การขายข้าวจำนวน 1.6 ล้านตัน (ข้าวหอมปทุมธานี นาปี 2551/52 นาปรัง ปี 2552-ข้าวเหนียวขาว 10% นาปี 2551/52 นาปรัง ปี 2552-ข้าวขาว 5% นาปรัง ปี 2551 นาปี 2551/52 นาปรัง ปี 2552) ในสต๊อกรัฐบาล "แบบเงียบ ๆ อย่างลับ ๆ" ให้กับ ผู้ส่งออกเพียง 3 ราย ได้แก่ บริษัท นครหลวงค้าข้าว, บริษัท เอเชีย โกลเด้นไรซ์ และ บริษัท ข้าวไชยพร ในระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่ผ่านมา โดยไม่มีการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป
ท่ามกลางความสงสัยที่ว่า ทำไมนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ถึงได้ "อนุมัติ" ให้ความเห็นชอบในการขายข้าวครั้งนี้ ทั้ง ๆ ที่มีเรื่องไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง อาทิ 1) มีการอ้างคำสั่งของนายไตรรงค์ที่ว่า "ให้เป็นการดำเนินการในทางลับจนกว่าจะมีการขนย้ายข้าวสารออกจากคลังสินค้า เพื่อประโยชน์ของทางราชการ" คำว่า "ดำเนินการในทางลับ" ดังกล่าว หมายถึงอะไรกันแน่ ระหว่างการเรียกผู้ส่งออกข้าวบางรายมาเสนอและ ต่อรองราคาแบบลับ ๆ ของคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร ชุดของนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ หรือการรับมอบข้าวและขนย้ายข้าวที่รัฐบาลขายอย่างลับ ๆ
2) การอ้างคำสั่งของนายไตรรงค์ ดังกล่าว นำมาซึ่งคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารไม่ยอมเปิดประมูลขายข้าวเป็นการทั่ว ไป แต่เลือกที่จะใช้วิธีการเรียก ผู้ส่งออกข้าวทีละราย "เข้ามาต่อรอง" ราคาแบบไม่โปร่งใส 3) การไม่เปิดประมูลทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน ราคาข้าวที่ขายได้จึง "ต่ำกว่า" ราคาตลาด อาทิ ข้าวเหนียว ขายไปในราคาตันละ 20,000 บาท ขณะที่ราคาตลาด (หั่งเส็ง) อยู่ที่ประมาณ 27,000 บาท, ข้าวหอมปทุมธานี ขายไปในราคาตันละ 17,000 ตัน ราคาตลาด 20,000 บาท, ข้าวขาว ขายไปในราคาตันละ 12,000 บาท ราคาตลาด 13,000 บาท
4) ราคาที่ขายต่ำกว่าราคาตลาดได้กลายเป็น "ราคากลาง" ให้การเปิดให้เสนอราคาซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลรอบต่อไป ไม่สูงไปกว่าราคาที่บริษัทผู้ส่งออกข้าว ทั้ง 3 รายแรกเสนอ 5) มีข้อกล่าวหาว่า การขายข้าวแบบไม่เปิดประมูลครั้งนี้มีการเรียกรับ "ค่าใช้จ่ายพิเศษ" กระสอบละ 150-200 บาท 6) เป็นการซื้อขายข้าวแบบไม่มี TOR นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกข้าวขนข้าวออกจากโกดัง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวกับองค์การคลังสินค้า (อคส.)-องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และ 7) เริ่มมีความเคลื่อนไหวจากวงการค้าข้าวที่ว่า มีการนำข้าวในสต๊อกรัฐบาลที่ถูกขายออกมาในครั้งนี้ไป "เวียนเทียน" ขายต่อให้โรงสีภายในประเทศทำกำไรจาก "ส่วนต่าง" ราคาอีกต่อหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายว่า "ท่าที" ของ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กขช. กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีต่อการขายข้าวแบบเงียบ ๆ อย่างลับ ๆ ของกระทรวงพาณิชย์ ในครั้งนี้กลับออกมาในลักษณะที่ว่ากระทรวงพาณิชย์ได้ระบายข้าวสารใน สต๊อกรัฐบาลอย่างถูกต้อง และเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด คือขายข้าวให้ได้ราคา โดยดูราคาตลาดเป็นหลัก
"ผมไม่สนใจว่ากระทรวงพาณิชย์จะขายข้าวให้กับใคร แต่ต้องขายให้ได้ราคา และขายในปริมาณที่ไม่มีผลต่อตลาดเท่านั้น ส่วนใครไม่พอใจ ก็ต้องไปฟ้องร้องต่อศาล หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกันเอง ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย" นายไตรรงค์กล่าว
นอกจากนี้ นายไตรรงค์ยังอ้างถึงคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีดูแลเรื่องกลยุทธ์การตลาดการ ตรวจสอบสต๊อกสินค้าเกษตร ตามโครงการรับจำนำและประกันราย 7 คน หรือ "7 อรหันต์" ในทำนองที่ว่า ได้กลั่นกรอง และให้คำแนะนำในการ ขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลครั้งนี้ด้วย จนดูเสมือนหนึ่งว่า การขายข้าวแบบ เงียบ ๆ อย่างลับ ๆ ได้รับการ "การันตี" ความโปร่งใสจาก 7 อรหันต์ ?
อรหันต์แจงขายข้าวผิดสูตร
นายนิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน กลายเป็น "อรหันต์" คนแรกที่ออกมากล่าวถึงการ ขายข้าวในครั้งนี้ โดยกล่าวว่า การเปิด ประมูลข้าวลอตใหญ่ ๆ เป็นการทั่วไปนั้น จะทำให้ราคาข้าวในตลาดตกลงมาทันที ดังนั้น คณะที่ปรึกษาจึงแนะนำให้รัฐบาลทยอยขายข้าวในสต๊อกในปริมาณที่เหมาะสม และพิจารณาราคาตามตลาดในขณะนั้น พร้อมกับยอมรับว่า การใช้วิธีการเจรจาขายข้าวทีละรายแบบลับ ๆ ของคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึง "ประเด็นความโปร่งใส"
"ดังนั้น จึงได้แนะนำให้การเปิดระบายข้าวสารครั้งต่อไป กระทรวงพาณิชย์จะต้องเชิญสมาคมที่เกี่ยวข้องมารับทราบข้อมูลด้วย เพื่อให้สมาคมไปแจ้งข้าวสารต่อสมาชิกของตัวเอง หากมีรายใดที่พร้อม โดยมีออร์เดอร์ หรือคำสั่งซื้อจากต่างประเทศอยู่ในมือ ก็สามารถเสนอตัวเข้ามาซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลได้ "วิธีการเช่นนี้ จะสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ส่งออกทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน" นายนิพนธ์กล่าว
ขณะที่ นายปราโมทย์ วานิชานนท์ อรหันต์อีกคนหนึ่ง ถึงกับกล่าวออกมาว่า การขายข้าวแบบเงียบ ๆ อย่างลับ ๆ ไปกว่า 1.6 ล้านตันนั้น "ผิดสูตร" และไม่เป็นไปตามความเห็นที่คณะที่ปรึกษาให้ความเห็นไปเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยคณะที่ปรึกษาได้เน้นใน 3 ประเด็น คือ 1) ด้านราคา 2) วิธีการขาย และ 3) การแบ่งทยอยระบายข้าว กล่าวคือ
คณะที่ปรึกษาให้ความเห็นว่า การขายข้าวแต่ละชนิดควรได้ราคาที่เหมาะสม ตามระยะเวลาการจัดเก็บข้าวแต่ละชนิด เช่น ข้าวเหนียว ต้องขายไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท/ตัน, ข้าวขาว 5% ไม่ต่ำกว่า 12,000 บาท/ตัน แต่ในบางคลัง สามารถขายได้ถึง 13,000 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพการจัดเก็บ และข้าวปทุมธานี ราคา 17,000-18,000 บาท/ตัน และยืนยันว่า ราคานี้เป็นเพียง "ราคาโจทย์" ขึ้นอยู่กับวิธีการขาย หากเปิดให้มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ ย่อมจะทำให้ราคาซื้อสูงกว่าที่ตั้งไว้ เช่น ข้าวเหนียว อาจจะสูงถึง 23,000 บาท ก็เป็นได้
แต่คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร กลับไปตีความเรื่องที่ให้ดำเนินการขายข้าวอย่างเงียบ ๆ เป็นแบบศรีธนญชัย ความจริง "การดำเนินการขายในทางลับ" หมายถึงไม่ต้องการให้ประโคมข่าวออกสื่อนอกสื่อในเหมือนในอดีต สมัยของอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศคนก่อน (นายวิจักร วิเศษน้อย) ที่เปิดเผยจนไม่ส่งผลดีต่อการขายข้าวอย่างรุนแรง
ดังนั้น คณะที่ปรึกษาจึงต้องการให้เงียบ รับรู้ในวงการค้าข้าว มีเงื่อนไขการประมูล (TOR) จะใช้วิธีเปิดประมูลก็ยอมรับได้ เพราะไม่ได้จำเพาะเจาะจง แต่ไม่ใช่ทำแบบลับ ๆ รู้เพียงไม่กี่คน ไม่มีการแข่งขันเสนอซื้อ ผู้ส่งออกที่ไม่ได้ข้าวก็ออกมาโวยวาย และที่สำคัญ ข้อสุดท้าย เราต้องการให้ทยอยระบายคราวละ 200,000-300,000 ตันไปเรื่อย ๆ แต่พอทราบข่าวอีกที คณะทำงานก็ขายข้าวไปแล้วถึง 1.6 ล้านตัน
"ทางคณะที่ปรึกษาก็เหนื่อยและท้อใจ เพราะพวกเราใช้ประสบการณ์ทำงานให้ความเห็น เพื่อเป็นประโยชน์กับนายกฯและประเทศชาติอย่างเต็มที่ ในฐานะที่ได้รับการแต่งตั้งทั้ง 7 คนให้ดูแลในด้านกลยุทธ์และการบริหารสต๊อก ผมเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีเข้าใจว่า ไม่ได้หมายความให้ ขายข้าวแบบลับ ๆ ทีละราย โดยไม่มีการ แข่งขันแบบที่คณะทำงานดำเนินการอยู่อย่างนั้น คณะที่ปรึกษาไม่ได้มีอำนาจในการขาย ระงับ หรือยับยั้ง และเราไม่ใช่กรรมการตรวจข้อสอบด้วย
อำนาจดำเนินการขายข้าวทั้งหมด อยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ (นางพรทิวา นาคาศัย) คนอนุมัติคือรองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) และเราก็ไม่มีอำนาจในการคัดค้าน แม้จะไม่เห็นด้วยกับวิธีการขายแบบนี้ การปล่อยข้าวออกมาทั้ง 1.6 ล้านตัน ก็ไม่ตรงกับข้อเสนอที่ให้ค่อย ๆ ระบายข้าว ประเด็นการถูกมองว่าเป็นผู้ชี้นำนั้น เชื่อว่าประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองว่า ถ้าเขาฟังเรา อาจจะถูกครหาน้อยลง หรือไม่ถูกครหาเลยก็ได้" นายปราโมทย์กล่าว
ต่อจากนี้ไป คณะที่ปรึกษาจะหารือเป็นการภายใน เพื่อพิจารณาว่า จะเสนอให้ชะลอการขายข้าวในสต๊อกของรัฐบาลต่ออีก 1.4 ล้านตันหรือไม่ โดยส่วนตัวเห็นว่า ควรระบายบางส่วน และเก็บไว้เก็งกำไรในบางส่วน เพราะแนวโน้มราคาข้าวน่าจะปรับตัวดีขึ้น หลังจากได้รับทราบข้อมูลข่าวเรื่องจีนประสบภัยธรรมชาติ จนต้องเร่งให้ภาคเอกชนเทรดเดอร์นำเข้าข้าวผ่านทางชายแดนโดยไม่ต้องเสียภาษี เพื่อนำไปใช้ให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศที่เกิดวิกฤตอาหาร ส่วนรัฐบาลจีนเลี่ยงไม่ออกมาให้ข่าวเป็นผู้นำเข้าข้าว เพราะเกรงว่าราคาข้าวจะปรับสูงขึ้น
ดังนั้น เมื่อทิศทางราคาขาขึ้น โดยเฉพาะข้าวขาว รัฐบาลก็ควรเก็บบางส่วน ไว้ขาย เพื่อลดทอนความสูญเสียจากการขาดทุนบ้าง ที่ผ่านมา ขายตันละ 12,000 บาท ขาดทุน 8,000 บาท จากราคา ต้นทุนจำนำ 20,000 บาท และหากปล่อยระบายข้าวต่อเนื่อง ย่อมจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดตกต่ำ และกระทบต่อราคา ข้าวใหม่ที่ออกสู่ท้องตลาด ซึ่งรัฐบาล จะต้องสูญเสียเงินงบประมาณอีกจำนวนมาก ในการชดเชยให้เกษตรกร ภายใต้โครงการประกันรายได้เกษตรกร ปี 2553/54
"ส่วนประเด็นการระบาย แบบลับ ๆ ที่ทำกันมานั้น ผมเห็นว่า เป็นเรื่องที่แล้วไปแล้ว ก็ปล่อยไปก่อน ส่วนต่อไปต้องมีการกำหนดเงื่อนไขการระบาย TOR ต้องชัดเจน เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสนอราคา และเกิดความโปร่งใส เปิดซองแล้วใครให้ราคาดีก็ได้ข้าวไป โดยอาจจะมีปรับเกณฑ์ราคาตามตลาดที่มีการขึ้นลง" นายปราโมทย์กล่าว
ส.ผู้ส่งออกข้าวยื่นหนังสือร้อง "พรทิวา"
ล่าสุดมีรายงานข่าวจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเข้ามาว่า นางสาวกอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้ทำหนังสือถึงนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการตลาด ภายใต้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)ระบุว่า สมาคมผู้ส่งออกข้าวในฐานะตัวแทนสมาชิกผู้ส่งออกข้าว ส่วนใหญ่ของประเทศ ขอเสนอให้กระทรวงพาณิชย์เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกข้าวทุกรายได้รับทราบข้อมูล การระบายข้าวอย่าง เท่าเทียมกันและทั่วถึง เพื่อให้ผู้ส่งออกที่ต้องการซื้อข้าวจากรัฐบาล จะได้มีโอกาสยื่นซื้อจากกระทรวงพาณิชย์ได้ด้วยความเสมอภาค ทั้งนี้ สมาคมยินดีจะเป็นแกนกลางติดต่อสื่อสารกับสมาชิกเพื่อส่งผ่านข้อมูล เงื่อนไขเกี่ยวกับการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาลด้วย

