ครม.เห็นชอบประกาศกระทรวงทรัพยากรฯ 11 กิจการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน นายกฯ ยอมรับมีบางฝ่ายไม่พอใจ ส่วนที่เหลืออีก 7 โครงการ สั่งบอร์ด สวล.ไปดูแล ขณะที่กลุ่มเอ็นจีโอบุกฟังผลหน้าทำเนียบ พร้อมยื่นหนังสือให้นายกฯ ลั่นชุมนุมใหญ่ ก.ย.นี้ พร้อมเดินหน้าฟ้องศาลปกครอง
มีรายงานข่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในประเภท 11 กิจการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาในรายละเอียด เพื่อประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป พร้อมยอมรับว่ารัฐบาลไม่สามารถดำเนินการตามความพอใจของทุกฝ่าย โดยอีก 7 กิจการที่เหลือได้มอบหมายให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไปศึกษารูปแบบ ความเหมาะสม และการควบคุมดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมให้ประกาศ 11 ประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรง แต่นายกรัฐมนตรีได้ย้ำในที่ประชุม ครม. ซึ่งยังมีอีก 2 ประเภทกิจการที่ยังไม่ได้ตัดออกจากประเภทกิจการที่ผลกระทบรุนแรง คือ โครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงาน EIA และผู้ในพื้นที่หรืออาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ เช่น แหล่งมรดกโลกที่ขึ้นบัญชีตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ อุทยานประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณสถาน พื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นต้น และ การก่อสร้างหรือขยายสิ่งก่อสร้างถาวรนอกชายฝั่งทะเลเดิม
นายกรัฐมนตรียังสั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมไปพิจารณาในรายละเอียด อีกครั้ง โดยคำนึงถึงประเด็นเรื่องพื้นที่เป็นหลัก ถ้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมศึกษาแล้วมีผลกระทบอาจประกาศได้ภายหลัง
“สำหรับในกรณีของ 2 โครงการ นายกฯ สั่งการว่า สามารถนำไปเพิ่มเติมได้ทีหลัง ถ้าพบว่าเป็นกิจการที่มีแนวโน้มอันตราย ก็ออกประกาศได้เลย แต่เหตุที่ยังไม่ลงประกาศให้คลอบคลุมไว้ทั้งหมด เพราะเกรงว่าจะทำงานยาก”
NGO บุกทำเนียบ ลั่นเคลื่อนไหวใหญ่-ฟ้องศาลปกครอง
ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสุทธิ อัชฌาสัย ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคตะวันออก เข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อคัดค้านมติการออกประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรงตามที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.) เห็นชอบและมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีวันนี้ พร้อมทั้งขอให้รัฐบาลมีการจัดทำประกาศใหม่ให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น
นายสุทธิกล่าวว่า เครือข่ายในวันนี้จะรอฟังผลจากที่ประชุม ครม.วันนี้ หาก ครม.มีมติตามที่ สวล.เสนอจะมีการรวมตัวเครือข่ายประชาชนในทุกภาคออกมาแสดงปฏิกิริยาตอบโต้กับ มติครม.โดยจะนัดหมายกันภายในเดือนกันยายน 2553 นี้ จะเคลื่อนไหวทั่วประเทศ และอีกทางหนึ่งก็จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้มีการคุ้มครองชั่วคราวระงับมติ สวล.ที่ได้มีการพิจารณา 11 โครงการต่อไป
นอกจากนี้ ทางเครือข่ายอยากให้ทางรัฐบาลกลับไปยึดหลักของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่ได้มีการพิจารณาใน 18 กิจการเป็นตัวพื้นฐานเพราะคณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างครบถ้วนแล้ว
ขณะเดียวกัน ทางเครือข่ายฯ จะยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้มีการตรวจสอบคณะกรรมการ สวล.บางคนที่มีนัยว่า เอื้อผลประโยชน์ให้กับภาคเอกชนในการตัดสินใจเรื่องนี้ด้วย เนื่องจากเห็นว่ามีคณะกรรมการ 3 คนที่เข้าข่ายในเรื่องนี้
สำหรับหนังสือที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรีวันนี้ เครือข่ายฯ ได้ระบุเนื้อหาสำคัญเอาไว้ 7 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ขอให้จัดทำประกาศโครงการที่มีผลกระทบรุนแรงใหม่ให้เป็นที่ยอมรับต่อ ประชาชน เนื่องจากการพิจารณาประเภทกิจการดังกล่าวยังไม่เป็นที่ยอมรับและไม่มีเหตุผล ทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับแก่ทุกภาคส่วน อีกทั้งไม่มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของสถาบันวิชาการ เอ็นจีโอ และประชาชนทั่วประเทศอย่างแท้จริง
2.เหตุผลประกอบในทางวิชาการในประกาศประเภทโครงการที่มีผลกระทบรุนแรง ยังไม่เป็นที่ยอมรับ และยึดหลักวิชาการที่แตกต่างกัน รวมทั้งยึดถือเหตุผลด้านเทคนิค วิศวกรรมมากกว่าเหตุผลทางด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย
3.กระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชน ยังขาดการให้ความรู้และสร้างความตระหนักให้กับประชาชนในประเด็นเรื่องการจัด ทำการประกาศประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรง
4.เสนอให้มีการระบุว่าโครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เปราะบาง เช่น พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ในเขตควบคุมมลพิษ กรณีมาบตาพุดเป็นโครงการหรือกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงไม่ว่าโครงการนั้นๆ จะไม่เข้าข่ายประเภทโครงการหรือกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงก็ตาม โดยจะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 67 วรรค 2
5.เสนอให้มีการปรับเพิ่มรายชื่อโครงการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงในทุก 2 ปี
6.เสนอให้มีการทำประกาศใหม่ โดยให้รัฐบาลมอบหมายให้หน่วยงานที่เหมาะสมในการทำประกาศประเภทโครงการดัง กล่าวมาเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ได้แก่ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
7.องค์กรที่จะมีอำนาจในการประกาศประเภทโครงการรุนแรง มิได้มีการบัญญัติไว้ว่าเป็นอำนาจของหน่วยงานใด ดังนั้นจึงสมควรให้มีการตีความให้ชัดเจนก่อน ที่จะมีการประกาศประเภทโครงการที่ผลกระทบรุนแรง

