"พาณิชย์" เผย ญี่ปุ่นออกกฎหมายตรวจสอบย้อนกลับสินค้าข้าวยังไม่กระทบไทย แต่แนะให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมหากกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับสินค้านำเข้า
นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.53 เป็นต้นมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายตรวจสอบย้อนกลับในสินค้าข้าว โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับ ข้าวในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงร้านอาหารต้องบันทึกและเก็บรักษาข้อมูลสินค้าข้าว นอกจากนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.54 เป็นต้นไป ก็จะต้องแสดงข้อมูลแหล่งที่มาของสินค้าด้วย วัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารในประเทศญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่อย่างไรหลังจากนี้ผู้ส่งออกข้าวไทยอาจจะต้องจัดเตรียมข้อมูลแหล่งที่มาของสินค้าให้แก่ผู้นำเข้าญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันข้าวและผลิตภัณฑ์ของไทยที่ส่งไปญี่ปุ่นจะต้องติดข้อความบนบรรจุภัณฑ์ว่า“Origin of Thailand”
ทั้งนี้ ไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นอยู่ใน 10 อันดับแรก โดยในปี 2553 ไทยส่งออกมูลค่า 4,883 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 7 สำหรับปี 2554 (ม.ค.-มี.ค.) ส่งออกมูลค่า 1,153 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของ ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 24
นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับสาระสำคัญของกฎหมาย อาทิ 1. สินค้าที่อยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ได้แก่ (1) เมล็ดข้าว เช่น ข้าวเปลือก ข้าวไม่ขัดสี ข้าวขัดมัน (2) สินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาหารจานหลัก เช่น แป้งข้าวและผลิตภัณฑ์ ข้าวมอลต์ และสินค้าอาหารที่ใช้ข้าวเปลือก เป็นต้น (3) อาหารมื้อที่มีข้าวเป็นส่วนผสมหลัก เช่น อาหารมื้อเที่ยงที่จัดทำเป็นแพ็ค ข้าวปั้น เบอร์เกอร์ข้าว festive red rice ข้าวเหนียว ข้าวห่อ ข้าวงอก ข้าวอบแห้ง อาหารแช่แข็ง อาหารบรรจุกระป๋อง รวมถึง เค้กข้าว ขนมขบเคี้ยวที่ทำจากข้าว เป็นต้น
2. ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการค้าข้าว รวมถึงผู้ผลิต เช่น ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับวัตถุดิบข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูป และผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารหรือภัตตาคารในประเทศญี่ปุ่นต้องบันทึกและเก็บรักษาข้อมูลสินค้าข้าวไว้เป็นเวลา 3 ปี ทั้งในระหว่างการรับซื้อวัตถุดิบข้าวและการนำข้าวไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป รวมถึงต้องระบุแหล่งเพาะปลูกและสถานที่ผลิตบนหีบห่อหรือบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ผู้บริโภคทราบ กรณีภัตตาคารหรือร้านอาหารต้องแสดงแหล่งที่มาไว้บนรายการเมนูหรือแสดงข้อมูลไว้ภายในร้าน
3. การระบุข้อมูลบนฉลากสินค้า : ให้ระบุคำว่า “Domestic” หรือ “Japan” หรือระบุชื่อจังหวัดที่เพาะปลูกหรือชื่ออื่นๆ ของสถานที่ที่เป็นที่รู้จักในประเทศญี่ปุ่น หากแหล่งที่มาของสินค้ามี 2 แห่งหรือมากกว่า ให้เรียงตามลำดับของแหล่งที่มาที่มีสัดส่วนมากที่สุด หากแหล่งที่มาของสินค้ามี 3 แห่งหรือมากกว่า ให้ระบุแหล่งที่มาของสองแหล่งหลักแรก ส่วนแหล่งที่มาที่เหลือให้ระบุคำว่า “Other”

