เบทาโกรไม่หวั่นปัญหาไข่ไก่ราคาแพง จนผู้บริโภคร้องจ๊ากกันทั่วประเทศ กระทั่งรัฐบาล "อภิสิทธิ์" ต้องเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์พันธุ์ไก่ไข่ เตรียมวางตลาดไข่ไก่เกรดพรีเมียมราคาแพงกว่าไข่ปกติเท่าตัว ภายใต้แบรนด์ "เอสเพียว" ปลายส.ค.นี้ เจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้ากลุ่มญี่ปุ่นและคนไทยรายได้สูง
นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือเบทาโกร กลุ่มธุรกิจปศุสัตว์ครบวงจรรายใหญ่รายหนึ่งของประเทศ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าการทำธุรกิจปศุสัตว์ของเครือเบทาโกรทุกผลิตภัณฑ์จะให้ความสำคัญกับคุณภาพ อย่างเช่นเมื่อเร็วๆนี้เบทาโกรได้ผลิตไก่เสียบไม้ย่างถ่านซึ่งเป็นสินค้า แปลกใหม่คุณภาพสูงและราคาสูงไปจำหน่ายยังประเทศฝรั่งเศสมูลค่าตันละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ปริมาณยังไม่มากเพราะเป็นสินค้าคุณภาพและราคาแพง เพราะไก่แปรรูปปกติจะอยู่ที่ตันละ 3,500-4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
นอกเหนือจากไก่เสียบไม้ย่างถ่าน ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและมูลค่าเพิ่มสูงแล้ว ขณะนี้เบทาโกรอยู่ระหว่างดำเนินการผลิตไข่ไก่เกรดพรีเมียม ซึ่งจะมีกระบวนการเลี้ยงไก่ไข่ที่แตกต่างจากไก่ไข่ทั่วไป คือจะมีความพิถีพิถันตั้งแต่การคัดพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ คัดลูกเจี๊ยบ คัดสรรอาหารที่นำมาเลี้ยงอย่างดี ดูแลโรงเรือนให้มีคุณภาพ ตลอดจนถึงเครื่องมือการคัดคุณภาพไข่ สรุปแล้วคือต้องพิถีพิถันตลอดสายการผลิต เพราะฉะนั้นราคาที่จะนำออกจำหน่ายคาดว่าจะสูงกว่าไข่ไก่ปกติทั่วไปประมาณ เท่าตัว
"ไข่พรีเมียมนี้เบทาโกรไม่ได้ดำเนินการเลี้ยงเองแต่จะร่วมกับพันธมิตรซึ่ง เป็นลูกค้าของเบทาโกรอยู่แล้ว โดยจะร่วมกันดูแล โดยมีฟาร์มเลี้ยงอยู่ที่จังหวัดนครนายก หลังจากได้ผลผลิตไข่ไก่แล้วจะนำบรรจุห้องเย็นมาคัดไข่ด้วยเครื่องคัดคุณภาพ ซึ่งเตรียมสถานที่ไว้ที่บริเวณตลาดไท"
ด้านนายนพพร วายุโชติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่เครือเบทาโกร เปิดเผยเพิ่มเติมว่าไข่พรีเมียมที่เบทาโกรร่วมกับพันธมิตรนี้เริ่มเลี้ยง ประมาณ 50,000 ตัว คาดว่าจะได้ผลผลิตไข่วันละ 30,000-50,000 ตัว กระบวนการเลี้ยงแม่ไก่ต้องสุขภาพดี ปลอดโรคไม่ใช้ยา อาหารสัตว์ที่นำมาเลี้ยงไม่มีเชื้อโรค มีการล้างเปลือกไข่ด้วยยาฆ่าเชื้อ เพราะฉะนั้นการเลี้ยงไก่ไข่ลักษณะนี้จึงนับได้ว่าเบทาโกรเป็นรายแรกของ ประเทศไทยที่จะนำไข่ไก่พรีเมียมออกจำหน่ายให้กับผู้บริโภค โดยราคาซึ่งแพงกว่าไข่ปกติเท่าตัวจึงคาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณฟองละ 7-9 บาท แต่ไม่เกิน 10 บาท จะเริ่มวางตลาดได้ปลายเดือนสิงหาคมศกนี้ ภายใต้แบรนด์ "เอสเพียว" ขณะที่ไข่เกรดอื่นๆ ซึ่งเป็นเกรดรองลงไปจะจำหน่ายภายใต้แบรนด์ "ไฮเอ้ก"
สำหรับลูกค้าเป้าหมายจะเป็นภัตตาคาร โรงแรม ร้านอาหารญี่ปุ่น ห้างสรรพสินค้า แต่จะเน้นกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่นเป็นอันดับแรกเพราะคนญี่ปุ่นนิยมรับประทานไข่ ดิบกับข้าว เพราะฉะนั้นไข่ที่เขาต้องการจึงต้องมีความสด สะอาด
นายนพพร กล่าวถึงความเป็นมาที่เบทาโกรจะผลิตไข่คุณภาพวางตลาดได้ใช้เวลาศึกษาตลาดมา นานพอสมควรแล้ว และพบว่ามีคนให้ความสนใจจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงแรมระดับ 5 ดาว เพราะฉะนั้นจึงมั่นใจว่าตลาดจะไปได้ดี แต่อย่างไรก็ดียังไม่ถึงขั้นกำหนดว่าจะใช้เวลาเท่าใดเพื่อประเมินผลว่าจะ เพิ่มกำลังผลิตอีก แต่จะออกวางตลาดไปเรื่อยๆก่อน
"เบทาโกรทำธุรกิจสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าต้องสร้างความแตกต่าง ที่ผ่านมาได้ผลิตเนื้อหมูอนามัยภายใต้แบรนด์ "เอสเพียว" ผลปรากฏคือได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นเบทาโกรจะต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพอย่างต่อเนื่อง สำหรับไข่นั้นเห็นว่ายังมีกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการไข่คุณภาพมีความสด จึงได้ผลิตไข่เกรดพรีเมียมออกมา ซึ่งปริมาณผลิตวันละ 50,000 ฟองนี้คาดว่าจะใช้เวลาจำหน่ายให้หมดภายในระยะเวลา 14 วัน"
นายนพพร กล่าวตอนท้ายว่าปัจจุบันเบทาโกรมีฟาร์มไก่ไข่ที่เลี้ยงโดยบริษัทเอง 2 ฟาร์มคือที่นครนายก 1 ฟาร์ม และที่นครสวรรค์ 1 ฟาร์ม รวมปริมาณไก่ไข่ประมาณ 600,000 ตัว และเป็นการเลี้ยงลักษณะคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งอีก 1.5 ล้านตัว ได้ผลผลิตไข่วันละ 1 ล้านฟอง
อนึ่ง ธุรกิจเครือเบทาโกร ประกอบด้วย 5 สายธุรกิจได้แก่ 1.ธุรกิจภูมิภาคและอาหารสัตว์ 2.ธุรกิจไก่ 3.ธุรกิจสุกร 4.ธุรกิจสุขภาพสัตว์ 5.ธุรกิจอื่นๆ ตั้งเป้าหมายยอดขายปี 2553 มูลค่า 55,000 ล้านบาท หรือมีอัตราเติบโตปีละ 10-15%

