แหกตา!ลดราคาไข่ไก่เอาหน้า “อภิสิทธิ์”เกี้ยเซียะอุ้มทุนอำมหิต

การที่คณะรัฐมนตรี มีมติรับรองผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงยิ่งกว่าจับได้แบบคาหนังคาเขาว่า

คณะกรรมการชุดนี้ได้กระทำการเกินบทบาทอำนาจหน้าที่ มีการละเมิดกฎหมาย แปรสภาพส่วนราชการไปเป็นเจ้ามือฮั้วให้กับเอกชนรวยปีละเป็นหมื่นล้านบาท จากการควบคุมปริมาณพันธุ์สัตว์และผูกขาดโควต้าให้กับทุนเกษตร 9 ราย จนเกษตรกรรายย่อยและขนาดกลางกำลังจะสิ้นอาชีพ

แทนที่ ครม.จะทักท้วง คัดค้าน หยุดการกระทำขัดต่อกฎหมายของ Egg Board แล้วสร้างแนวทางที่ถูกต้องเพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบ กลับกระโดดลงไปในหลุมที่ Egg Board ขุดเอาไว้อย่างน่าสงสัยยิ่ง

เพียงแค่ต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องราคาไข่ไก่แพงให้ได้ผลภายใน หนึ่งสัปดาห์ โดยไม่ได้พิจารณาให้ถ่องแท้เลยว่า หากไม่มีการแก้ปัญหาที่สาเหตุคือ “การผูกขาด”ควบคุมปริมาณพันธุ์สัตว์จนอยู่ในสภาพต่ำกว่าความต้องการของผู้ บริโภคซึ่งเป็นต้นตอที่ส่งผลให้ราคาไข่ไก่สูงแล้ว จะมีอะไรมาเป็นหลักประกันว่า ในวันหน้าไข่ไก่จะไม่ราคาแพงเกินความเป็นจริง จนรัฐต้องคว้าเอาธงฟ้าไปปักหักราคาตลาดสดอีก

แน่นอน แก้ปัญหาวันนี้ จะต้องเจอปัญหาที่หนักหน่วงกว่าในอนาคต

เป็นการตัดสินใจแบบนักเลือกตั้งโดยแท้ เพราะนักเลือกตั้งจะคิดถึงคะแนนเสียงเฉพาะหน้า แต่นักการเมืองต้องคิดถึงการวางระบบแก้ปัญหาระยะยาวให้กับส่วนรวม

รัฐบาลภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อาจคิดว่าตัวเองสร้างผลงานจากการทำให้ราคาไข่ลดลง แต่เบื้องหลังการถ่ายทำมันลดลงเพราะฝีมือของ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายไปร่วมประชุม Egg Board

หรือเป็นเพราะมีการเกี้ยเซี๊ยะกันเรียบร้อยเพื่อให้รัฐได้หน้า เอกชนไม่เสียประโยชน์ ด้วยความเมตตาที่ “ซีพี”จัดให้ ส่วนเกษตรกรไก่ไข่จะเป็นอย่างไรช่างหัวมัน

การประชุม Egg Board ซึ่ง ธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เมื่อวันจันทร์ที่5ก.ค. บทบาทการควบคุมทิศทางการลงมติที่ประชุมตกอยุ่ในมือของนอมินีนายทุนที่แฝงตัว อยู่ใน Egg Board โดยมีภาคราชการคอยให้การหนุนหลัง

แถมห้าเตี้ยแห่งเมืองสุพรรณยังส่ง นิกร จำนง ซึ่งไม่ได้เป็นกรรมการไปนั่งเสือกออกความเห็นในที่ประชุมด้วย

ส่วน กอร์ปศักดิ์ แทบจะไม่ได้ชี้นำเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาในเชิงระบบ นอกจากมีคำตักเตือนช่วงแรกว่า การทำหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีกฎหมายรองรับ

แต่ความหนาของหน้าที่ซีเมนต์ยังเรียกพ่อ ทำให้ Egg Board ไม่นำพาต่อคำเตือนนั้น และดันทุรังกำหนดโควต้าพันธุ์สัตว์ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้กำหนดไว้ให้ กับ 9 ราย จนถึงสิ้นปี แม้จะมีความพยายามของคณะกรรมการบางคนที่เห็นว่าควรมีการเปลี่ยนแปลงในเชิง ระบบเพื่อปรับโครงสร้างให้เกิดความเป็นธรรม และจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

คือ ต้องยกเลิกการควบคุมพันธุ์สัตว์ เพราะคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย แต่คนเหล่านั้นกลับถูกรุมยำ และให้ร้ายว่าเป็นเพราะต้องการเข้าไปมีส่วนแบ่งกำไรจากการค้าพันธุ์สัตว์

ทั้งที่ข้อเท็จจริง หากจะมีการกำหนดโควต้าเพื่อควบคุมไม่ให้ปริมาณมากจนเกินไป ก็ควรจะเป็นโควต้ากลางของเกษตรกรทั้งประเทศ ไม่ใช่โควต้าที่แบ่งสันกันเสร็จสรรพภายใน 9 รายอย่างที่เป็นอยู่ จนทำให้อำนาจต่อรองของผู้ซื้อพันธุ์สัตว์ลดลง เพราะไม่มีทางเลือกแถมยังถูกบีบบังคับจำยอมซื้อลูกไก่ไข่พ่วงอาหารสัตว์ ขณะที่ผู้นำเข้าพันธุ์สัตว์ 9 รายรับทรัพย์รวยเละปิดประตูเจ๊ง

นี่คือความอยุติธรรมที่ Egg Board ยัดเยียดให้กับเกษตรกรที่ไม่มีพันธุ์สัตว์ในมือ คนเหล่านี้เคยมารับผิดชอบอะไรไหมกับความยากลำบากของเกษตรกรไก่ไข่ ซึ่งอยู่ในภาวะจะหาลูกไก่ไข่มาเลี้ยงต้องจองกันข้ามปี ขนาดจองไปแล้วก็ยังต้องลุ้นว่าจะได้รับความเมตตาจากทุนใหญ่จัดสรรลูกไก่ไข่ มายืนกรงในโรงเรือนไหม เพราะบริษัทที่มีสิทธินำเข้าพันธุ์สัตว์ก็กำลังเร่งขยายฟาร์มของตัวเองกัน ขนานใหญ่

หากยังปล่อยให้ระบบเป็นเช่นนี้ บริษัทเหล่านี้ก็จะไม่กระจายพันธุ์สัตว์ไปยังเกษตรกร แต่จะเก็บไว้เลี้ยงเองในฟาร์มทำกำไรแบบครบวงจร ตั้งแต่นำเข้าพันธุ์สัตว์ ขายอาหารสัตว์ ไปจนถึงเลี้ยงไก่ไข่ผลิตไข่ขายหน้าฟาร์ม

แล้วเกษตรกรรายย่อยและขนาดกลางจะยืนอยู่ได้อย่างไร นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเกษตรกรไก่ไข่ไม่มีความสุขกับราคาไข่ไก่ที่สูงขึ้นในขณะนี้ ก็เพราะพวกเขารู้ดีว่ากำไรที่ได้มันไม่ยั่งยืน ตรงกันข้ามพวกเขากำลังอยู่บนปากเหวแห่งการหมดอาชีพที่ทุนใหญ่ถีบให้ตกไปอยู่ ก้นเหวได้ทุกเมื่อ

มติของ Egg Board ที่ อภิสิทธิ์ มั่นใจนักหนา ว่าจะทำให้ราคาไข่ไก่ลดลงได้อย่างรวดเร็วจากการต่ออายุไก่ยืนกรงจาก 78 สัปดาห์เป็น 82 สัปดาห์ และชะลอการส่งออกออกไปก่อน ซึ่งจะทำให่มีไข่ไก่ออกสู่ตลาดมากขึ้นทำให้ราคาถูกลงนั้น

เป็นเพียงแค่ปาหี่ที่ ซีพีและพวกจัดให้เท่านั้น โดยยอมเฉือนกำไรเล็กน้อยเพื่อรักษาขุมทรัพย์ใหญ่เรื่องพันธุ์สัตว์เอาไว้ ไม่ให้รัฐบาลเข้าไปแตะต้อง

สมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่น้ำตาของเกษตรกรไก่ไข่ไม่มีใครเอื้อมมือไปซับ

การให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปร่วมกับกรมปศุสัตว์ศึกษาโครงสร้าง Egg Board ในส่วนของกรรมการที่ปรึกษาและโครงสร้างการบริหารโควต้านำเข้าพันธุ์สัตว์ ภายในเวลา 60 วัน แม้จะทำให้พอมีความหวังอยู่บ้างว่า อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาทั้งระบบ แต่ความหวังนั้นก็ดูจะลางเลือนเต็มที

เพราะข้อเท็จจริงมันชัดเจนอยู่แล้วว่า Egg Board แทบไม่มีการประชุมใด ๆ เลยในช่วงเวลาที่ผ่านมา สถิติหลังสุดคือ 6 เดือนมาประชุมครั้งหนึ่ง นอกนั้นให้เป็นหน้าที่คณะกรรมการที่ปรึกษาประชุมออกมติส่งให้ Egg Board ประทับรับรอง

โดยที่องค์ประกอบของคณะกรรมการที่ปรึกษาก็เต็มไปด้วยตัวแทนของ 9 บริษัทที่ได้รับโควต้าพันธุ์สัตว์ทั้งสิ้น มันกระจ่างชัดถึงผลประโยชน์ทับซ้อนขนาดนี้แล้วยังต้องศึกษาอะไรอีก

การที่ อภิสิทธิ์ สั่งใน ครม. ให้กระทรวงพาณิชย์ไปดูว่า Egg Board มีการกระทำในลักษณะกีดกันทางการค้าหรือไม่ เพราะถือว่าผิดกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์นั้น ก็ต้องถามกลับไปว่า อภิสิทธิ์ เชื่อจริง ๆ หรือว่า กระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่นี้อย่างตรงไปตรงมา

ในเมื่อ อธิบดีกรมการค้าภายใน ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์เองก็เป็นหนึ่งใน Egg Board แต่ไม่เคยมีบทบาทใด ๆ ในการทักท้วงการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายดังกล่าว ตรงกันข้ามเข้าด้วยช่วยเหลือร่วมออกมติที่ผิดกฎหมายเสียด้วยซ้ำ

ความจริงควรมีการส่งให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่าทั้ง รมว.เกษตรฯที่นั่งหัวโต๊ะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ไปเป็นไม้ประดับให้การฮั้ว เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์นั้น จงใจทำผิดกฎหมายหรือไม่

ถ้าใช่ ต้องมีคนเข้าคุก จึงจะเป็นธรรมต่อเกษตรกรที่กำลังมองโรงเรือนซึ่งมีไก่ยืนกรงไม่เต็มด้วยสาย ตาอันเจ็บปวด เพราะวันข้างหน้าพวกเขาอาจไม่มี แม้กระทั่งไก่มายืนกรงในโรงเรือนของตัวเอง

แต่เสียงร่ำไห้ของเกษตรกรไก่ไข่ มันคงไม่ดังเท่ากับเสียงเงินฟาดหัวนักการเมือง ข้าราชการของทุนการเกษตรยักษ์ใหญ่

นี่คือความเป็นธรรมที่รัฐบาลประชาธิปไตยหยิบยื่นให้เกษตรกร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างนั้นหรือ?