พิมพิดา โยธาสมุทร เรียบเรียง
ศิริวรรณ ดำปรีดา บรรณาธิการ
จากปัญหาไข่ไก่ราคาสูงขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลมีการชี้แจงว่าเกิดจากสภาวะอากาศที่ร้อนแห้งแล้งทำให้ แม่ไก่ไม่ออกไข่... กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางขึ้น เมื่อมีเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ออกมาร้องเรียนว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้มาจากปัญหาสภาวะอากาศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัญหาการขาดตลาดของแม่พันธุ์ไก่ไข่
กระทั่งเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่ และผลิตภัณฑ์ โดยนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้สรุปมาตรการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่เป็น 3 ระยะ คือ มาตรการระยะสั้น มาตรการระยะกลาง และมาตรการระยะยาว
มาตรการระยะสั้น ประกอบด้วย
1. การยืดอายุไก่ไข่สาว โดยแจ้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการและเกษตรกรขยายเวลาไก่ยืนกรงจำนวน 2 ล้านตัวต่อไปอีกประมาณ 4 สัปดาห์ หรือจนกว่าสถานการณ์ตลาดจะเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อทำให้ปริมาณไข่ไก่เข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้นเฉลี่ย 1.2 ล้านฟอง/วัน
2. เพิ่มปริมาณไข่ไก่ภายในประเทศ โดยขอความร่วมมือผู้ส่งออกไข่ไก่ให้ชะลอการส่งออกไข่ไก่ชั่วคราว กรณีที่ยังไม่ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งจากข้อมูลสถานการณ์การส่งออกไข่ไก่ในปัจจุบันตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาถึง เดือนพฤษภาคมมีการส่งออกไข่ไก่แล้ว 86 ล้านฟอง
3. จัดลูกไข่ไก่กองกลาง 50,000 ตัว/เดือน โดยมอบหมายให้กรมปศุสัตว์เป็นผู้บริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรรายเล็ก รายย่อยที่ขาดแคลนลูกไก่ไข่
4. ให้กรมปศุสัตว์ติดตามภาวะราคาลูกไก่ไข่และไก่สาวโดยต่อเนื่อง และปรับลดราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตและข้อตกลงเดิมที่ได้เคยกำหนดส่วน ต่างราคาต้นทุนลูกไก่ไข่และไก่สาว ไม่ให้เกินร้อยละ 20 ซึ่งผู้ประกอบการแจ้งว่าได้ปรับลดราคาจำหน่ายลูกไข่ไก่และไก่สาวลงแล้ว โดยขณะนี้ราคาลูกไข่ไก่อยู่ที่ตัวละ 30 บาท ปรับลงจากเดิม 2 บาท และราคาไก่สาวปรับเหลือตัวละ 149 บาทจากเดิม 154 บาท
5. ให้กรมปศุสัตว์สรุปข้อมูลความคืบหน้าผลการดำเนินงานทั้งหมดมารายงานต่อที่ ประชุมอีกครั้งเพื่อประเมินสถานการณ์การแก้ไขปัญหาดังกล่าวภายใน 30 วัน
มาตรการระยะกลาง ซึ่งเป็นข้อกังวลของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ ภารกิจ โครงสร้างและผลการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ใน การแก้ไขปัญหาการผลิตไข่ไก่ทั้งระบบ ที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ประสานร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาปรับปรุงโครงสร้าง Egg Board ให้แล้วเสร็จใน 60 วัน
มาตรการระยะยาว ที่ประชุมได้พิจารณากำหนดปริมาณไก่ไข่พันธุ์เป็นโควตากลางในปี 2554 เพื่อให้กรมปศุสัตว์บริหารจัดการแก้ไขปัญหาไก่ไข่ให้เกษตรกรที่รวมตัวเป็น สหกรณ์หรือสมาคม โดยเกษตรกรต้องเสนอความพร้อมทั้งแผนการผลิตและตลาดประกอบการพิจารณาด้วยเช่น กัน ซึ่งในส่วนของโควตากลางที่ประชุมยังไม่มีกำหนดปริมาณที่ชัดเจนว่ารัฐจะเข้า ไปดำเนินการนำเข้าเองเท่าไหร่อย่างไร
ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาและตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าของบริษัท เอกชนที่ได้รับการจัดสรรโควตาการนำเข้าทั้งสิ้น 9 ราย จำนวนไก่ไข่พันธุ์ 400,921 ตัว ว่าเป็นไปตามจำนวนที่ได้รับการจัดสรร และกระจายแม่พันธุ์ไปยังเกษตรกรตามข้อกำหนดหรือไม่ โดยหากไม่เป็นไปตามข้อกำหนด กรมปศุสัตว์ก็มีอำนาจที่จะตัดลดจำนวนการนำเข้าที่ไม่ถึงโควตามาจัดสรรเป็น โควตากลางได้ ซึ่งที่ประชุมได้กำหนดให้กรมปศุสัตว์รวบรวมข้อมูลดังกล่าวเพื่อให้คณะ กรรมการฯ พิจารณารายละเอียดของเรื่องดังกล่าวอีกครั้งภายใน 30 วัน
แนวทางที่ต้องการจากรัฐบาล
จากมาตรการข้างต้นนั้น หากย้อนมองถึงความต้องการของเกษตรกรจะพบข้อร้องเรียนสำคัญๆ 2 ประการ ที่มองว่ารัฐบาลยังไม่มีการนำไปใช้อย่างชัดเจนในแนวทางข้างต้น กล่าวคือ
1) รัฐบาลควรเปิดเสรีการนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ ไม่ให้กระจุกตัวอยู่แค่เอกชนไม่กี่ราย ส่งผลทำให้เกิดการผูกขาด นายปัญญา โชติเทวัญ ประธานกรรมการบริษัทสหฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันมีปัญหาการผูกขาดเกิดขึ้นเพราะแม่พันธุ์ไก่ไข่ที่นำเข้ามา 400,000 ตัว และมีเกษตรกรที่ได้รับจัดสรรจริงเพียงร้อยละ 5 หรือ 20,000 ตัว เท่านั้น ที่เหลือเป็นของผู้เลี้ยงที่ไม่ใช่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งการแก้ไขปัญหาควรสอดคล้องกับเกณฑ์องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ที่ระบุว่า การค้าต้องไม่เกิดระบบผูกขาด
2) การปรับลดราคาลูกไก่ และแม่ไก่ลง มีการมองว่าไม่ช่วยอะไรมาก เพราะราคาขายปัจจุบันยังอยู่ที่ตัวละ 28 กว่าบาท ที่ถือว่าสูงมาก ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น และต้องผลักภาระไปให้ผู้บริโภคเมื่อผลผลิตออกก็ยังส่งผลให้มีราคาสูงอยู่ดี เนื่องจากราคาต้นทุนสูง
ข้อวิพากษ์
อย่างไรก็ตามจากมาตรการทั้งหมดนี้ มีการมองว่าเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง อย่างการใช้โครงการธงฟ้าในการแทรกแซงนั้น ถือเป็นการดูแลประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ใช่การคุมราคาสินค้าทั้งหมด เช่น หากสินค้าเกษตรราคาแพง รัฐบาลก็ไม่ควรเข้าไปคุมราคามากจนเกินไป เพราะสินค้าเกษตรราคามักมีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัฏจักร เช่น ราคาแพงเพราะผลผลิตน้อย แต่หากราคาที่สูงขึ้นก็จะจูงใจให้เกษตรกรผลิตเพิ่ม ทำให้ปริมาณสินค้าในตลาดเพิ่ม ผู้ประกอบการกับผู้บริโภคที่กินน้อยลง ก็จะเป็นกลไกที่ทำให้ราคาถูกลงมาเอง
ทั้งนี้ ต้องพิจารณาปัญหาที่ทางเกษตรกรร้องเรียนว่าเหตุที่ผลผลิตน้อยเนื่องจากการ ถูกจำกัดแม่พันธุ์หรือไม่ ซึ่งการที่รัฐบาลมีการลดปริมาณการส่งออกลงเพื่อเพิ่มผลผลิตการขายในประเทศ ก็เป็นทางออกในระยะสั้นเช่นกัน เพราะผู้ส่งออกมีตลาดอยู่แล้วหากระงับไม่ให้ส่งออกจะส่งผลกระทบในอนาคตที่ ลูกค้าไม่กล้าซื้อไข่ไก่จากไทยอีก อีกทั้งแนวโน้มประชากรที่เพิ่มขึ้นในอนาคตความต้องการอาหารและผลผลิตทางการ เกษตรย่อมสูงขึ้น การหามาตรการรองรับด้านผลผลิตจึงเป็นแนวทางที่สำคัญกว่าในระยะยาว
ดังนั้นหากรัฐบาลไม่มีการพัฒนาระบบการค้า และเป็นวงจรที่ต้องแก้ไขปัญหาอย่างนี้ทุกปี ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหากลไกทางการตลาดได้

