อาเซียน-คู่เจรจารับรองแผน 2.9 แสนล้าน

ในการประชุมที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนามเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีเศรษฐกิจ10 ประเทศอาเซียน และ 6 ประเทศคู่เจรจา (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ได้ให้การรับรองแผนสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียนมูลค่า 2.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 9.1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมโครงการต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนจำนวนราว 700 โครงการ ซึ่งรวมถึงโครงการพัฒนาเส้นทางรถไฟ สนามบิน ท่าเรือ สาธารณูปการด้านพลังงาน โทรคมนาคม และอื่นๆ

นายมาซายูกิ นาโอชิมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม (เมติ) ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า แผนการที่เพิ่งได้รับการรับรองนี้จะช่วยเสริมสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจใน ภูมิภาคเอเชีย และญี่ปุ่นก็หวังว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่การเพิ่มตัวเลขส่งออกให้กับบริษัทผู้ ผลิตและผู้ให้บริการด้านระบบสาธารณูปการพื้นฐานของญี่ปุ่นด้วย ทั้งนี้ทุกฝ่ายยอมรับว่า การระดมเงินทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนนั้นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน สำหรับโครงการพัฒนาที่จำเป็นและมีต้นทุนสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีหลายประเทศเข้า มาเกี่ยวข้องและโครงการที่ส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเพื่อลด ช่องว่างความแตกต่างเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศในแถบเอเชียตะวันออก

ส่วนหนึ่งของเป้าหมายแผนการคือการสร้างเครือข่ายการขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โรงผลิตกระแสไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบโทรคมนาคม และการพัฒนาพลังงานในพื้นที่อนุภูมิภาคแม่น้ำโขง (ซึ่งในอาเซียนครอบคลุมไทย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม บวกจีน) ตลอดจนการเชื่อมโยงทางด่วนเศรษฐกิจ หรือ economic corridor ระหว่างอินเดียกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (เริ่มจากเมืองเชนไนของอินเดียทางทิศตะวันตก และเมืองโฮจิมินห์ของเวียดนามทางทิศตะวันออก มายังเขต 3 เหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย กับอาเซียนซีกตะวันออกซึ่งได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ สำหรับโครงการในอันดับต้นๆ ที่ถูกกล่าวถึงในแผนการครั้งนี้ ได้แก่ โครงการก่อสร้างท่าอากาศยาน 1 แห่งทางภาคใต้ของเวียดนาม การก่อสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังความร้อนใต้ดินในอินโดนีเซีย และการขยายท่าเรือ 1 แห่งในอินเดีย

++จีนตอกย้ำผูกพันอาเซียน

++มูลค่าการค้า 7 เดือนแรกพุ่งกว่า 49%

ด้านนายเฉิน เต๋อหมิง รัฐมนตรีพาณิชย์ของจีนที่เข้าร่วมการประชุมอาเซียน+3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) ยืนยันว่าจีนมีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มความร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียนมาก ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการค้าอย่างเป็นระบบ เป้าหมายเพื่อลดต้นทุนลงมาและทำให้บรรยากาศการค้าขายระหว่างจีนและอาเซียนดี ยิ่งขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่ "การผนวกรวมประเทศในเอเชียตะวันออกเข้าด้วยกันทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่การพัฒนา ในแต่ละประเทศของภูมิภาคนี้" รัฐมนตรีพาณิชย์ของจีนยังกล่าวด้วยว่า กลไกของเวทีอาเซียน+3 ได้กลายมาเป็นช่องทางหลักในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เอเชียตะวันออกแล้วในปัจจุบัน สถิติของกระทรวงพาณิชย์จีนชี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของทั้ง 10 ประเทศอาเซียนรวมกับจีดีพีของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นั้น มีมูลค่ารวมกันคิดเป็นสัดส่วนถึงเกือบ 20 % ของจีดีพีโลก ขณะเดียวกันมูลค่าการค้าของอาเซียน+3 รวมกันก็มีสัดส่วนถึง 31% ของมูลค่าการค้ารวมทั่วโลกแล้ว

สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า ทุกวันนี้ จีนถือเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของกลุ่มอาเซียน ขณะที่อาเซียนเองก็เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของจีน ภายในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2553 นี้ มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนเพิ่มขึ้นถึง 49.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 1.61 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 5 ล้านล้านบาท โดยอาเซียนเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าจีนอยู่ประมาณ 7,540 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 2.3 แสนล้านบาท) ทั้งนี้ การส่งออกของอาเซียนไปยังจีนเพิ่มขึ้นมากกว่าการนำเข้าจากจีนถึง 13% (ในช่วงดังกล่าว อาเซียนส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น 56.1% เป็นมูลค่า 84,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่นำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น 43.2% เป็นมูลค่า 76,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วง 7 เดือนแรกของปี 2552 )

"ข้อตกลงเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน (คาฟต้า : CAFTA) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปีนี้ มีส่วนช่วยอย่างมากในการกระตุ้นการค้าสองทาง (ระหว่างจีน-อาเซียน) และเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเชิงลึกยิ่งขึ้น ข้อตกลงดังกล่าวได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขตการค้าเสรีได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย จีนจะเดินหน้าต่อไปในการที่จะผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับอา เซียนไม่ว่าจะเป็นในเชิงลึกหรือเชิงกว้าง " นายเต๋อหมิงกล่าว ทั้งนี้ภายหลังจากที่คาฟต้ามีผลบังคับใช้ ภาษีศุลกากรสินค้าเกือบ 90% ของสินค้าทั้งหมดที่ซื้อขายระหว่างจีนกับอาเซียนได้ถูกยกเลิกไป

ในการประชุมที่ดานังครั้งนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจของจีนและอาเซียนยังได้หารือกันเกี่ยวกับการเปิดเสรีการค้า ในภาคบริการ ซึ่งขณะนี้การเจรจาเกี่ยวกับข้อเสนอของแต่ละฝ่ายในขั้นสุดท้ายว่าด้วยบริการ บางประเภทนั้นได้ข้อสรุปแล้ว และคาดว่าจะมีการลงนามในพิธีสารแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการค้าในภาคบริการ (Protocol to Amend the Agreement on Trade in Services) ในการประชุมสุดยอดจีน-อาเซียนที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

++ญี่ปุ่น-อินเดียคืบหน้า

++เจรจาเปิดเสรีภาคบริการ

ขณะเดียวกันในการประชุมครั้งนี้ ญี่ปุ่นและอาเซียนได้มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาเปิดเสรีการค้าใน ภาคบริการและการลงทุนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่น ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าเจรจาให้แล้วเสร็จก่อนการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งต่อไป ที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมปีหน้า (2554) ส่วนอินเดียซึ่งลงนามข้อตกลงการค้าเสรีภาคสินค้ากับอาเซียนไปแล้วเมื่อปีที่ ผ่านมา ก็กำลังเดินหน้าเจรจาข้อตกลงเปิดเสรีในภาคบริการและการลงทุน ซึ่งนายอานันท์ ชาร์มา รัฐมนตรีการค้าของอินเดีย เปิดเผยว่า น่าจะมีการสรุปการเจรจาดังกล่าวได้เร็วกว่าที่กำหนดกันไว้ ทั้งนี้ อาเซียนและอินเดียกำลังจะเปิดเจรจาในเรื่องดังกล่าวอีกครั้งในสัปดาห์หน้า จากนั้นผู้นำของอาเซียนและอินเดีย ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 7 ของอาเซียน จะมีการประชุมสุดยอดในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะมีการหยิบยกความคืบหน้าของการเจรจาเปิดเสรีในภาคบริการและการลงทุนมา พิจารณาร่วมกันด้วย