ปัญหาน้ำท่วมปี 2554 กับความจำเป็นในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

สุลักษณ์ หลำอุบล

หลังจากน้ำท่วมไม่ถึง 8 เดือน ในวันที่ 1 สิงหาคม 2554 รายงานสรุปข้อเท็จจริง ก็ได้เผยแพร่ออกสู่สาธารณชน และได้ข้อสรุปว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นมีส่วนมาจากการปล่อยน้ำในเขื่อนไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวระบุปัจจัยที่เกี่ยวข้องไว้หลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

การสื่อสารระหว่างกระทรวงทรัพยากรน้ำ และกรมที่เกี่ยวข้องที่ไม่ชัดเจน นำไปสู่การจัดการภัยพิบัติไม่สามารถตอบสนองได้ทันท่วงที

การคำนวณปริมาณน้ำฝนในช่วงปลายปีที่ผิดพลาดของวิศวกรเขื่อนและกรมอุตุ นิยมวิทยา ทำให้การปล่อยน้ำจากเขื่อนมีมากเกินไปในระยะเวลาอันสั้น

การมีมาตรวัดปริมาณน้ำที่ติดตั้งไม่ทั่วถึงบริเวณเขื่อน ทำให้การวัดปริมาณระดับน้ำมีความคลาดเคลื่อน

นอกจากนี้ สื่อบางฉบับยังตั้งคำถามกับซอฟท์แวร์การจัดการทรัพยากรของกระทรวงน้ำที่มีอายุมากถึง 15 ปีด้วย

บุคคลเกี่ยวข้องโดยตรง อย่างรัฐมนตรีกระทรวงน้ำของออสเตรเลีย สตีเฟน โรเบิร์ตสัน ได้กล่าวในระหว่างการไต่สวนสาธารณะว่า ถึงเขาจะรับทราบว่าเขื่อนวิเวนโฮควรจะปล่อยน้ำออกมาก่อนหน้านี้ เพื่อให้มีที่ว่างในการรับปริมาณน้ำฝน แต่ก็ยอมรับว่า ทางกระทรวงไม่ได้ดำเนินการอะไรต่อเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว ส่วนต่อคำถามที่ว่ากรมของเขาทำงานผิดพลาดหรือไม่ เขาตอบว่า เป็นเรื่องของคณะกรรมการที่ต้องไปสอบสวนและหาข้อสรุปด้วยตัวเอง

การที่คณะกรรมการอิสระดังกล่าว มีอำนาจในการออกหมายเรียกพยานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการสอบสวนกรณีน้ำท่วม ทำให้มีการเรียกบุคคลอย่างน้อย 250 คน เข้ารับการไต่สวนสาธารณะ ทั้งจากกระทรวงน้ำ วิศวกรเขื่อน เจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่น ไปจนถึงเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย และแจกแจงถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองที่มีต่อการจัดการน้ำในช่วงดัง กล่าวต่อคณะกรรมการ นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวทีรับฟังสำหรับประชาชนที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องการจะมาให้ปากคำ เกี่ยวกับเหตุการณ์ด้วย

ผู้ว่าการรัฐควีนส์แลนด์ แอนนา ไบลฮ์ กล่าวถึงความสำคัญของการตั้งคณะกรรมการอิสระนี้ว่า นอกจากจะทำให้เราสามารถสรุปปัญหาของการจัดการน้ำในเขื่อนแล้ว ยังทำให้เราสามารถวางแผนในอนาคตเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอย ได้

“คณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความจริง ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป้าหมายที่สำคัญ คือ จะไม่มีก้อนหินก้อนไหนที่ไม่ถูกตรวจสอบ หากมันเกี่ยวข้องกับการตอบคำถามของประชาชนต่อภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการเขื่อนวิเวนโฮ หรือเหตุการณ์โชคร้ายที่แม่น้ำล็อกเกอร์ก็ตาม” ไบลฮ์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เอบีซี

“เราจำเป็นต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ เพื่อที่เราจะได้ป้องกันตัวเองให้พร้อมกว่านี้ในอนาคต เราต้องให้เกียรติผู้คนที่เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าจากหายนะ และในการทำเช่นนั้น เราจำเป็นต้องเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น” เธอกล่าว

ในขณะนี้ คณะกรรมการอิสระที่ค้นหาความจริงกรณีน้ำท่วมควีนส์แลนด์ ยังคงทำหน้าที่ต่อไป และมีหน้าที่ส่งรายงานฉบับสุดท้ายในเดือนมิถุนายนปี 2555 โดยจะสืบสวนในเรื่องการวางผังเมือง และผลิตข้อเสนอแนะเรื่องการปฏิรูปกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระยะยาว เพิ่มเติม ในขณะที่รายงานขั้นกลาง มีจุดประสงค์เพื่อหาข้อสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อนำไปใช้ในการป้องกันและวางแผนภัยพิบัติก่อนฤดูฝนในปีถัดไป

อันที่จริง วิวาทะเรื่องสาเหตุของน้ำท่วมว่ามาจากธรรมชาติหรือฝีมือมนุษย์นั้น ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นแค่ประเทศไทยที่เดียว แต่ในประเทศอินเดียซึ่งประสบภัยน้ำท่วมใหญ่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็มีการถกเถียงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

วิวาทะร้อนในอินเดีย
ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ของอินเดียหลายฉบับ ได้ตีพิมพ์การโต้ตอบระหว่างนักวิชาการ-นักเคลื่อนไหว และเจ้าหน้าที่รัฐ เกี่ยวกับกรณีน้ำท่วมใหญ่เมื่อเดือนกันยายน 2554 ในรัฐโอริสสา โดยฝ่ายค้านกล่าวว่า น้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้น มีสาเหตุมาจากฝีมือมนุษย์ เนื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบกักเก็บน้ำในเขื่อนมากเกินไป ถึงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาตรเต็มของเขื่อน ทำให้เมื่อเข้าหน้าฝน เขื่อนไฮรากุดจำเป็นต้องปล่อยน้ำจำนวนมหาศาลออกมาภายในระยะเวลาเพียง 48 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่าแปดสิบคน และสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนและพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก

ผู้เชียวชาญระบุว่า จุดประสงค์ดั้งเดิมของเขื่อนไฮรากุดที่ขวางแม่น้ำมหานาดี มีไว้เพื่อป้องกันน้ำท่วม อย่างไรก็ตามในระยะหลังๆ เขื่อนดังกล่าวถูกใช้เพื่อการชลประทาน การผลิตไฟฟ้า และใช้ในอุตสาหกรรมร่วมด้วย ทำให้มีการเก็กกับน้ำในเขื่อนมากเกินจำเป็น

อย่างไรก็ตาม ทางการอินเดียได้ตอบโต้ว่า น้ำท่วมดังกล่าว ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการจัดการน้ำในเขื่อนผิดพลาด และยืนยันว่า การปล่อยน้ำจากเขื่อนไฮราคุดซึ่งเป็นเขื่อนเอนกประสงค์ เป็นไปตามข้อกำหนดที่คำนวณไว้อย่างถูกต้องแล้ว

ทางนักการเมืองฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหว ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริง และตีพิมพ์ “สมุดปกขาว” เพื่อเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะอีกด้วย

ปัญหาเผือกร้อน
ส่วนในประเทศไทยเอง ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยมีสื่อมวลชนที่ตั้งคำถามกับสาเหตุของปัญหาน้ำท่วมอย่าง ตรงไปตรงมามากนัก แต่เรายังพบเห็นฝ่ายต่างๆ ทั้งนักวิชาการ หน่วยงานราชการ บล็อกเกอร์ นำข้อมูลมาประมวลและวิเคราะห์ถึงสาเหตุของน้ำท่วมปี 2554 มานำเสนอต่อสาธารณะกันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งแต่ละฝ่ายก็มีข้อสรุปที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น

ปริมาณฝนที่มากผิดปรกติ เนื่องมาจากพายุโซนร้อน (สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 40%) เป็นสาเหตุหลักของน้ำท่วมในครั้งนี้ (Andrew Walker, Thai flood cause revealed: rain! , เว็บไซต์นิวแมนดาลา)

การบริหารจัดการน้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ข้อมูลปริมาณฝนที่ความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนนั้น ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในวางแผนในการจัดการน้ำให้เหมาะสม (ชินวัชร์ สุรัสวดี, เทียบข้อมูลฝนจากดาวเทียม หาสาเหตุวิกฤตน้ำท่วม 2554, มติชน)

ไม่มีการติดตามข้อมูลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด ทำให้กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) คาดการณ์ผิด และเก็บน้ำไว้ในเขื่อนใหญ่ทั้งหมดเพราะกลัวว่าจะไม่มีน้ำใช้ในหน้าแล้ง ส่งผลให้เมื่อฝนตกต่อเนื่อง เขื่อนใหญ่จำเป็นต้องปล่อยน้ำทั้งหมดออกมาพร้อมกัน ทำให้ปริมาณน้ำที่ปล่อยออกมามีมากกว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกใส่เขื่อน (สมิทธิ ธรรมสโรช, น้ำท่วม...บริหารจัดการไม่เป็น [บทสัมภาษณ์], โพสต์ทูเดย์)

การขาดการบูรณาการในการจัดการน้ำระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็น กฟผ. กรมชลประทาน และกรมอุตุนิยมวิทยาที่มีวิสัยการทำงานแบบต่างคนต่างทำ รวมถึงปัญหาผังเมือง การขาดองค์ความรู้เรื่องน้ำที่เป็นระบบ และความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา (สิริพรรณ นกสวน สวัสดี, เห็นอะไรในสายน้ำ?, ประชาไท)

ความไม่พร้อมของรัฐกับการรับมือภัยพิบัติขนาดใหญ่, ระบบการระบายน้ำ และประสิทธิภาพของระบบการพยากรณ์ โดยในปีนี้ ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทานพยากรณ์ว่า จะมีพายุเข้าเพียง 2 ลูก แต่ในความเป็นจริงมีพายุเข้าถึง 5 ลูก (มนตรี จันทวงศ์, เสวนาเปิดน้ำท่วม(ปาก): "น้ำท่วม ตอผุด" การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด ผูกขาดโดยผู้เชี่ยวชาญ, ประชาธรรม)

สื่อมวลชนบางสำนักยังตั้งคำถามถึงความเป็นผู้หญิงของยิ่งลักษณ์ ที่นำเคราะห์ร้ายภัยน้ำท่วมมาสู่ประเทศด้วย (ปราโมทย์ นาครทรรพ, อาเพศผู้นำหญิงจริงหรือไม่ หรือการเมืองจัญไรมาต่อเนื่อง, ผู้จัดการออนไลน์)

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ร่วมตัดสินใจในการปล่อยน้ำจากเขื่อนร่วมกับกรมชลประทาน ได้ออกมาปฏิเสธว่า การจัดการเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อน้ำท่วมในครั้งนี้ หากแต่สาเหตุมาจากปริมาณน้ำฝนที่มากผิดปรกติ โดยเขาให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ว่า ความเข้าใจของคนทั่วไปที่เชื่อว่าการปล่อยน้ำจากเขื่อนในภาคเหนือเป็นสาเหตุ ของอุทกภัยนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และยังเสริมว่า ถ้าหากไม่มีเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์แล้ว อาจทำให้ปัญหาน้ำท่วมรุนแรงขึ้นกว่านี้ 2-3 เท่า

แน่นอนว่า ท่ามกลางภาวะวิกฤติหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ คงไม่มีใครอยากจะออกมาแสดงความรับผิดชอบมากนัก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องทำหน้าที่ค้นหาข้อเท็จจริงและสรุปบทเรียนให้ได้ว่า สาเหตุของน้ำท่วมครั้งนี้ มาจากปัญหาอะไรกันแน่ ไม่ใช่เพื่อการกล่าวโทษหรือหาแพะมารับผิด แต่เพื่อเป็นการถอดบทเรียนและวางแผนป้องกันได้อย่างเหมาะสมในอนาคต

มองไปข้างหน้าได้ แต่อย่าลืมสรุปบทเรียน

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้เริ่มพูดถึง “นิวไทยแลนด์” โครงการขนาดใหญ่ที่คาดการณ์ว่าจะใช้งบประมาณถึง 8 แสนล้านบาท เพื่อเร่งฟื้นฟูประเทศในทุกด้าน ทั้งการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ปรับปรุงด้านโครงสร้างพื้นฐาน วางระบบการแก้ไขปัญหาน้ำอย่างถาวร รวมถึงการปรับปรุงประเทศเพื่อเน้นการลงทุนในระยะยาว

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีก็ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการและกลไกปฏิบัติงานฟื้นฟูเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยประกอบไปด้วยคณะกรรมการ 9 ชุด เพื่อดูแลในด้านต่างๆ เช่น การเยียวยาด้านโครงสร้างขั้นพื้นฐาน เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต รวมถึงคณะกรรมการสื่อสารสาธารณะ และคณะที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการน้ำ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังคงยังไม่เห็นว่า จะมีคณะกรรมการใดที่สามารถตอบข้อสงสัยของประชาชนถึงสาเหตุของน้ำท่วมที่เกิด ขึ้นได้อย่างชัดเจนนัก

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการตรวจสอบบุคคลสาธารณะ มากเท่าใด แต่รัฐบาลควรจะตระหนักถึงความสำคัญของการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความ จริงในกรณีน้ำท่วมปี 2554 เพื่อนำข้อสรุปไปปฏิรูปนโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหามาซ้ำรอยในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมการตรวจสอบและความโปร่งใสในหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐด้วย

ทั้งนี้ เงื่อนไขของการตั้งคณะกรรมการดังกล่าว คงต้องได้รับงบประมาณเพียงพอในการดำเนินการ มีอำนาจในการออกหมายเรียก และหมายค้นต่อบุคคลที่เห็นว่าเกี่ยวข้องต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญ จะต้องมีความเป็นอิสระจากรัฐบาลอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้ล้มเหลวเฉกคณะกรรมการอิสระอื่นๆ ที่เคยมีมาในอดีต และสามารถดำเนินการได้อย่างสมประโยชน์ของประชาชนไทยให้มากที่สุด

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ นักวิชาการจากวิทยาลัยเอเชียแปซิฟิก มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ให้ความเห็นว่า สาเหตุที่ประเทศออสเตรเลียสามารถตั้งคณะกรรมการอิสระและค้นหาความจริงได้ อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเพราะวัฒนธรรมทางการเมืองในออสเตรเลียที่ประชาชนมีคุ้นชินและคาดหวังสูง ว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องได้รับการตรวจสอบต่อการตัดสินใจและการกระทำต่างๆ อย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน

นอกจากนี้ เขายังชีด้วยว่า การที่งานด้านการจัดการภัยพิบัติในออสเตรเลีย ถูกจัดอยู่ภายใต้สำนักงานอัยการสูงสุดในรัฐบาลแห่งชาติ และเป็นวาระสำคัญหนึ่งด้านความมั่นคงแห่งชาติ สะท้อนให้เห็นถึงการเน้นย้ำความสำคัญทางการเมืองของการจัดการภัยพิบัติของ ประเทศออสเตรเลีย

หากประเทศไทยต้องการที่จะแก้ปัญหาภัยพิบัติให้ได้อย่างถาวร นอกจากจะต้องปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานการจัดการน้ำและทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง และสร้างวัฒนธรรมการตรวจสอบและสร้างความโปร่งใสในทุกหน่วยงานแล้ว เห็นที่จะต้องนิยามความหมายของคำว่า “ความมั่นคงแห่งชาติ” กันใหม่ด้วย เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือได้กับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในโลก อย่างรวดเร็ว ไม่ล้าหลังและเชื่องช้าดังเช่นที่เป็นมา