สิงคโปร์ - สหภาพยุโรปถอดใจเจรจาเอฟทีอาเซียนไม่คืบ เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่เน้นหารือทวิภาคีรายประเทศ ประเดิมคุยเวียดนาม-สิงคโปร์ หวังเปิดโอกาสการค้าการลงทุน และกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายคาเรล เดอ กุชต์ กรรมาธิการการค้า สหภาพยุโรป (อียู) และนายลิม เฮง เกียง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าสิงคโปร์ ซึ่งพบปะหารือกันที่สิงคโปร์วานนี้ (3 มี.ค.) ประกาศร่วมกันว่า สิงคโปร์และอียูจะเริ่มเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) สัปดาห์หน้า ถือเป็นก้าวสำคัญในการสานสัมพันธ์ระหว่างอียูและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการเจรจารอบแรกจะมีขึ้นที่สิงคโปร์ระหว่างวันที่ 8-12 มี.ค.
นายเดอ กุชต์ กล่าวว่า ข้อตกลงการค้าเสรีจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสิงคโปร์และอี ยู รวมทั้งเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ค้าและผู้บริโภค ตลอดจนช่วยสร้างความเติบโตแก่เศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย
ก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวัน อียูประกาศว่าเริ่มต้นเจรจาการค้าเสรีกับเวียดนามแล้ว หลังจากนายเดอ กุชต์ พบกับนายเหงียน ตัน ดุ่ง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ที่กรุงฮานอย โดยนายเดอ กุชต์ กล่าวว่า การทำข้อตกลงเอฟทีกับเวียดนาม จะเป็นการแก้ไขข้อขัดแย้งที่อียูตั้งกำแพงภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดรองเท้า เวียดนาม
ทางด้านนายเหงียนกล่าวว่า รัฐบาลเวียดนามและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องการสรุปการเจรจากับอียูโดยเร็ว เพื่อจะได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ และข้อตกลงการค้าเสรี
เดิมอียูวางแผนเจรจาการค้าเสรีกับสมาคมประชา ชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) แบบยกกลุ่ม แต่ต้องระงับไปหลังจากมีอุปสรรคหลายอย่าง รวมถึงพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันภายในอาเซียน และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า หลังจากนั้น อียูจึงตัดสินใจเจรจาการค้าเสรีกับสมาชิกอาเซียนเป็นรายประเทศ
นายเดอ กุชต์ กล่าวว่า อียูเริ่มต้นเจรจากับอาเซียนไปแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องยากที่จะดำเนินการเจรจาต่อไป อย่างน้อยก็ในขณะนี้ ดังนั้น อียู จึงตัดสินใจเจรจาข้อตกลงกับประเทศคู่ค้ารายสำคัญในอาเซียนก่อน
ทั้งนี้ อียู เป็นทั้งคู่ค้าและนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่สุดของสิงคโปร์ ด้วยยอดการค้าทวิภาคีมากกว่า 55,000 ล้านยูโร เมื่อปี 2551 ขณะที่ สิงคโปร์ เป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 15 ของอียู และเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดในกลุ่มอาเซียน ส่วนการค้าระหว่างอียูและเวียดนามมีมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว และธุรกิจจากอียูเข้าไปลงทุนในเวียดนามประมาณ 1,000 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 13,300 ล้านดอลลาร์
อาเซียน ซึ่งประกอบด้วย ไทย บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีประชากรรวมกันประมาณ 550 ล้านคน ถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดอันดับสามของอียู รองจาก สหรัฐ และจีน ข้อมูลจากอียูระบุว่า การค้าและบริการระหว่างอียูและประเทศสมาชิกอาเซียน มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 25% ระหว่างปี 2547-2551 เป็น 175,000 ล้านยูโร

