สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน
เสียงเรียกร้องของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกขอให้ นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระงับการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้ายแรง 4 ชนิด เป็นเสียงเรียกร้องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องรับฟังเป็นอย่างยิ่ง
ถ้ารัฐบาลนี้ต้องการให้คนไทยมีความสุข สุขภาพแข็งแรง สิ่งแวดล้อมสวยงามและประเทศไทยคือครัวของโลก อย่างที่ประกาศไว้ในระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง
สารเคมี 4 ชนิด ได้แก่ คาร์บูฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น เป็นสารพิษชนิดร้ายแรงที่ประเทศต่างๆ เกือบค่อนโลก ประกาศเลิกใช้และห้ามนำเข้าเพราะพิสูจน์แล้วว่าเป็นอันตรายต่อคน พืช สัตว์และสิ่งแวดล้อม
แต่รัฐบาลไทยกลับมองไม่เห็น "พิษ" ที่แทรกอยู่ในสารเคมีทั้ง 4 ชนิดดังกล่าว จึงเป็นช่องว่างปล่อยให้บริษัทที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว นำเข้าสารพิษกันอย่างมโหฬาร
เมื่อปี 2553 กรมวิชาการเกษตร อนุญาตให้บริษัทสารเคมีนำเข้าสารพิษทั้ง 4 ชนิดเกือบ 7 ล้านกิโลกรัม
แบ่งเป็นคาร์โบฟูราน (Carbofuran) 5.3 ล้านกิโลกรัม เมโทมิล (Methomyl) 1.5 ล้านกิโลกรัม ไดโครโตฟอส (Dicrotophos) 3.7 แสนกิโลกรัม และ อีพีเอ็น (EPN) 1.4 แสนกิโลกรัม
มาในปี 2554 แค่ช่วง 3 เดือนแรก รัฐบาลปล่อยให้สารพิษร้ายแรงดังกล่าว นำเข้าอีกเป็นจำนวนมาก
คาร์โบฟูราน 1,981,800 กิโลกรัม เมโทมิล 514,342 กิโลกรัม ไดโครโตฟอส 59,182 กิโลกรัม และอีพีเอ็น 96,000 กิโลกรัม
ความจริงแล้ว ตลอดทั้งปี 2553 สหภาพยุโรปหรืออียู ตรวจพบสารตกค้างในพืชผักถึง 22 ชนิดที่นำเข้าจากประเทศไทย
แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ปล่อยให้กระทรวงเกษตรฯ นำเข้าสารพิษกันมโหฬาร
หรือเป็นเพราะผลประโยชน์แอบแฝง "อุดปาก" ใครหลายๆ คนในกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์?
มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าสารพิษปนเปื้อนในพืชผักมีผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภคทั้งในระยะสั้นระยะยาว
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) จัดลำดับชั้นสารพิษ กำหนดให้ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น เป็นสารพิษร้ายแรงระดับ 1 เอ และ 1 บี
คาร์โบฟูราน ทำให้เกิดอาการอาเจียน เสียการทรงตัว มองไม่ชัด เป็นสารก่อมะเร็งรุนแรง เซลล์ตับแบ่งตัวผิดปกติ กระตุ้นให้เกิดเนื้องอก กลายพันธุ์ อสุจิตาย ทำลายเอ็นไซม์ที่เยื่อหุ้มสมอง
เมโทมิล ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ชัก เป็นพิษต่อหัวใจ ฮอร์โมนเพศชายลดลง ทำลายท่อในลูกอัณฑะ ทำลายดีเอ็นเอ ทำให้โครโมโซมผิดปกติ เป็นพิษต่อม้าม
ไดโครโตฟอส เป็นพิษต่อยีน ชักนำให้กลายพันธุ์ เกิดเนื้องอก ก่อมะเร็ง พิษต่อไต พิษเรื้อรังต่อระบบประสาท ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง เจ็บเหมือนเข็มแทง มือเท้าอ่อนล้า
อีพีเอ็น ทำให้ท้องเสีย แน่นหน้าอก มองไม่ชัด สูญเสียการทรงตัว ไอ ปอดบวม หยุดการหายใจ ทำลายระบบประสาท ไขสันหลังผิดปกติ น้ำหนักสมองลดลง
นี่คืออันตรายของสารพิษทั้ง 4 ชนิดที่รัฐบาลชุดที่แล้วๆ อนุญาตให้บริษัทต่างๆ นำเข้ามา โดยใช้ชื่อทางการค้าในหลากหลายชื่อ และปล่อยให้บริษัทต่างๆ โฆษณาชวนเชื่อให้เกษตรกรเห็นว่า สารเคมีอันตรายเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต
นายอุบล อยู่หว้า ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก หนึ่งในแกนนำที่เรียกร้องให้รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ระงับการนำเข้าสารเคมีอันตรายดังกล่าว ให้สัมภาษณ์ว่า กรมวิชาการเกษตรกำลังจะอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้ายแรง ซึ่งเป็นสารพิษร้ายแรงที่ทั่วโลกห้ามใช้ โดยผ่านการพิจารณาไปแล้วสองขั้นตอน คือขั้นตอนที่หนึ่ง การทดลองเบื้องต้น เพื่อดูข้อมูลพิษเฉียบพลันและพิษตกค้าง
ขั้นตอนที่สอง การทดลองใช้ชั่วคราว เพื่อทราบข้อมูลพิษระยะปานกลางและเรื้อรังรวมถึงพิษตกค้าง เหลือเพียงการพิจารณาขั้นสุดท้ายคือขั้นตอนที่สาม เป็นการประเมินผลเพื่อจะขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย คณะกรรมการจากกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะอนุญาตให้ผ่านในเร็วๆ นี้
"หากอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนจริง จะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าผักและผลไม้ของไทยไปต่างประเทศ เพราะอียูเคยตรวจพบสารเหล่านี้ในผักของไทยหลายชนิด และสั่งให้ยกเลิกการนำเข้าไปแล้ว" นายอุบลเตือน
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เสนอ 3 ข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์"
1.ยุติการนำเข้าและขึ้นทะเบียนสารพิษทั้ง 4 ชนิด เพราะมีเอกสารวิชาการและงานวิจัยจากแพทย์ยืนยันอันตรายชัดเจน 2.ให้กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยข้อมูลที่มาขอยื่นทะเบียนสารพิษดังกล่าว โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเกิดพิษ และให้เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาขึ้นทะเบียน เพื่อความโปร่งใส ให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบได้
3.ให้ควบคุมการโฆษณาของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างเข้มงวด ป้องกันเกษตรกรตกเป็นเหยื่อโฆษณาเกินจริง
ข้อเรียกร้องของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกทั้งหมดนี้ รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" จะรับฟังนำไปพิจารณา "ระงับ" การนำเข้าหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไป
ถึงเวลานั้น การตัดสินใจจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า รัฐบาลชุดนี้ห่วงใยสุขภาพสิ่งแวดล้อมและต้องการให้ไทยเป็น "ครัวของโลก" หรือเป็นแค่คำหาเสียง "ลวง" หลอก?

