นายกฯ ปลื้มเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกขยายตัวถึง 10% รับแรงหนุนจากยอดส่งออกทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ชี้อาฟตาเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รับเป็นห่วงสินค้าไม่มีคุณภาพทะลักเข้าไทย กดราคาสินค้าให้ประเทศให้ตกต่ำ ด้านพาณิชย์เชื่อปีนี้ไทยส่งออกอาเซียนเกิน 25%
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยก้าวไกลไปกับอาฟตา” ในงาน ดีเอฟที 68 ปี สู่ความเป็นเลิศ เปิดแนวรุกบุกตลาดอาฟตา จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ว่า การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟตา นับเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในช่วงครึ่งปีแรก 2553 พบว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 10% นับเป็นตัวเลขที่สูงมาก เป็นผลมาจากแรงขับเคลื่อนของการส่งออก ซึ่งขยายตัวได้ดีทั้งการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม
อีกทั้งประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ทำให้การค้าของไทยมีบทบาทมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปิดตลาดอาฟตามี หลายฝ่ายที่กังวลถึงปัญหาด้านการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าในประเทศราคาตกต่ำ รวมถึงการแอบอ้างแหล่งกำเนิดสินค้าที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งรัฐบาลจะติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตร เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศได้
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้อาเซียนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย ซึ่งเชื่อมั่นว่าการส่งออกไปยังตลาดดังกล่าวปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 25% ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินกิจกรรมในเชิงรุกของกระทรวง อีกทั้งการรวมกลุ่มอาเซียนทำให้ตลาดการค้าขยายตัวมากขึ้น นอกจากนี้ ในส่วนของตลาดใหม่อื่นๆ ที่เป็นยุทธศาสตร์การส่งออกของไทย เช่น อินเดีย รัสเซีย ละตินอเมริกา ก็จะเร่งเจาะตลาดเพื่อผลักดันการส่งออกให้เป็นไปตามเป้าหมาย ที่ทั้งปีคาดว่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 19%
สำหรับมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอาเซียนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2553 นั้น พบว่า มีมูลค่าสูงถึง 36,434 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,188,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยคิดเป็นสัดส่วน 20.27% ของการค้าโลกของไทย
นางพรทิวากล่าวถึงสถานการณ์การค้าชายแดนว่า ขณะนี้ในส่วนของประเทศพม่าที่มีการปิดด่านแม่สอดคงจะส่งผลกระทบเพียงเล็ก น้อย และคงจะต้องมีการหารือในการแก้ไขปัญหาร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ส่วนการค้าชายแดนกับกัมพูชายังไม่พบรายงานถึงผลกระทบ แต่เชื่อว่าในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในเดือนนี้ ที่เวียดนามคงจะมีการหารือทำความเข้าใจกันได้ รวมถึงจะมีการหารือกับเวียดนามเรื่องการทำตลาดข้าวร่วมกันอีกครั้ง

