เจาะลึกรายละเอียด “มาตรการแก้ปัญหาไข่แพง” ของเอ้กบอร์ด ยืดอายุไก่ยืนกรง 1 เดือนเพิ่มไข่ไก่เข้าระบบทันที 1 ล้านฟองต่อวัน พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการชะลอส่งออกไข่ไก่ชั่วคราว ด้านกรมปศุสัตว์เตรียมสำรองลูกไก่ไข่กองกลาง 50,000 ตัวต่อเดือน ไว้จัดสรรให้ผู้เลี้ยงรายย่อยที่หาลูกไก่ไข่ไม่ได้ ด้านกระทรวงพาณิชย์ขอเพิ่ม “ไข่ไก่ธงฟ้า” ขายผ่านห้างค้าปลีก 1 แสนฟอง และให้ลดต้นทุนโดยเปลี่ยนแผงไข่พลาสติกเป็นใส่ถุงแทน “พาณิชย์” แฉห้างขายแพงผิดปกติเพราะบวกราคาแพกเกจสูงเกินจริง
การประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์( Egg Board) มี 3 มาตรการ คือ การยืดอายุแม่ไก่ยืนกรงออกไปอีก 1 เดือน, การขอให้งดส่งออกไข่ไก่, และการกระจายลูกไก่ไข่ให้แก่เกษตรกรอย่างทั่วถึง ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีการดำเนินโครงการไข่ไก่ธงฟ้าขายไข่ไก่ราคาถูกผ่าน ร้านสะดวกซื้อ และห้างค้าปลีก รวมไปถึงการขอให้ผู้ผลิตไข่ไก่ลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ไข่ไก่ที่เป็นถาดพลาสติก และบรรจุใส่ถุงพลาสติกแทน เพราะการใช้ถาดพลาสติกมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงถาดละ 3-10 บาท ทำให้ต้นทุน ไข่ไก่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยฟองละ 0.33-0.58 สตางค์
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองประธานเอ้กบอร์ด กล่าวในรายการ “คมชัดลึก” เนชั่นแชนแนลว่า มาตรการยืดอายุแม่ไก่ยืนกรง จะให้ผู้เลี้ยงไก่ปลดระวางแม่ไก่ช้าลง จากเดิมที่ปลดระวางเมื่อแม่ไก่อายุเกิน 78 สัปดาห์ (1 ปี 6 เดือนครึ่ง) ถึงแม้ว่าแม่ไก่จะให้ไข่ได้จนถึงอายุ 90 สัปดาห์ แต่ไข่ไก่ที่ได้ก็จะลดลง ขนาดเล็กลงทำให้ไม่คุ้มทุน นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่าจะมีการขยายเวลาปลดระวางแม่ไก่ยืนกรงออกไปเป็น 82 สัปดาห์ (1 ปี 7 เดือนครึ่ง)
นายยุคลกล่าวว่า โดยปกติในทุกๆเดือนจะมีการปลดระวางแม่ไก่เดือนละ 1.4-2.0 ล้านตัว หากยืดอายุการปลดระวางแม่ไก่ออกไปจะทำให้มีไข่ไก่เพิ่มขึ้นเดือนละ 1.0-1.2 ล้านฟอง สำหรับมาตรการขอให้งดส่งออกไข่ไก่ นายยุคลกล่าวว่าขณะนี้การส่งออกลดลงจากเดือนละ 20 ล้านฟองเหลือ 8 ล้านฟอง เนื่องจากราคาขายในประเทศดีกว่าผู้ส่งออกจึงหันมาขายในประเทศ ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยผลิตไข่ไก่ได้รวม 10,000 ล้านฟองต่อปี คิดเป็นเพียง 1% ของการผลิตไข่ไก่ทั้งโลก ตั้งเป้าการส่งออกไว้ 350 ล้านฟองต่อปี แต่ก็ไม่ได้เน้นการส่งออกจริงจัง เพราะไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
สำหรับมาตรการกระจายลูกไก่ไข่ให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง ทางเอ้กบอร์ดได้ขอให้ผู้นำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ 9 ราย ดูแลลูกค้าตนเองให้ดี จัดส่งลูกไก่ไข่ให้เมื่อเกษตรกรต้องการ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการจัดสรรไม่ทั่วถึงทางกรมปศุสัตว์จะมีการจัดลูกไก่ไข่กองกลางไว้จำนวน 50,000 ตัวต่อเดือน โดยดึงมาจากทั้ง 9 บริษัท เพื่อสำรองไว้จัดสรรให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายเดิมที่ไม่สามารถหาลูกไก่ ได้
นายยุคลชี้แจงกรณีที่มีประเด็นการขายลูกไก่ไข่พ่วงการขายอาหารสัตว์ ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่ามีอยู่จริง แต่ถ้าผู้เลี้ยงไก่ที่ได้รับความเดือดร้อนก็มาร้องเรียนได้ นายยุคลอธิบายว่าปกติผู้นำเข้า พ่อพันธุ์แม่พันธุ์จะมีการศึกษาความเหมาะสมของอาหารสำหรับไก่แต่ละพันธุ์ ทั้งชนิด ประเภท และส่วนผสม เนื่องจากแต่ละสายพันธุ์มีความต้องการอาหารแตกต่างกัน ดังนั้นจึงทำให้ผู้เลี้ยงไก่จะคุ้นเคยกับอาหารไก่ที่มากับการขายลูกไก่ไข่มา ด้วย อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรรายใดรู้สึกได้รับความเดือดร้อนก็มาร้องเรียนได้
นายยุคลกล่าวถึงบทบาทของเอ๊กบอร์ดว่าจะมีการประชุมหารือกันเพื่อ กำหนดจำนวนพ่อแม่พันธุ์ที่จะนำเข้าโดยผู้นำเข้าทั้ง 9 ราย ให้มีปริมาณเพียงพอและสอดคล้องกับการผลิตไข่ไก่ตามความต้อง การไม่ให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ไม่ได้มีการจัดสรรโควตาการนำเข้า แต่เป็นการหารือกันว่าผู้นำเข้าแต่ละรายว่ามีลูกค้าอยู่เป็นสัดส่วนเท่าไรก็ กำหนดไปตามสัดส่วนลูกค้าของแต่ละราย อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ประกอบการรายใหม่ต้องการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ก็สามารถทำได้ แต่ทางเอ้กบอร์ดขอให้มีแผนการตลาด แผนการผลิตที่ชัดเจน
ในอดีตเคยมีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ถึง 5 แสนตัวต่อปี แต่เมื่อราคาไก่ตกต่ำในปี 49 ก็มีการตั้งเอ๊กบอร์ดขึ้นมากำหนดจำนวนพ่อแม่พันธ์ให้เหมาะสม ปัจจุบันกำหนดว่าจะมีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ 405,000 ตัวต่อปี ซึ่งจะผลิตลูกไก่ไข่ได้ 36 ล้านตัว คาดว่าในเดือน ก.ค.นี้สถานการณ์น่าจะเริ่มนิ่งขึ้น จะมีไก่ยืนกรง 36-37 ล้านตัว ซึ่งผลิตไข่ไก่ได้วันละ 26-27 ล้านฟอง
นายมาโนชกล่าวถึงการผลิตไข่ไก่ว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการผลิตไข่ ไก่ คือ ภูมิอากาศ ถ้าอากาศร้อน แล้ง ปริมาณการผลิตจะลดลง และขนาดของไข่ไก่ก็ลดลง แต่ถ้าอากาศดี อากาศเหมาะสมก็ จะทำให้ผลิตไข่ไก่ได้มากและขนาดฟองใหญ่ขึ้น อย่างช่วงอากาศร้อนแล้งที่ผ่านมาสัดส่วนไข่ไก่เบอร์ 0 อยู่ที่ 3-5% ของไข่ไก่ที่ผลิตได้ แต่เมื่ออากาศเย็นลงในช่วงนี้สัดส่วนของไข่ไก่เบอร์ 0 ก็จะเพิ่มเป็น 7-10% โดยไข่ไก่ที่มีสัดส่วนมากที่สุด 60-70% เป็นไข่ไก่ที่บริโภคกันโดยทั่วไป คือ ไข่ไก่เบอร์ 2 และเบอร์ 3
นายวรวิทย์ สิริพลวัฒน์ คณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ให้ความเห็นว่าอยากให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยมีการรวมตัวกันเป็น สหกรณ์ และบริหารจัดการลูกไก่ไข่กอง กลางเพื่อไว้จัดสรรให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยกันเอง เนื่องจากจะต้องช่วยกันดูแลให้เกษตรกรรายย่อยให้อยู่รอดได้ เพราะการเลี้ยงไก่ไข่มีความเสี่ยงสูง ไก่ไข่มีความอ่อนไหวมากทั้งต่อการเปลี่ยนแปลงของอาหาร น้ำ อากาศ สภาพแวดล้อมล้วนมีผลต่อการออกไข่ เขาเสนอว่าอยากให้ผู้ผลิตไก่รายใหญ่กำหนดส่วนการตลาดให้เหมาะสมโดยคำนึงถึง เกษตรรายกลางรายย่อยให้สามารถอยู่ได้ด้วย
นายมาโนชแสดงความเห็นว่า น่าจะมีการกำหนดสัดส่วนการผลิตไข่ในประเทศระหว่างรายใหญ่รายย่อยให้เหมาะสม อย่าให้รายกลางและรายย่อยอยู่ไม่ได้และเลิกไปในที่สุด ปัจจุบันรายกลางและรายย่อยยังมีปัญหาการผลิต ยังขาดองค์ความรู้ทางการผลิตอย่างให้ภาครัฐเข้ามาช่วยดูแลในส่วนนี้ด้วย
อนึ่ง สำหรับการดำเนินการแก้ปัญหาของกระทรวงพาณิชย์ ทางกระทรวงพาณิชย์เตรียมขอความร่วมมือผู้ผลิตไข่ไก่เพิ่มโควตา “ไข่ไก่ธงฟ้า” ที่จะขายในห้างค้าปลีกทั่วประเทศ จากวันละ 400,000 ฟอง เป็นวันละ 500,000 ฟอง นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือผู้ผลิตไข่ไก่ลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ไข่ไก่ที่เป็นถาดพลาสติก เพราะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงถาดละ 3-10 บาท ทำให้ต้นทุนไข่ไก่เพิ่มขึ้น เฉลี่ยฟองละ 0.33-0.58 สตางค์ โดยขนาดถาดพลาสติก 10 ฟอง ต้นทุนเพิ่ม 3-5 บาท ขนาดถาด 12 ฟอง ราคา 4-7 บาท และขนาดถาด 30 ฟอง ราคา 8-10 บาท ดังนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ จึงขอความร่วมมือให้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นถุงพลาสติก เพื่อลดราคาขายปลีก ซึ่งขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดจุดจำหน่ายไข่ไก่ธงฟ้าในห้างค้าปลีกทั่ว ประเทศ และตลาดสด รวมถึงจุดจำหน่าย ของแต่ละจังหวัดรวม 506 แห่ง
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังออกสำรวจภาวะราคาไข่ไก่ที่ตลาดเทเวศร์ กทม.วานนี้ โดยยืนยันว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้เข้มงวดในการออกตรวจสอบราคาไข่ไก่เพิ่มขึ้น ซึ่งการสำรวจพบว่า สถานการณ์ราคายังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ เพราะยังมีการจำหน่ายไข่ไก่ราคาสูง แม้ราคาไข่ไก่จะทรงตัวมากว่า 3 สัปดาห์แล้ว ส่วนในเชิงปริมาณพบว่า ค่อนข้างตึงตัว มีการส่งไข่ไก่จากบริษัทและผู้ผลิตถึงผู้ค้าล่าช้ากว่าเดิม 1 วัน
ทั้งนี้ พบว่า ราคาไข่ไก่ ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2553 ในเขต กทม.เบอร์ 0 อยู่ที่ฟองละ 3.50 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 3.30 บาท เบอร์ 2 ฟองละ 3.20 บาท เบอร์ 3 ฟองละ 3.10 บาท เบอร์ 4 ฟองละ 3 บาท และเบอร์ 5 ฟองละ 2.80 บาท
อย่างไรก็ตาม พบว่า ราคาไข่ไก่ในตลาดสดทั่วไป ยังไม่มีปัญหาการจำหน่ายเกินราคาแนะนำที่กรมการค้าภายในกำหนดไว้ที่ฟองละไม่ เกิน 3.60 บาท แต่ในห้างสรรพสินค้า พบว่า ราคาแพงกว่าตลาดสดทั่วไป เพราะทางห้างบรรจุไข่ไก่ขายเป็นแพก ทำให้ประชาชนมองว่าแพงกว่าปกติ
“ทางห้างมีการบวกต้นทุนของหีบห่อ หรือภาชนะที่บรรจุไข่ไก่ด้วย โดยขนาดบรรจุ 10 ฟอง มีต้นทุนภาชนะ 3-5 บาท ก็บวกต้นทุนเข้าไปในราคาไข่ไก่เพิ่มอีกฟองละ 27 สตางค์ ขนาดบรรจุ 12 ฟอง มีต้นทุนภาชนะ 4-7 บาท บวกเพิ่ม 33-58 สตางค์ และขนาดบรรจุ 30 ฟอง มีต้นทุนภาชนะ 8-10 บาท ก็บวกเพิ่มอีก 27-33 สตางค์”
ในสัปดาห์นี้ กรมการค้าภายในจะเรียกตัวแทนห้างฯ มาหารือ เพื่อขอให้ช่วยลดภาระผู้บริโภค ด้วยการให้เลิกขายไข่ไก่แบบบรรจุแพ็กเกจ โดยจะเริ่มทำในไข่ไก่เบอร์ 2-3 ที่ประชาชนนิยมบริโภคก่อน ส่วนไข่ไก่ของผู้ผลิตบางรายที่บรรจุแพกอยู่แล้วทางกรมฯ จะหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป

