ยูคาลิปตัส จุดประกายหรือจะดับเปลวเทียน ?

ผู้แต่ง: 
ศ.ระพี สาคริก

เมื่อไม่นานมานี้การพูดถึงยูคาลิปตัสกัน อย่างกว้างขวาง นัยว่ามีความคิดที่จะนำเอาพืชที่มีชื่อ "ยูคาลิปตัส" มาส่งเสริมให้เกษตรกรไทยได้ปลูกเพื่อหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

เมื่อพูด ถึงพืช "ยูคาลิปตัส" ขณะนี้ฉันมีอายุ 86 ปีแล้ว แต่ก็ยังจำได้ดีว่าเมื่อตัวเองมีอายุเพียง 16 ปี ช่วงนั้นฉันไปศึกษาเกษตรอยู่ที่แม่โจ้ วันหนึ่งครูได้กำหนดให้นักศึกษาเดินไต่เขาขึ้นไปยังดอยปุยซึ่งจะต้องผ่านดอย สุเทพ เพื่อศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพฤกษศาสตร์

บนเส้นทางสายนี้เราจะ ต้องเดินผ่านสถานีป่าไม้ที่ดอยสุเทพ นับเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้จักพืชยืนต้นที่ชื่อยูคาลิปตัสซึ่งขณะนั้นมีการ ขยายพันธุ์ออกไปถึงระดับหนึ่งจนกระทั่งทำให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้รู้สึกว่าจะ ต้องนำออกเผยแพร่ให้ประชาชนปลูก

ความจริงแล้วคนยุคนั้นส่วนใหญ่เมื่อ พูดถึงชื่อ "ยูคาลิปตัส" หลายคนมักมีแนวโน้มที่รู้จักคุ้นเคยกันอย่างกว้างขวางว่า มันเป็นน้ำมันระเหยชนิดหนึ่งซึ่งใช้ทาหน้าอกและลำคอเพื่อแก้อาการหวัดคัด จมูก ดังนั้นเมื่อได้ยินชื่อ "ยูคาลิปตัส" หลายคนจึงเกิดความรู้สึกตื่นเต้นเพราะเพิ่งจะรู้ความจริงว่ามันเป็นต้นไม้ ใหญ่ แถมเมื่อเด็ดใบมาขยี้ดมยังมีกลิ่นเหมือนน้ำมันยูคาลิปตัสที่ขายกันอยู่ใน ร้านขายยา

เช่นเดียวกันกับคำว่า "วานิลลา" ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่หลังจากได้ฟังชื่อนี้แล้วก็มักนึกถึงกลิ่นวานิลลาที่ใส่ไอ ศครีมและขนมเค้ก แต่หารู้ไม่ว่าวานิลาเป็นชื่อของพืชจำพวกกล้วยไม้ซึ่งมีลักษณะเป็นเถา เมื่อนำมาสกัดทำน้ำหอมที่ให้กลิ่น ก่อนอื่นผู้ปลูกจะต้องปลูกให้ออกดอก แล้วผสมให้ติดฝัก หลังจากฝักแห้งแล้วจึงนำมาหมักและสกัดเอาน้ำหอมจากส่วนนี้

ยัง มีอีกหลายอย่างในชีวิตประจำวันที่คนไทยไม่รู้จัก คงรู้จักแต่จะกินจะใช้มันเข้าไปเท่านั้น แม้แต่เรื่องข้าวซึ่งจริงๆ แล้วเป็นวัฒนธรรมการเกษตรของคนไทยมาเป็นเวลานาน แต่คนไทยส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงข้าวก็มักจะรู้จักแต่เพียงข้าวสุกที่ใส่อยู่ใน จานกินข้าวเท่านั้น ถ้าใครไปพูดขึ้นก็จะถูกคำปรารภแบบแก้ตัวว่า "ฉันไม่ใช่นักวิชาการ ดังนั้นเรื่องความรู้รอบตัวที่จะสร้างคนให้มองเห็นสัจธรรมได้อย่างรอบคอบก็ คงจะยาก"

สิ่งนี้เองที่มันเกิดจากผลการที่รากฐานการศึกษาของคนในชาติ ถูกทำลาย หลังจากนั้นคนซึ่งเป็นผลิตผลจากการจัดการศึกษาส่วนใหญ่ก็มักมีแนวโน้มนำเอา ความไม่รู้เท่าทันต่อสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันมาใช้โดยที่หลงคิดว่ามันจะ นำไปสู่การสร้างสรรค์ แต่ขาดการรู้ได้ว่ามันจะถึงรากฐานหรือเปล่า

ทุกๆ เรื่องที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราแต่ละคนย่อมมองได้ 2 ด้าน อีกทั้งรู้ได้ว่าด้านไหนคือพื้นฐานของอีกด้านหนึ่ง ถ้าถึงรากฐานการสร้างสรรค์ก็จะเกิดความมั่นคง ยั่งยืน ถ้ามันไม่ถึงรากฐานก็จะสร้างได้แต่เพียงภาพเฉพาะหน้า แต่ในระยะยาวอาจส่งผลทำลายสิ่งที่ควรฝากไว้เป็นมรดกแก่ชนรุ่นลูกหลานต่อไป ซึ่งประเด็นนี้ในสังคมไทยเรามักพบได้แทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ถ้าคุณภาพความรักแผ่นดินไทยของคนท้องถิ่นถูกทำลายมันก็เท่ากับการทำลายชาติ เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั่นเอง"

เรื่องพืช "ยูคาลิปตัส" ที่กำลังมีการจุดประกายกันอยู่ในขณะนี้ ฉันจะไม่คัดค้านและไม่สนับสนุน หากให้ข้อมูลเท่าที่ตัวเองได้มีโอกาสรู้เห็นจากการที่ตนยังเป็นผู้รู้น้อย เท่านั้น โดยปล่อยให้คนในสังคมไทยคิดกันได้เองแค่นั้นก็พอแล้ว

เมื่อ ปี พ.ศ.2512 ฉันได้มีโอกาสไปร่วมประชุมกล้วยไม้โลกครั้งที่ 6 ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งภายในกิจกรรมการประชุมเขาจะพาเดินทางไปดูธรรมชาติในที่ต่างๆ ร่วมด้วย นอกจากนั้นในปี พ.ศ.2532 ฉันยังได้ไปร่วมประชุมกล้วยไม้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครั้งที่ 3 ที่เมืองอาดิเลด ประเทศออสเตรเลีย จึงทำให้ได้รับความรู้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้และทั้งนั้นอาศัยการที่ฉันเป็นคนช่างสังเกตและเก็บข้อมูลทุกเรื่อง ที่ขวางหน้ามาคิดเพื่อค้นหาความจริง

ฉันจึงรู้ว่า ประเทศออสเตรเลียมีระบบนิเวศธรรมชาติของพันธุ์ไม้ที่ชื่อยูคาลิปตัส อย่างน้อยก็ร้อยกว่าชนิด

ประเทศที่เจริญแล้วเขามีนโยบายที่ให้ความ สำคัญแก่การเกษตรอย่างชัดเจนโดยที่ถือว่า "พื้นฐานเศรษฐกิจอยู่ที่ชีวิตคนภาคเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ที่ความมั่นคงของชีวิตเกษตรกร ส่วนประเทศที่ด้อยพัฒนาหรืออาจพูดว่าด้อยสติปัญญาเท่านั้นที่ให้ความสำคัญ แก่เศรษฐกิจโดยถือเอาเงินเป็นใหญ่ เช่น เมืองไทย ดังนั้นจึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ตก"

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีการ อนุรักษ์ธรรมชาติจากการปฏิบัติอย่างชัดเจน อาทิ การดำรงชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย หรือที่เราเรียกกันว่า "อยู่อย่างพอเพียง" แม้แต่คนในภาครัฐบาลก็ปฏิบัติตัวเช่นที่กล่าวมาแล้ว

ระหว่างอยู่ที่ นั่น ฉันถูกนำไปชมธรรมชาติของป่าไม้และสิ่งอื่นๆ อย่างกว้างขวาง

สิ่ง สำคัญอย่างหนึ่งที่ฉันเห็นกระจายอยู่บนพื้นดินของออสเตรเลียก็คือ ดินที่มีต้นยูคาลิปตัสตามธรรมชาติ มักมีลักษณะคล้ายบ่อน้ำมัน ซึ่งดินประเภทนี้จะมีผิวดินคล้ายมีน้ำมันแร่เคลือบอยู่ด้านบน ซึ่งพืชจำพวกที่ขึ้นอยู่ในระดับล่างซึ่งทำหน้าที่คลุมดินเพื่อให้ความเย็น แก่รากต้นไม้ใหญ่ไม่อาจขึ้นได้หรือไม่ก็มีชีวิตตกอยู่ในสภาพแคระแกร็น

นอก จากนั้น ยังสังเกตเห็นว่าก่อนที่จะเปิดดินเพื่อทำการเกษตรเขาจะต้องทำความสะอาดหรือ ที่เรียกกันว่าล้างดินเป็นเวลานาน เช่น การใช้เครื่องมือกลพ่นน้ำบนพื้นผิวดินในมุมกว้างเป็นเวลานานกว่าจะทำให้มี พืชขนาดเล็กชนิดต่างๆสามารถขึ้นได้และมีสีเขียวเป็นธรรมชาติ หรืออีกนัยหนึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นการใช้สภาพการเปลี่ยนแปลงของพืชขนาดเล็กเป็นตัวชี้วัดว่าดินในบริเวณ นั้นจะสามารถนำมาใช้ทำการเกษตรแบบทั่วๆ ไปได้หรือยัง

ความจริงแล้วคน ไทยหลายคนก็เอาเงินภาษีราษฎรไปศึกษาดูงานในประเทศออสเตรเลียมามากต่อมากแต่ ก็ทำให้สงสัยว่าคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไปทำอะไรกันอยู่ ? ฉันเดินทางไปไหนต่อไหน มักสังเกตเห็นพื้นที่ข้างทางแผ่นดินที่เคยเป็นป่ายูคาลิปตัส มีลักษณะเป็นวงกลมสีเขียวปรากฏอยู่ทั่วๆ ไป ซึ่งหมายความว่าพื้นที่ดินแห่งนั้นกำลังถูกชำระล้างให้กลับฟื้นคืนสู่สภาพ ที่เหมาะสมสำหรับใช้ทำการเกษตรได้แล้วหรือไม่

สรุปแล้วทำให้เกิดความ คิดว่า ความคิดคนไทยส่วนใหญ่ซึ่งมีพื้นฐานมองสิ่งต่างๆ ด้วยสายตาที่สั้น มักมองไม่เห็นสภาพดังกล่าวเพราะรากฐานความคิดถูกอิทธิพลวัตถุนิยมมาทำลาย เช่นนั้นหรือเปล่า

ถ้าเราคิดได้แต่เพียงว่าคนรุ่นนี้เท่านั้นที่จะ ได้รับประโยชน์เพื่อการดำรงอยู่ได้โดยไม่คิดถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน มันก็เหมาะสมแล้วที่จะทำเช่นเดียวกับสิ่งต่างๆ ซึ่งปรากฏอยู่ในขณะนี้ แต่เราจะปล่อยให้สังคมไทยอยู่อย่างปราศจากอนาคตเช่นนั้นนะหรือ ?