โครงการประกันรายได้เกษตรกรที่เริ่ม ขึ้นในปีการผลิต 2552-2553 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2552 จนถึงเดือนมีนาคม 2553 ที่ผ่านมา ถือว่าครบรอบระยะเวลาการทำงานรอบแรก ทำให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
ประเมินผลของโครงการ โดยการสำรวจความคิดเห็นจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 593 ปรากฏว่า 72.3% ระบุว่าโครงการประกันรายได้ดีกว่าโครงการจำนำผลผลิต ขณะที่ 17.2% เห็นว่าโครงการจำนำผลผลิตดีกว่า และอีก 10.5% ไม่มีความเห็น แต่เมื่อสอบถามว่าจะเข้าร่วมโครงการในปีต่อไปหรือไม่ เกษตรกร 98.6% ระบุว่า พร้อมเข้าร่วมโครงการ มีเพียง 0.2% ไม่เข้าร่วมโครงการ และอีก 1.2% ไม่แน่ใจ
ความเห็นดังกล่าวอาจเป็นเครื่องชี้วัดในเบื้องต้นได้ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ พอใจโครงการนี้ รวมไปถึงการสอบถามความเห็นของผู้ปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลังก็ออกมาในแนวทาง เดียวกัน แต่ก็ยังมีบางจุดที่เรียกร้องให้ปรับปรุงโครงการ ซึ่งจะเห็นได้จากการรวมตัวประท้วงตามพื้นที่ต่างๆ เป็นระยะๆ ทำให้รัฐบาล โดยคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) จะประชุมเพื่อหารือถึงปัญหาและอุปสรรคของโครงการในเร็วๆ
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดำเนินโครงการ ยอมรับว่า รอบแรกยังมีปัญหาอยู่บ้างจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายบ่อยครั้ง แต่เชื่อว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เพราะเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง และสร้างความมั่นใจได้ว่าหากปลูกพืชทั้ง 3 ชนิดแล้วจะได้รับการดูแลผลผลิต โดยเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาอ้างอิง รัฐบาลก็จะเข้ามาจ่ายส่วนต่างให้และการดำเนินโครงการรอบ 2 ในขณะนี้ก็น่าจะสนองตอบความพอใจของเกษตรกรได้มากขึ้น หลังจากมีการปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งมองว่าระบบประกันรายได้น่าจะมีความสมบูรณ์แบบแล้วกว่า 90%
เตรียมจ้างเอกชนประเมินผลอีกรอบ
"การสำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรส่วนใหญ่พอใจกับโครงการประกันรายได้ โดยจะนำผลการประเมินเสนอรัฐบาลต่อไป แม้ว่าผลสำรวจจะไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่ก็น่าจะชี้วัดได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งหลังจากนี้จะว่าจ้างหน่วยงานภายนอกทำการประเมินอีกครั้ง คงไม่ใช้ทีดีอาร์ไอ เพราะเป็นหน่วยงานที่มีส่วนร่วมกับโครงการตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อให้ได้ผลที่ออกมาเป็นกลางที่สุด"
นายลักษณ์ กล่าวว่า เกษตรกรที่ตอบว่าไม่พอใจ ไม่ใช่มองว่าโครงการประกันรายได้ไม่ดี แต่อาจจะมีปัญหาบางจุดที่ต้องการให้รัฐบาลและ ธ.ก.ส.แก้ไข ซึ่งเห็นได้จากกระแสตอบรับการเข้าร่วมโครงการรอบ 2 ที่มีการขึ้นทะเบียนกว่า 6 แสนราย สูงกว่าเป้าหมายที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรมีฐานข้อมูลและประเมินไว้ที่ 4.8 แสนราย แต่ต้องรอให้กรมส่งเสริมการเกษตรตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกที่แจ้งเข้ามาจาก 12 ล้านไร่ เป็น 14 ล้านไร่ ด้วยว่ามีส่วนที่ปลูกข้าวนาปรังจริงมากน้อยเพียงใด โดยเข้าใจว่าน่าจะมีเพิ่มขึ้นจริงบางส่วนจากการเปลี่ยนพืชที่เพาะปลูก หรือบางส่วนอาจเป็นที่นารกร้างว่างเปล่า แต่พอเห็นว่าโครงการประกันรายได้ประสบความสำเร็จจึงให้ความสนใจหาก มีการตรวจสอบและออกใบรับรองตัวเลขอาจจะขยับไปที่ 5 แสนราย จึงเตรียมเงินไว้ประมาณ 8,700 ล้านบาท
“ที่ผ่านมาอาจจะมีปัญหาในการทำโครงการอยู่บ้างเพราะเริ่มทำเมื่อเกษตรกร มีการปลูกข้าวไปแล้ว ทำให้มีเวลากระชั้นชิดในการขึ้นทะเบียนและทำสัญญา รวมถึงความไม่เข้าใจของเกษตรกรด้วย เพราะเป็นเรื่องใหม่จึงอาจยังสับสน จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งการรับเข้าร่วมโครงการเพิ่ม การผ่อนผันรับข้าวต่ำกว่าเกณฑ์ หรือการให้เลือกรับวันใช้สิทธิ์ได้ตามความต้องการแต่ในอนาคตก็อาจจะมีการ เรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์เข้ามาอีกเรื่อยๆ ซึ่งระดับนโยบายนั้นคงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กขช.และรัฐบาล”
ปรับแนวทางการใช้สิทธิ์รับชดเชย
หลังจากที่มีการปรับเปลี่ยนวิธีและขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อให้ทันกับ การทำสัญญาประกันรายได้รอบ 2 โดยได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง ธ.ก.ส.ทุกสาขาให้สามารถทำสัญญากับเกษตรกรที่ผ่านการทำประชาคมไปได้ก่อน ซึ่งมีประมาณ 3 แสนกว่าราย ซึ่งน่าจะเสร็จทันเดือนเมษายนนี้ เพื่อให้เกษตรกรคลายความวิตกกังวล เพราะขณะนี้เพิ่งทำสัญญาไปได้เพียง 4 หมื่นกว่ารายเท่านั้น ส่วนทั้งหมดที่เข้าโครงการก็น่าจะทำสัญญาได้เสร็จเดือนพฤษภาคม
ส่วนการใช้สิทธิ์รอบแรกนั้น ยอมรับว่าอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง โดยเกษตรกรส่วนหนึ่งยังไม่เข้าใจคิดว่าจะขายข้าวได้เท่าราคาอ้างอิง แต่ความจริงแล้วจะมีเกณฑ์การทอนราคาตามความชื้นของข้าวด้วย เพราะราคาอ้างอิงจะกำหนดข้าวความชื้นที่ 15% แต่ข้าวที่เกษตรกรนำมาขายนั้นส่วนใหญ่จะมีความชื้น 25-30% เพราะเป็นข้าวเปียกหรือข้าวที่เร่งเก็บเกี่ยวแล้วขายทันที ทำให้โรงสีกดราคารับซื้อลงต่ำกว่าราคาอ้างอิงมาก
นอกจากนั้น พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะเลือกใช้สิทธิ์รับเงินชดเชยเดือนธันวาคม 2552 โดยดูจากสถิติปีก่อนๆ ที่ราคาข้าวจะอ่อนตัวลงมา แต่ในความเป็นจริงราคาตลาดหรือราคาอ้างอิงกลับไล่ราคาประกันขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้เกษตรกรไม่ได้รับเงินชดเชย ชาวนาจึงรู้สึกว่าไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการจึงเรียกร้องอยากเปลี่ยนแปลง ช่วงเวลาใช้สิทธิ์เป็นขอใช้สิทธิ์ได้ทันทีหากทำสัญญาแล้ว
นายลักษณ์ ชี้แจงว่า จากปัญหาการเลือกใช้สิทธิ์ได้ไม่ตรงกับใจต้องการ เลยนำมาสู่การปรับแนวทางการใช้สิทธิ์ใหม่ โดยรัฐบาลได้ยืดหยุ่นให้เกษตรกรมีทางเลือก 3 ทาง คือ 1.เมื่อทำสัญญาแล้วเกษตรกรสามารถเลือกกำหนดวันใช้สิทธิ์ได้ทันที 2.ทำสัญญาประกันรายได้แล้ว เกษตรกรสามารถกำหนดขอใช้สิทธิ์ได้ในภายหลัง และ 3.เกษตรกรกำหนดวันใช้สิทธิ์แล้วแต่ประสงค์จะเปลี่ยนใหม่ให้มาแจ้งเปลี่ยนได้ ก่อนถึงกำหนดวันที่ใช้สิทธิ์เดิม 3 วัน
“เวลามาลงทะเบียนเกษตรกรต้องระบุว่าเก็บเกี่ยววันไหน โดยหลังเก็บเกี่ยวแล้วก็สามารถใช้สิทธิ์ได้ทันที ถ้าจะเปลี่ยนวันใช้สิทธิ์ตามที่แจ้งไว้เดิมก็ให้แจ้งมาที่ ธ.ก.ส.ภายใน 3 วันทำการ จากเดิมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนเรื่องสัญญาไมใช่ปัญหา จึงน่าจะสนองความต้องการของชาวนาได้มากขึ้น และทำให้โครงการนี้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย จึงมองว่าการทำโครงการน่าจะนิ่งแล้วในอนาคตคงไม่จำเป็นต้องมีมาตรการออกมา เพิ่มเติมอีก”
แนะมาตรการรักษาเสถียรภาพราคา
นายลักษณ์ กล่าวอีกว่า ข้อเสนออื่นๆ นั้นเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจของ ธ.ก.ส. เช่น การขอให้ปรับเพิ่มราคาประกันข้าว ซึ่งตั้งแต่ดำเนินโครงการมายังไม่มีการปรับเพิ่ม ยกเว้นกรณีของข้าวเปลือกปทุมที่เพิ่มราคาจาก 1 หมื่นบาท เป็น 1.1 หมื่นบาทต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 1,000 บาท หลังรัฐบาลเห็นว่าต้นทุนการเพาะปลูกของกษตรกรเพิ่มขึ้นจริง อย่างไรก็ตามการปรับเพิ่มราคาประกันคงต้องพิจารณาว่าต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จริงหรือไม่ เพราะราคาที่กำหนดได้คำนวณจากต้นทุนบวกกำไร 25-40% ไว้แล้ว และกำไรที่ให้เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างพอใจ อีกทั้งมีคณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมอยู่แล้ว โดยประมาณเดือนพฤษภาคนนี้ก่อนเข้าสู่ฤดูการผลิตข้าวนาปี 2553-2554 ก็อาจจะพิจารณาทบทวนราคาประกันอีกครั้งหนึ่ง
"ธ.ก.ส.ยืนยันว่าโครงการประกันรายได้ถือเป็นนโยบายพื้นฐานที่รัฐบาล สามารถใช้ดูแลความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกรในระยะยาว โดยไม่ทำให้กลไกตลาดบิดเบือน แต่การดำเนินโครงการนั้นต้องมีมาตรการรักษาเสถียรภาพด้านราคาออกมาควบคู่กัน และสามารถนำมาใช้ได้ทันท่วงทีจึงจะช่วยให้การประกันรายได้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยวที่มีปริมาณข้าวออกมามาก อาจเป็นแรงกดดันให้ราคาในตลาดปรับลดลงและถ้าต่ำกว่าราคาอ้างอิงก็ต้องสามารถ เข้าไปแทรกแซงตลาดได้ทัน ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่าการนำมาตรการออกมาใช้อาจจะช้าเกินไป"
ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า มาตรการจำนำข้าวอาจยังมีความจำเป็นนำมาใช้เสริมมาตรการหลัก แต่อาจนำมาใช้แค่ช่วงเวลาหนึ่ง และที่สำคัญต้องไม่รับจำนำในราคาที่สูงกว่าตลาดเหมือนที่ผ่านมา โดยมาตรการที่นำมาใช้ช่วงนี้ เช่น การให้ชาวนาเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางก็เหมือนกับการจำนำ เพราะเอาข้าวมาเป็นหลักประกันการกู้เงินไปใช้ก่อน เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเรียกให้แตกต่างไป หรืออาจจะมีมาตรการอื่นๆ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวกับโครงการทั้งหมดร่วมกำหนดไว้เป็นแพ็กเกจเดียวกัน และประกาศควบคู่ไปกับการรับประกันรายได้ ก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงทีและขจัดความเดือดร้อนของชาวนาได้จริง

