ปีนี้ “ฝนมาเร็ว-มามาก” แต่ไม่ท่วมซ้ำรอย?

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

เมื่อปีที่แล้ว นายเกรียงไกร กอวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศภช.) เป็นคนแรกที่ออกมาเตือนเรื่องฝนจะมาเร็วกว่าปกติ และแนะนำให้เฝ้าระวังปริมาณน้ำฝนช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคมไว้ให้ดี เนื่องจากปรากฏการณ์ลานินญ่าที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกทำให้มีฝนตกหนัก

ล่าสุด นายเกรียงไกร เปิดเผยกับเดลินิวส์ออนไลน์ ถึงข้อสงสัยของผู้คนจำนวนไม่น้อยที่กำลังกังวลว่า ฝนที่จู่ๆ ก็ตกตั้งแต่ต้นปี หมายถึง ฤดูฝนมาถึงแล้วหรือ? และหน้าฝนจะยาวนานส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนมากจนทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ซ้ำอีกหรือไม่?

ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ศภช. ระบุว่า ตอนนี้สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยตอนบน ซึ่งหมายถึง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร กำลังอยู่ในช่วงหน้าแล้ง แต่ที่มีฝนตก เพราะปีนี้ บ้านเรายังได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ลานินญ่าแบบอ่อนๆ นั่นเอง

"ด้วยผลจากปรากฏการณ์ลานินญ่าที่เรายังคงได้รับ ยังจะส่งผลให้ฤดูฝนมาเร็วกว่าที่ควร ซึ่งโดยปกติ ภาคกลาง ฝนจะเริ่มมาช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม แต่เท่าที่สังเกต ตอนนี้อุณหภูมิของน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก เย็นกว่าปกติ 1 องศาเซลเซียส จึงเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่า ในปีนี้คาดว่า บ้านเราจะเข้าสู่หน้าฝนราวสัปดาห์ที่ 2 ของพฤษภาคม หรือเร็ววกว่าปกติ 1 สัปดาห์ และยังคงมีฝนมากอีกปีหนึ่ง" นายเกรียงไกร กล่าว

ส่วนการประเมินสถานการณ์ปริมาณน้ำฝนในปีนี้ นายเกรียงไกร เปิดเผยว่า ยังต้องติดตามช่วงมีนาคม-เมษายน มาประกอบด้วย เนื่องจากเป็นช่วงที่มีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของไทย ขณะที่ภาคตะวันออก ภาคกลาง และกทม. ก็ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หากปีนี้ปริมาณน้ำฝนมีมาก แต่ด้วยการบริหารจัดการน้ำจากความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงจะไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่อย่างปีที่แล้วซ้ำอีก.

รู้จักปรากฏการณ์ ลานีญา

สำหรับปรากฏการณ์ ลานีญา หรือลานินญา กระแสลมสินค้าตะวันออกมีกำลังแรง ทำให้ระดับน้ำทะเลบริเวณทางซีกตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าสภาวะปกติ ลมสินค้ายกตัวเหนือประเทศอินโดนีเซีย จึงเกิดฝนตกอย่างหนัก ขณะที่น้ำเย็นใต้มหาสมุทรยกตัวขึ้นแทนที่กระแสน้ำอุ่นพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกทางซีกตะวันตก ข้อดีก็มี คือ ก่อให้เกิดธาตุอาหาร ฝูงปลาชุกชุม ตามบริเวณชายฝั่งประเทศเปรู แต่ผลร้าย คือ นำความแห้งแล้งทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ และเกิดฝนตกหนักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าปกติ