สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม wutsara@matichon.co.th มติชน 16 ก.ค. 51
การประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มี "สมัคร สุนทรเวช" นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 2 เรื่อง
เรื่องแรกคือ นายกฯออกมาเบรกข่าวการระบายข้าวในสต๊อครัฐบาล 1.1 ล้านตัน จากที่มีอยู่ 2.1 ล้านตัน
ทำให้นักการเมืองบางคนต้องผิดหวัง ที่พยายามผลักดันให้ประมูลขายข้าวของรัฐบาลให้ผู้ส่งออกบางรายไม่สำเร็จ เลยอดค่าหัวคิวค่าข้าวตันละ 20-30 เหรียญสหรัฐ
โดยนายกฯย้ำในที่ประชุมว่าหากจะระบายข้าวสต๊อครัฐบาลจริงๆ ก็จะดำเนินการเองในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือ "จีทูจี" ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมแล้ว ในสถานการณ์ขณะนี้
แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นการ "เตะหมูเข้าปากหมา" หรือไม่
เพราะยังข้องใจว่าผู้ที่ไปเจรจาขายข้าว "จีทูจี" นั้นเป็นใคร
หากเป็นคณะกรรมการจัดจำหน่ายและระบายข้าว ที่มี "นัที เปรมรัศมี" รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าจะมีความเชี่ยวชาญในเจรจาการค้าขายมากน้อยแค่ไหน
ทั้งนี้ เพราะการเจรจาการค้าการขายนั้นจะต้องมีกลยุทธ์และชั้นเชิงพอสมควร หากทะเร่อทะร่าจะขายให้ได้ท่าเดียว ก็อาจทำให้ไทยตกเป็นเบี้ยล่าง และเป็นฝ่ายเสียเปรียบได้ง่ายๆ
น่าเสียดายที่ในการประชุม กขช. ในวันที่ 9 กรกฎาคมนั้น เดิมทีจะมีหารือถึงการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการจัดจำหน่ายและระบายข้าวใหม่ โดยจะให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในกระทรวงพาณิชย์เข้าไปช่วยดูแล แต่ปรากฏว่าที่ประชุม กขช.ไม่ได้หารือกันถึงเรื่องดังกล่าว
หรืออาจเป็นเพราะยังติดใจกับข้าราชการกระทรวงพาณิชย์บางคน ที่เคยบอกว่าการขายแบบจีทูจีอาจขัดรัฐธรรมนูญ
โดยเฉพาะ มาตรา 84(1) ที่ระบุว่า "สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด.... และต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน"
แต่หากดูประโยคถัดมาในมาตราดังกล่าว ที่ระบุว่า "เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม"
ดังนั้ นการขายข้าวแบบจีทูจีจึงน่าจะทำได้ เพราะไม่ใช่ขายแข่งกับเอกชน แต่ค้าขายแบบรัฐบาลต่อรัฐบาลและ ไม่ใช่รัฐบาลไปขายข้าวให้เอกชนผู้นำเข้า
นอกจากนี้การขายจีทูจีเป็นการยกระดับราคาข้าวเพื่อช่วยเหลือชาวนา ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 84(8) ที่ระบุว่า "คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด ส่งเสริมให้สินค้าเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุด..."
ดังนั้น การขายข้าวแบบจีทูจีจึงไม่น่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 84(1) ขณะเดียวกันยังสอดคล้องกับ มาตรา 84(8) ด้วย
อีกเรื่องที่ กขช.หารือกันก็คือ แนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายและมาตรการในการดูแลราคาข้าว โดยให้ศึกษานโยบายประกันราคาข้าวเปลือกขั้นต่ำ ที่จะอิงราคาตลาดซื้อขายล่วงหน้าเป็นหลัก
รวมทั้งจะให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นหน่วยงานหลักในการรับประกันราคาข้าวเปลือก โดยจะต้องประกาศราคาข้าวเปลือกขั้นต่ำล่วงหน้าก่อนฤดูเพาะปลูก
ทั้งนี้ อาจต้องให้ชาวนาจ่ายค่าพรีเมี่ยมในการประกันราคาข้าวเปลือกขั้นต่ำด้วย
แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การศึกษา แต่ก็อดกังวลไม่ได้ว่าการนำนโยบายประกันราคาข้าวเปลือกขั้นต่ำมาใช้ จะยิ่งวุ่นวายและโกงกันมากกว่าการรับจำนำด้วยซ้ำ
นอกจากนี้การประกันราคาข้าวขั้นต่ำอาจเข้าข่ายเป็นการให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือ (subsidy) ซึ่งจะผิดกฎขององค์การการค้าโลก (WTO) ได้
และหลายสิบปีก่อนหน้านี้ รัฐบาลก็เคยใช้การประกันราคาขั้นต่ำมาแล้ว นอกจากจะมีการโกงกันมโหราฬแล้ว รัฐบาลต้องนำงบประมาณจำนวนมากมาชดเชย
อย่างเช่นเมื่อปี 2519 ที่รัฐบาลต้องหาเงินกว่า 6.7 หมื่นล้านบาท ไปชดเชยการขาดทุนจากการประกันราคาข้าวดังกล่าว
จึงอยากให้ศึกษาการประกันราคาข้าวอย่างรอบด้าน มิเช่นนั้นหากนำนโยบายนี้กลับมาใช้อีก อาจทำให้ระบบค้าข้าวปั่นป่วนวุ่นวาย และเสียหายมากกว่าเดิม

