"สมคิด"ชี้คนไทยอยากเห็น"จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงประเทศ"แนะ"นักการเมืองที่ดี"ต้องทำเพื่อประชาชน

"ธนินท์" ย้ำ ทฤษฎี 2 สูง แก้สินค้าแพงโวย เกษตรกรยากจน เป็นเรื่องผิดปกติ ต้องขึ้นราคาสินค้าเกษตร ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ด้าน "ดร.สมคิด" ระบุ ต้องเปลี่ยนแปลงประเทศไทย หวั่นตกไปอยู่ระดับเดียวกับ ลาว พม่า กลายเป็นภาระของอาเซียน แนะใช้ "บราซิล" เป็นตัวอย่างการปฏิวัติภาคเกษตร จนประสบความสำเร็จ เตือนนักการเมือง อย่าคิดนโยบายระยะสั้น ทำแค่ "ประกันราคาสินค้า" ต้องมองไกล คิดนโยบาย เพื่อสร้างรากฐานแห่งอนาคต

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวในงาน Thailand Lecture 3rd “WISDOM for Change” ในหัวข้อ “บริบทใหม่ทางธุรกิจการค้า” ว่า ขณะนี้ การเมืองของไทยยังไม่นิ่ง มีปัญหาในเรื่องของสี แต่ก็มีเงินเกินดุลอยู่ จากประสบการณ์ธุรกิจกว่า 47 ปี มองว่า วันนี้ประเทศไทย ยืนอยู่ในฐานะที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ เงินตราต่างประเทศของไทย ยังคงมีอยู่ 2 แสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินประมาณ 6 ล้านล้านบาท

ในอนาคต วิกฤติทางด้านอาหารจะมีมากขึ้น ดิน ฟ้า อากาศ แปรปรวน เชื่อว่าสินค้าเกษตรจะขาดแคลนอย่างแน่นอน ซึ่งตนมีความเป็นห่วงในเรื่องของราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เกษตรกรมีแต่หนี้ ยืนยันว่าเกษตรกรไม่ได้ขี้เกียจ แต่เพราะไม่มีผู้นำที่ดี หากมีผู้นำที่ดี เกษตรกรไทยจะไม่แพ้ญี่ปุ่นเลย เนื่องจากเกษตรกรไทย จะยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เต็ม 100%

จากนี้ไปรัฐบาลควรใช้นโยบาย 2 สูง คือ สินค้าเกษตรสูง และเงินเดือนสูง หากไม่มีการปรับเงินเดือนให้สูงขึ้น ตามสภาพความเป็นจริง ต่อไปคนเก่งๆในภาคราชการ ก็ถูกแย่งตัวไป ทุกวันนี้ เกษตรกรจน ข้าราชการระดับล่าง หรือระดับกลาง ก็จน ทั้งที่เมื่อก่อนเงินเดือนข้าราชการจะสูงที่สุด หากข้าราชการลาออก ก็ยังไม่ต้องรับคนเพิ่ม แต่นำเงินเดือนของคนที่ลาออก มาโปะให้กับที่มีอยู่เดิม เชื่อว่าอีก 20 ปี ระบบราชการไทยจะพัฒนา ดังคำที่ว่าเงินดี งานดี

"สินค้าเกษตร เปรียบเสมือนน้ำมันบนดิน แต่ผู้ผลิตกลับยากจน ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติ ขอฝากไปถึงรัฐบาลให้กล้าที่จะนำเงินมาลงทุน เพื่อเพิ่มผลกำไร ที่ผ่านมาเราไม่กล้าใช้ เพราะกลัวขาดทุน กลัวความปลอดภัย จึงอยากแนะให้ทำการศึกษาหาตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ นำมาประยุกต์ใช้ "

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีบทบาทมาก เพราะสถานที่สวย คนไทยยิ้มแย้มแจ่มใส อาหารอร่อย เราควรมีเป้าหมายเจาะจงไปศึกษาว่า ประเทศไหนมีนักท่องเที่ยวมากที่สุด เป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศไหน เราเจาะลึกเหมือนภาคธุรกิจ ด้วยการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาศึกษาวิจัยเชิงลึก ซึ่งเป็นเหล่านี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ทำอย่างไรจะให้นักท่องเที่ยว เดินทางกลับมาเที่ยวอีก เกิดความพึงพอใจ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การเมืองต้องนิ่ง

“ประเทศไทยมีความหวัง สินค้าต้องราคาสูงขึ้น ขึ้นราคาสินค้าเกษตรให้เหมาะสมตามความเป็นจริงของโลก จากนั้นไปพัฒนาเทคโนโลยี เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตขึ้น แม้การเมืองจะวุ่นวาย พรรคการเมืองต่างชูนโยบายต่างๆ หากได้รับการเลือกตั้ง แต่ไม่ทำตามที่พูด สุดท้ายประชาชนก็จะไม่เลือกเข้ามาอีก” นายธนินท์ กล่าว

ด้าน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานเดียวกันว่า ประเทศไทย ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ เชื่อว่าคนไทยทุกคนต้องการเห็นว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศ ที่ขณะนี้มีความขัดแย้ง ให้กลับมาสู่ปกติสุขอีกครั้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประชาชนจะมี จิตสำนึก ความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ของบ้านเมืองมาก หรือน้อยเพียงใด

"การจัดอันดับของประเทศที่มีความสงบสุข และร่มเย็น ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 167 แต่ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 7 ของประเทศที่มีความสุ่มเสี่ยงสูง ที่จะเกิดความรุนแรง ส่วนอันดับความเติบโตทางเศรษฐกิจ เราอยู่ในอันดับ 30 ต้นๆ ผิดกับ เวียดนาม ที่ตอนนี้กระโดดจากอันดับที่ 75 มาอยู่ที่ 50 แล้ว ในอดีตไทยเป็นผู้นำอาเซียน แต่วันนี้เป็นประเทศที่ ไม่มีใครเกรงใจ เป็นภาระของอาเซียนที่หมู่สมาชิกมองด้วยความเวทนา สงสัย และไม่เข้าใจ หากไทยยังไม่ตระหนัก ในไม่ช้าไทยจะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีใครสนใจ"

นายสมคิด กล่าวต่อว่า สำหรับภาคเกษตรกรรม ที่ผ่านมาเราไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีผลิตผล อัตราผลตอบแทนเราต่ำที่สุดในอาเซียน ราคาปาล์มสูงลิบ แต่เราขาดแคลน ราคาสูงจนประชาชนเกิดปัญหา อย่าง บราซิล ที่เมื่อก่อนส่งออกได้แค่ กาแฟ ต้องซื้ออาหารกินโดยการนำเข้า เขาปฏิวัติการเกษตร ลงทุนในแหล่งน้ำ สร้างชลประทาน ตั้งทีมศึกษาคันคว้าวิจัย ใช้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเข้ามาใช้พัฒนา จนปัจจุบันบราซิลสามารถส่งออกสินค้าเกษตรในทุกๆ ประเภทได้เป็นอันดับ 1-2 ส่วนไทยเราทำแค่ ประกันราคาสินค้า และประกันรายได้ ซึ่งไม่เพียงพอ เราควรที่จะจัดการตั้งแต่ต้นจนจบ โดยช่วยเหลือตั้งแต่ชาวนา ต้องทำกันทั้งระบบ การกระจายการแบ่งปัน สร้างคุณภาพชีวิตให้ประชาชน ที่ผ่านมาย่ำแย่มาก การขึ้นค่าจ้างจะให้เพิ่มขึ้นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูความเป็นจริง เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา จีดีพี ของประเทศโตมาก แต่ค่าจ้างถูก ปัจจัยคือ จะเพิ่มได้ก็ต่อเมื่อ สินค้ามีมูลค่าเพิ่ม กระบวนการผลิตต้องมีการลงทุน แต่หากการลงทุนของรัฐบาลและเอกชนไม่มากพอ ภาคการผลิตก็ไม่เพียงพอ ค่าจ้างก็เพิ่มไม่ได้ ดังนั้นต้องมีความชัดเจนว่า จุดยืนนโยบายเป็นอย่างไร รัฐบาลลงทุนอย่างไร ภาคเอกชนลงทุนอย่างไร

“สถานการณ์ประเทศอยู่บนจุดพลิกผันจริงๆ เรากำลังจะตกไปอยู่กับลาว พม่า เราต้องการจุดยืนนโยบายเพื่อการปรับเปลี่ยน ซึ่งต้องใช้ความกล้าหาญ กล้าทำ จริงใจกับมัน ไม่ใช่แค่เอาใจประชาชน นักการเมืองที่ดี ต้องทำเพื่อประชาชน คิดจุดยืนนโยบาย เพื่อสร้างรากฐานแห่งอนาคต แก้ไขจุดอ่อน เพื่อให้ไทยสามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้” นายสมคิดกล่าว