มติชน 4 ก.ค. 51 - เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม รศ.ดร.ประสิทธิ์ ใจศีล รองคณบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวภายในการประชุมระดมความคิดเพื่อกำหนดกรอบการวิจัยเรื่อง "การวิจัยและพัฒนาพืชพลังงานที่ไม่ใช่พืชอาหาร" ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าภายใน 1-2 ปีข้างหน้าราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลจะสูงขึ้นถึงลิตรละ 50-60 บาท แม้รัฐบาลจะหันมาส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ ที่มีส่วนผสมของเอทานอล E 20 และ E 85 แต่อย่าลืมว่าการส่งเสริมการใช้ต้องควบคู่กับการหาวัตถุดิบอื่นๆ นอกจากอ้อย เพราะหากคนหันมาใช้มากก็มีโอกาสที่จะขาดแคลนในอนาคตได้
รศ.ดร.ประสิทธิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 2.5 ล้านบาท ในการศึกษาโครงการวิจัยการผลิตเอทานอลจากข้าวฟ่างหวาน เพื่อทดแทนการใช้น้ำมัน โดยพบว่าลำต้นของข้าวฟ่างหวาน เมื่อนำมาคั้นเป็นน้ำจะมีประสิทธิภาพเป็นเชื้อเพลิงได้ โดยหากนำมาผ่านกระบวนการหมักด้วยยีสต์จะผลิตเอทานอลได้สูงถึง 65-70 ลิตรต่อข้าวฟ่างหวาน 1 ตัน ซึ่งไม่แตกต่างจากการนำอ้อยมาผลิตเป็นเอทานอล นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ทดลองปลูกข้าวฟ่างหวานกว่า 10 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ อุดรธานี ขอนแก่น กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ฯลฯ พบว่า สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไร่ 5-12 ตัน ภายในระยะเวลา 3 เดือน ขณะที่อ้อยจะเก็บเกี่ยวได้ต้องใช้เวลาถึง 1 ปี สำหรับต้นทุนการผลิตยังถูกกว่าเพียง 650 บาทต่อข้าวฟ่างหวาน 1 ตัน ส่วนอ้อยมีต้นทุนการผลิตสูงถึงตันละ 750 บาท
"ข้าวฟ่างหวานยังมีปัญหาเรื่องผลผลิตต่อไร่ยังน้อยกว่าอ้อยมาก เนื่องจากอ้อยเก็บเกี่ยวได้สูงถึงปีละ 15-20 ตันต่อไร่ แต่ข้าวฟ่างหวานเก็บเกี่ยวได้เพียงปีละ 5 ตันต่อไร่ จึงจำเป็นต้องพัฒนาสายพันธุ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยจะพัฒนาจากสายพันธุ์ปัจจุบัน คือ สายพันธุ์ มข.40 ให้ได้สายพันธุ์ลูกผสมที่ดียิ่งขึ้น คาดว่าภายใน 1 ปี จะสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้สูงถึงปีละ 20 ตันต่อไร่" นักวิจัยกล่าว และว่า หากสามารถปรับปรุงพันธุ์สำเร็จจะยื่นข้อมูลการศึกษาทั้งหมดให้หน่วยงานภาครัฐ อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำแปลงสาธิตเผยแพร่ให้เกษตรกรรับทราบต่อไป รวมทั้งจะเสนอให้กระทรวงพลังงานช่วยสนับสนุนนโยบายเรื่องราคาในการปลูก และรับซื้อเพื่อผลิตเอทานอลให้จูงใจภาคอุตสาหกรรมหันมาผลิตกันมากขึ้น

