สศช.วางกรอบสร้างภูมิคุ้มกันศก.-สังคม

สศช.ชี้รัฐทุจริต บริหารอ่อนแอ ทำประเทศไม่ก้าวหน้า หวังแผน 11 จะปิดช่องโหว่ทุกปัญหา วางกรอบ 6 แนวทางสร้างภูมิคุ้มกันลดความเสี่ยงในอนาคต

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สศช.อยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 เพื่อใช้ในปี 55-59 มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญกับความเสี่ยงด้านบริหารงาน อำนาจรัฐถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ ไม่สามารถขับเคลื่อนโครงการใดๆ ได้ เกิดการทุจริตนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสร้างความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง

ส่วนมิติทางเศรษฐกิจจากการที่ไทยพึ่งพาส่งออกสูงถึง 80% ของจีดีพี และใช้แรงงานราคาถูก ทำให้มีความเสี่ยงสูง โครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่สามารถรองรับการเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันโครงสร้างประชากรที่ไม่สมดุลด้านอายุ คุณภาพ ความรู้และทักษะ มีประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นและตกเป็นภาระของภาครัฐ

นอกจากนี้ การขยายตัวของเทคโนโลยีสารสนเทศและการติดต่อผ่านสังคมออนไลน์ ทำให้ค่านิยมที่ดีงามเสื่อมถอย แตกความสามัคคี และพบว่าสภาพแวดล้อมมีแนวโน้มเสื่อมโทรมอย่างรุนแรง ทั้งการขาดแคลนน้ำ การกัดเซาะชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง และการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลือง สศช.จึงกำหนดแนวทางลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ด้วยการสร้างภูมิคุ้มกัน 6 ด้าน คือ ไทยจะต้องรักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข จัดให้ภาคเกษตรเป็นฐานรายได้หลักและความมั่นคงด้านอาหาร พัฒนาประเทศให้อยู่บนฐานความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย สร้างสังคมไทยให้มีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม ชุมชนต้องมีกลไกที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเชื่อมโยงเป็นสังคมสวัสดิการ และประเทศไทยต้องมีศักดิ์ศรีของความเป็นเอกราช และเป็นมิตรกับนานาประเทศ

"การกำหนดเป้าหมายของแผนพัฒนาฯ จะไม่เน้นคุณภาพ ซึ่งหากทำได้ตามแผนเชื่อว่าจีดีพีในอนาคต จะขยายตัวได้มากกว่า 4-5% ทั้งนี้ รายละเอียดของแผนจะนำเสนอในการประชุมประจำปีวันที่ 6 สิงหาคมนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและเสนอคณะรัฐมนตรีก่อนประกาศใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2554" นายอาคมกล่าว