำนักงานใหญ่ ย้ายมาอยู่ภูเก็ตเลย ทำงานที่ภูเก็ตคอนโทรลได้ทั่วโลก
สมัยนี้จะประชุมอะไรก็เห็นภาพกัน คุยกัน ไม่พอใจค่อยบินไป หรือเขาบินมา จะเชิญแขกมาเที่ยวภูเก็ต คนก็อยากไปประชุมที่นี่

ถ้าเราหาคนเก่งของโลกมาสักแสนคน หาบริษัทเยี่ยมๆ ของโลก บริษัทที่เราต้องการไม่ใช่ให้แปดปีด้วย ให้เป็นคนไทยไปเลย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ เหมือนอเมริกันวันนี้ เขายังเที่ยวล่าคนเก่งๆ ของโลกให้มาเป็นนอเมริกา

ผมไปเยอรมันนีทุกปี แชร์แมนของ KFW บอกว่า เยอรมันนีเสียหายมาก สร้างคนเก่ง ลงทุนเป็นสิบล้านบาทส่งให้ไปเรียนต่อ แต่อเมริกามาชุบมือเปิบเลย ถ้าเก่งให้คนอเมริกันเลย นี่คือสงครามด้วยมนุษย์

ทรัพยากรที่สำคัญ ที่สุด คือ มนุษย์ เมื่อสักครู่นี้ผมประทับใจมาก ที่เลขาฯ สภาพัฒน์บอกว่า ไม่ใช่เรามี “เงิน” อย่างเดียว “สมอง” ก็เป็นทรัพย์สมบัติอันหนึ่ง

อย่าง เมืองจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ในโลกมีไม่กี่ประเทศที่คนอยากมาอยู่ ทำไมเราไม่รู้จักใช้คนเก่งให้เป็นประโยชน์
ผมว่าคนไทยเรียนรู้เก่ง เอาคนเก่งมานำคนไทยจะเสียหายอะไร เหมือนคุณพ่อผม จีน 100 % ผมมาเกิดที่เมืองไทย ผมรักเมืองไทยมากกว่าเมืองจีน ผมไปไหนธงชาติไทยขึ้นออฟฟิสมีรูปพระเจ้าอยู่หัว-พระราชินีทุกที่ ผมถือว่า เราต้องตอบแทนบุญคุณ

ซีพี เติบโตได้ทุกวันนี้เพราะประมุขของชาติและเรามีศาสนา อันนี้ที่ทำให้คนไทยเราน่ารัก คนไทยเรายิ้มแย้มแจ่มใสจากจิตใจ ไม่ใช่แกล้งทำหน้าตา สอนออกมา .. ไม่ใช่
ตรงนี้เราได้เปรียบมาก

ที่มา : คอลัมน์ “บทความพิเศษ” มติชนสุดสัปดาห์ 21 – 27 มี.ค. 51

หมายเหตุ “มติชนสุดสัปดาห์” - นายธนินท์ เจียรวนนท์ บรรยายพิเศษเรื่อง “ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย” ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2551