|
ไม่มีใครปฏิเสธว่าการเกษตรยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ แม้สัดส่วนรายได้ภาคเกษตรต่อรายได้ประชาชาติจะอยู่ในระดับไม่สูงนัก และไม่ใช่เพราะภาคเกษตรตกต่ำถดถอยมากมายอะไรนัก รายได้ก็ยังขึ้นๆลงๆเป็นธรรมดาผันผวนไปตามกระแสเศรษฐกิจโลก แต่เป็นเพราะภาคเศรษฐกิจด้านอื่นๆโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการส่งออก การบริการและการท่องเที่ยวเติบโตเร็วกว่ามาก เมื่อมองตัวเลขในเชิงเปรียบเทียบทำให้ภาคเกษตรไม่ค่อยมีความสำคัญในเชิง เศรษฐกิจ และจำนวนเกษตรกรก็มีแนวโน้มลดลงเช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วคือจากกว่า ร้อยละ ๗๐ ในช่วงเริ่มแผนพัฒนาประเทศ มาเป็นร้อยละ ๕๐ ในช่วงแผนฯ ๕ และเหลืออยู่ราวร้อยละ ๓๐ ในปัจจุบัน หากแนวโน้มการพัฒนาการเกษตรเป็นไปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ และไม่มีการแก้ไขปัญหาเกษตรกรอย่างจริงจัง เชื่อว่าอีกไม่เกิน ๓๐ ปี จำนวนเกษตรกรไทยจะเหลือต่ำกว่าร้อยละ ๑๐ เช่นเดียวกับประเทศในยุโรป ญี่ปุ่นและอเมริกา เพราะเกษตรกรอิสระรายเล็กรายน้อยจะค่อยๆเลิกไปหรือเปลี่ยนไปเป็นแรงงานรับ จ้างในโรงงาน ภาคกลางภาคตะวันออกอาจจะหมดไปก่อนเพื่อนเพราะที่ดินส่วนใหญ่หลุดมือจาก เกษตรกรไปแล้ว ภาคอีสานแม้เกษตรกรจะมีสัดส่วนการถือครองที่ดินอยู่สูงกว่าที่อื่นแต่ แรงกระตุ้นการลงทุนระยะยาวด้วยการปลูกยางพารา ไม้โตเร็วและพืชพลังงานอาจกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรรายย่อยซึ่งมีทุนน้อยอยู่ไม่ได้ต้องขายที่ดินหรือขาย กิจการให้ผู้ประกอบการรายใหญ่แล้วผันตัวเองเป็นแรงงานเกษตรรับจ้างในที่ดิน ที่เคยเป็นของตนเอง ส่วนภาคเหนือและภาคใต้พื้นที่เกษตรที่มีศักยภาพสูงในการผลิตก็เปลี่ยนมือ เป็นสวนพืชเศรษฐกิจของผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งต่างชาติและในประเทศไทยและ กลุ่มรีสอร์ทไปเป็นจำนวนมากแล้ว ที่ยังเหลืออยู่บ้างคงเป็นกลุ่มเกษตรกรพันธะสัญญาแต่ก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน เพราะต้องแบกรับความเสี่ยงในระบบการผลิตที่สูงขึ้น กลุ่มเกษตรกรที่อิงกับรายได้ข้างนอกด้วยค่าตอบแทนการประชุมค่าวิทยากรอบรม หรือทำโครงการขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐทำนองนี้ก็พอจะเอาตัวรอดไปได้แต่ก็ จะถูกจัดการจนอ่อนแอและพึ่งตนเองได้ยาก ที่จะเหลือเป็นเกษตรกรรายย่อยที่มีอิสระในการดำเนินชีวิตจริงๆสู้กับโลกา ภิวัฒน์ได้น่าจะเป็นกลุ่มที่มีวิถีชีวิตอิงความเชื่อในธรรมชาติและหลักศาสนา ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่มีอายุค่อนข้างมากแต่ก็มีกิจกรรมสืบทอดความเชื่อและ อุดมการณ์ให้กับทายาทรุ่นใหม่ ปัจจุบันและแนวโน้มอนาคตของเกษตรกรที่ค่อนข้างมืดมนเพราะมีข้อมูลเชิง ประจักษ์ที่สำคัญ ๕ ประการคือเรื่องที่ดินทำกิน การเข้าถึงทรัพยากร หนี้สิน การตลาดและสุขภาวะที่ทำให้เกษตรกรอยู่ไม่รอด ประการแรกเรื่องที่ดินทำกิน มี ๒ ประเด็นย่อย ประเด็นแรกคือเกษตรกรจำนวนมากไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ต้องเช่าที่ดินทำกิน ประเด็นที่สองเกษตรกรที่ยังมีที่ดินจำนวนมากแต่ละปีต้องสูญเสียที่ดินทำกิน ให้กับสถาบันการเงิน ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการจากกรณีการฟ้องยึดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ประกันของ สมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรรมและเกษตรกรทั่วไป ที่ดินเหล่านี้กลายเป็นเอนพีเอหรือสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการ ผลิต ธนาคารก็ยังฟ้องเกษตรกรที่หนี้เสีย และก็มักลงเอยด้วยการยึดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ประกันอยู่ทุกวันนี้ จำนวนเกษตรกรที่สูญเสียที่ทำกินและต้องหาเช่าที่ดินทำการเกษตรจึงเพิ่มขึ้น ปีละไม่น้อยกว่าสี่ห้าหมื่นรายถ้าคิดเฉลี่ยที่ดินเกษตรกรรายละ ๒๐ ไร่ก็จะประมาณ ๑ ล้านไร่ต่อปี ยังไม่รวมที่ดินที่เกษตรกรรายย่อยที่ทำนากุ้ง เลี้ยงปลา ปลูกไม้โตเร็ว ที่ต้องขายที่ดินและกิจการให้บริษัทเอกชนการเกษตรขนาดใหญ่และผันตัวเองเป็น แรงงานในฟาร์ม ประการที่สองการเข้าไม่ ถึงทรัพยากรการผลิต โดยเฉพาะน้ำ ทะเล ป่า และทรัพยากรพันธุกรรมทั้งหลายที่อยู่ในป่า ซึ่งเป็นฐานชีวิตของเกษตรกรและชาวประมงขนาดเล็ก ทำให้เกษตรกรรายย่อยขาดศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต เกษตรกรชายเขตป่าถูกตัดขาดจากทรัพยากรในป่า ชาวประมงพื้นบ้านถูกเรืออวนรุนอวนลากทำลายแหล่งหากิน พันธุกรรมพื้นเมืองทางการเกษตรถูกทำลายลงด้วยความเข้าใจผิดของนักวิชาการว่า เป็นของด้อยค่าจนเกษตรกรไม่สามารถใช้พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์พื้นเมืองได้อีก แหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อการเกษตรถูกจัดการด้วยเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และควบคุมโดยรัฐทำให้เกษตรกรเข้าไม่ถึงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ที่ดินรอบแหล่งน้ำสาธารณะหลายแห่งถูกบริษัทการเกษตรขนาดใหญ่กว้านซื้อแล้ว ยึดแหล่งน้ำสาธารณะเป็นของส่วนตัว
ประการที่สี่เรื่องตลาด ตลาดเป็นของพ่อค้าแต่การลงทุนและความเสี่ยงเป็นของเกษตรกร เกษตรกรจึงไม่มีส่วนในการตัดสินใจกำหนดราคาตลาด ราคาผลผลิตการเกษตรจึงไม่เป็นธรรม ไม่แน่นอน ขึ้นๆลงๆตามอำนาจซื้อของพ่อค้าขณะที่ราคาปัจจัยการผลิตเพิ่มสูงขึ้นโดยที่ ไม่เคยลดลง ตัวอย่างเช่นราคาข้าวเปลือก ค่อนข้างคงที่ในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมา (๒๕๔๖-๒๕๔๙) แต่ราคาปุ๋ย ขึ้นมาเท่าตัว ราคาผลไม้ก็เช่นกันปีนี้ผลไม้ดกแต่ราคาตกต่ำขายไม่คุ้มทุน เกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังใช้เวลาเลี้ยงปลานานกว่าหกเดือน ขายปลาหนึ่งกิโลกรัมขาดทุนสี่ห้าบาท พ่อค้ารับซื้อปลาไปขายต่อครึ่งวันได้กำไรกิโลละไม่ต่ำกว่า ๑๐ บาท ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าราคาผลผลิตเกษตรจะถูกกดลงต่ำสุดเป็นช่วงเวลา หนึ่งอาจเป็น ๒-๕ ปี พอเกษตรกรส่วนใหญ่เตรียมจะเลิกการผลิตพ่อค้าก็จะดั๊มราคาขึ้นมากระตุ้นให้ เกษตรกรตาโตอยากได้เงินหันกลับมากู้เงินลงทุนทำการผลิตต่อไปอีก การเคลื่อนไหวของราคาตลาดในปัจจุบันจึงเป็นแบบเลี้ยงเกษตรกรไม่ให้โต เกษตรกรอ่อนแอก็ล้มไปก่อน เกษตรกรที่เข้มแข็งกว่าก็จะค่อยๆล้ม เกษตรกรที่อยู่รอดได้ก็ต้องปรับตัวหันมาเป็นพ่อค้าคนกลางบ้าง เป็นตัวแทนจำหน่ายอาหารยาและปุ๋ยบ้าง ดังตัวอย่างเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลากระชัง เป็นต้น บ้างก็อาศัยเงินที่ลูกหลานที่ทำงานในเมืองส่งให้เป็นรายเดือน ประการที่ห้าเรื่องสุข ภาวะ เคยนำเกษตรกรสมาชิกเครือข่ายอาชีพเกษตรกรแม่น้ำปราจีนบุรีมาตรวจวัดสารเคมี ในเลือดพบว่าเกษตรกรร้อยละ ๗๐ มีสารเคมีในเลือดในระดับเสี่ยงและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การพูดคุยกับเครือข่ายเกษตรกรอื่นทั่วประเทศก็มีสถานการณ์เช่นเดียวกัน ทุกฤดูการผลิตไม่ว่าจะเป็นข้าว พืชไร่ พืชสวน หากได้ออกไปในไร่นาก็จะได้กลิ่นสารเคมีกำจัดหญ้ากำจัดแมลงทั่วทุกหนแห่ง เกิดผลกระทบทั้งเกษตรกรเองและผู้บริโภค เกษตรกรเองหนักกว่าเพื่อนเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงในฐานะเป็นผู้ใช้ยาและ เป็นผู้บริโภคผลผลิตด้วย สภาพปัญหาหลักของเกษตรกรเชื่อมโยงกันเป็นวงจรและเกิดขึ้นซ้ำซากตลอดเวลาที่ เกษตรกรทำการผลิต ยิ่งผลิตมากก็ยิ่งขาดทุนมาก ยิ่งขยันมากยิ่งขาดทุนมาก ทำให้เกษตรกรปัจจุบันอยู่ได้ลำบาก ลูกหลานเกษตรกรเห็นสภาพทุกข์ของพ่อแม่จึงไม่ต้องการสืบทอดวิถีการเกษตรอีก ต่อไป เกษตรกรรายย่อยในวันนี้ที่อายุยังน้อยเฉลี่ยราวสี่สิบปี ถึงแม้จะยังไม่สูญเสียที่ดิน ทำการผลิตได้ตามปรกติแต่เชื่อว่าต้องยุติบทบาทตัวเองในอีกไม่เกิน ๓๐ ปีข้างหน้าเมื่อถึงวัยชราไม่มีศักยภาพในการทำการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกต่อไปและไม่มีผู้สืบทอด ส่วนผู้ที่ต้องขาดทุนซ้ำซาก เป็นหนี้สิน และสุดท้ายต้องสูญเสียที่ดินที่ใช้เป็นทรัพย์ประกันก็อาจจะต้องเลิกอาชีพการ เกษตรเร็วยิ่งขึ้น ผู้ที่สุขภาพไม่ดีจากการใช้สารเคมีมากก็อาจต้องเลิกหรือขายที่เพราะสุขภาพ ไม่แข็งแรงพอที่จะทำการผลิตได้ โดยสรุปสภาพปัญหาที่ดิน ฐานทรัพยากร หนี้สิน ตลาด และสุขภาพ ทำให้เกษตรกรอ่อนแอทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม สุขภาพกายและจิตใจก็อ่อนแอ จนต้องเลิกอาชีพนี้ไปหรือเหลือน้อยเหมือนเกษตรกรในยุโรปทุกวันนี้ หากวิเคราะห์เหตุปัจจัยรากเหง้าที่ทำให้เกิดปัญหากับเกษตรกรและการเกษตรของ ประเทศให้รอบด้านก็จะต้องวิเคราะห์ทั้งสองด้าน คือด้านในหรือปัจจัยที่เกิดจากภายในตัวเกษตรกรเอง และปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก สำหรับเหตุปัจจัยภายในตัวเกษตรกรเองคือความโลภหวังรวย และปัจจัยภายนอกคือสภาพแวดล้อมในระบบโลกาภิวัฒน์ได้แก่เงิน ข่าวสารเทคโนโลยีและอำนาจทางการเมืองการทหาร ที่ทั้งกระตุ้นจูงใจและบีบบังคับให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมไป มุ่งหาเงิน ลงทุนและบริโภคอย่างฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น มองเหตุปัจจัยจากภายใน แก้ที่เกษตรกร
มองจากเหตุปัจจัยภายนอก แก้ที่ตัวปัญหา แม้จะรู้ว่าปัญหาหลักทั้งห้าประการคือที่ดิน การเข้าถึงทรัพยากร หนี้สิน ตลาดและราคาผลผลิต และสุขภาพเป็นปัญหาปลายเหตุ แต่ด้วยวิกฤติของปัญหาทำให้ต้องมีการแก้ไขเร่งด่วนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีหากแก้ทีละปัญหา ก็ไม่รู้จบ เพราะเกษตรกรแต่ละคนมีปัญหาไม่เหมือนกัน การแก้ปัญหาด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาด้านอื่นๆได้รับการแก้ไขไปด้วย เกษตรกรหลายรายที่สูญเสียที่ดินและได้รับความช่วยเหลือให้มีที่ดินทำกินได้ อีกครั้ง ก็ต้องสูญเสียที่ดินซ้ำสองจากหนี้สินอีกเช่นเคย หน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับหนี้สิน พยายามใช้มาตรการต่างๆมาช่วยเหลือ ทั้งพักชำระหนี้ ตัดลดยอดหนี้ลงครึ่ง บ้างก็สนับสนุนให้เกิดการออม แต่ก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดเชื่อมโยงกันเป็นวงจรทุกฤดูกาลผลิตได้ ความพยายามในเชิงหลักการที่มีส่วนใกล้เคียงกับความเป็นจริงคือวิธีการของกอง ทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ในการซื้อหนี้ การฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้เพราะฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่ค่อยให้ ความร่วมมือ และอีกประการหนึ่งจำนวนหนี้ก็มีมากจนเกินกำลังที่รัฐบาลจะหาเงินมาซื้อหนี้ ได้ เหตุผลเบื้องหลังที่สำคัญที่ฝ่ายเจ้าหนี้ไม่ยอมเพราะเขายังเชื่อว่ามี เกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่เป็นลูกหนี้ที่ดีและยังเชื่อมั่นกับระบบการให้กู้ยืม ของธนาคารเหล่านี้ได้ และก็หาทางจัดการหนี้ดีๆด้วยตัวเองดังเช่นกรณี ธกส.ที่กำลังปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรอยู่ในปัจจุบัน สำหรับในด้านรัฐบาลเชื่อว่าคงไม่สามารถหาหลักประกันได้ว่าเกษตรกรจะไม่ก่อ หนี้อีก ตราบใดที่ปัญหาการตลาดและความเสี่ยงในการผลิตของเกษตรกรยังไม่ได้รับหลัก ประกัน ทางออกของเกษตรกร จากวงจรแห่งความล้มเหลวซ้ำซาก ในเชิงหลักการ ในเชิงโครง สร้างทางสถาบัน ในเชิง กระบวนการ เกษตรกรที่ถูกยกย่องเป็นกระดูกสันหลังของชาติได้ผลิตอาหารเลี้ยงสังคมมายาว นาน จนกระดูกผุกร่อนอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหาที่ซับซ้อน ได้ด้วยตัวเองตามลำพัง หากไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างจริงจังจากรัฐบาลในระยะแรก กระบวนการคุ้มครองฟื้นฟูพัฒนาเกษตรกร ก็คงเกิดขึ้นได้ยาก รัฐบาลชุดต่อไปจึงต้องผลักดันกฎหมายสภาเกษตรกร ผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน การปรับปรุงกฎหมายด้านสหกรณ์ และกฎหมายเกี่ยวกับการเงินนำไปสู่การจัดตั้งธนาคารเกษตรกรหรือธนาคารเพื่อ เกษตรกรและชุมชน และพัฒนาระบบสวัสดิการเกษตรกร รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เกษตรกรเข้าถึงทรัพยากรที่ดินและน้ำ ให้เกษตรกรมีที่ดินทำกิน มีน้ำใช้ทำการเกษตรและเข้าถึงทรัพยากรในป่าชุมชน เพียงเท่านี้เกษตรกรและภาคเกษตรก็จะอยู่ได้ มีความสามารถในการปรับปรุงระบบการผลิต มีความสามารถในการจัดการหนี้สินเพื่อการผลิต และมีความสามารถในการจัดสวัสดิการเกษตรกร และอยู่รอดเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้เอง หมาย เหตุ : บทความนี้เป็นการทดลองเขียนความคิดเพื่อแก้ปัญหาของเกษตรกร จากประสบการณ์การลงไปทำงานกับเกษตรกรที่บ้านเกิดปราจีนบุรี และเข้าเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในคณะทำงานกระจายรายได้ และคณะทำงานเฉพาะกิจพิจารณา พรบ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และ คณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พรบ.สภาการเกษตรแห่งชาติ รวมทั้งการยกร่าง พรบ.สภาเกษตรกรแห่งชาติขึ้นมาเสนอต่อเกษตรกรเครือข่ายต่างๆ ตั้งแต่สิงหาคม ๒๕๔๘ เป็นต้นมา อ่านแล้วโปรดวิจารณ์ตรงๆแรงๆแล้วกรุณาแจ้งความเห็นมาที่ผมด้วย จักขอบคุณยิ่งครับ เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ |
ประการที่สามเรื่องหนี้สิน มี ๒ ประเด็น ประเด็นแรกหนี้สถาบันการเงินในระบบและประเด็นที่สองหนี้นอกระบบ ซึ่งหนี้ทั้งสองระบบเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เริ่มจากหนี้สินเกษตรกรในระบบเพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก เพิ่มในอัตราที่สูงกว่าหนี้สินครัวเรือนทั่วไปด้วยวิธีการหมุนหนี้ การกู้หนี้ครั้งแรกเป็นจำนวนไม่มากแต่รายได้จากการเกษตรก็ไม่พอใช้หนี้จึง ต้องกู้หนี้ครั้งที่สองเพื่อเอามาใช้หนี้และดอกเบี้ยหนี้กู้ครั้งแรกและ เหลือส่วนหนึ่งไว้ใช้สอย กู้ครั้งที่สามก็เพื่อใช้หนี้เงินต้นและดอกเบี้ยจากการกู้ครั้งที่สองและ เหลือส่วนหนึ่งไว้ใช้สอย เมื่อกู้จนยอดหนี้สินชนเพดานทรัพย์ประกันไม่สามารถหมุนเงินกู้ในระบบต่อไป ได้ ก็ต้องดิ้นรนกู้เงินกลุ่มเงินกองทุนในหมู่บ้านมาหมุนต่อ สุดท้ายก็ต้องไปกู้เงินนอกระบบดอกเบี้ยสูงร้อยละ ๕-๒๐ ต่อเดือนมาผ่อนใช้หนี้ในระบบ ยอดหนี้เกษตรกรจึงสูงขึ้น ๒-๓ เท่าตัวในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาแต่ก็ไม่มีนักวิจัยสถาบันไหนที่สนใจศึกษาตัว เลขเงินกู้นอกระบบเหล่านี้ อย่างไรก็ดีแม้ยังไม่มีรายงานหนี้สินของเกษตรกรรวมทั้งประเทศ แต่เมื่อลองคำนวณจากการซื้อหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเมื่อต้นปี ๒๕๕๐ พบว่าเกษตรกรเป็นหนี้โดยประมาณ ๑๗๒,๓๗๕ บาท/ราย เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูจำนวน ๖.๓ ล้านคน ถ้ารวมเกษตรกรที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯอีกจำนวนหนึ่ง รวมกันอาจจะถึง ๑๐ ล้านคน คิดอย่างหยาบๆก็จะเป็นหนี้รวมกันไม่น่าจะน้อยกว่า ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งน่าจะถึงครึ่งหนึ่งของหนี้สาธารณะซึ่งมีประมาณ ๒.๕ ล้านๆบาท หรือ หนึ่งในสี่ของ GDP (ตัวเลขของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ปี ๒๕๔๙) 

