“พรทิวา”เผยผักไทยส่ง"สวิตเซอร์แลนด์"ได้แล้วหลังตรวจเข้ม100%ในผัก 16 ชนิด

“พรทิวา” เผยผักไทยสามารถส่งออกไปยังสวิตเซอร์แลนด์แล้ว หลังใช้มาตรการตรวจเข้ม100% ในผัก 16 ชนิด แต่ยังไม่สามารถเข้าไปในสหภาพยุโรปได้

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่สหภาพยุโรปได้ยอมรับข้อเสนอของไทยโดยยินยอมให้ไทยใช้มาตรการตรวจเข้ม 100% ในผัก 16 ชนิด เช่น กระเพรา โหระพา ยี่หร่า มะเขือ พริก และผักชี มิฉะนั้นจะถูกสหภาพยุโรปออกมาตรการห้ามนำเข้า โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกหรือโรงคัดบรรจุ ที่ต้องการจะส่งออกพืชผักกลุ่มดังกล่าว ต้องขึ้นทะเบียนบัญชีโรงงาน Establishment List กับกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น จึงจะสามารถส่งออกได้ โดยมีผลตั้งแต่ 14 มีนาคม 2554 นั้น บัดนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่ากรมวิชาการเกษตร สามารถตรวจเข้มและปล่อยผ่านพืชผักบางชนิดในบางกลุ่มปล่อยตรวจไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้บ้างแล้ว แต่ยังไม่สามารถเข้าไปในสหภาพยุโรปได้

“ล่าสุดได้รับรายงานจากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ ว่า จากการที่ไทยได้ขอใช้มาตรการตรวจเข้ม 100% พืชผัก 16 ชนิด และจัดวางระบบใหม่ในการขึ้นบัญชีทะเบียนโรงงานผลิตพืชผักดังกล่าวในประเทศไทย ทำให้พืชผักที่ส่งออกไปยังผู้ประกอบการร้านอาหารไทย ซุปเปอร์มาร์เก็ต ขาดตลาดชั่วคราวนั้น บัดนี้ได้พบว่ามีบริษัทส่งออกของไทยบางรายสามารถผลิตพืชผักที่ไม่มีปัญหาผ่านการตรวจ 100% จากกรมวิชาการเกษตรบ้างแล้ว และมีผู้นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ที่นำเข้าผักบางชนิดจาก 16 ชนิดดังกล่าวที่ผ่านการตรวจปัญหาศัตรูพืชปนเปื้อนได้บ้างแล้วในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ยังต้องอยู่ในการควบคุมของทางการไทยอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้มีผลเสียหายต่อสินค้าที่มีความสำคัญและเป็นเอกลักษณ์ของประเทศ ”

นางพรทิวา กล่าวว่า จากการที่สามารถส่งสินค้าผักบางกลุ่มออกไปยังประเทศสมาพันธรัฐสวิส ได้ทำให้สร้างความมั่นใจว่าในไม่ช้า สินค้าผักกลุ่มที่มีปัญหาคงจะได้รับการแก้ไขอย่างมีระบบและสามารถส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้ตามปกติ เพราะสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความสะอาดและบริโภคของที่ถูกสุขอนามัยผ่านการตรวจเข้ม หากผ่านสมาพันธรัฐสวิสได้ ก็เชื่อว่าสามารถผ่านการตรวจของสหภาพยุโรปได้เช่นกันในที่สุด

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำองค์การการค้าโลกที่นครเจนีวา ช่วยประสานงานในเรื่องและแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปกับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ตลอดจนสำนักงานเกษตรต่างประทศที่กรุงบรัสเซลล์ และขอให้โรงงานผลิตในประเทศไทย ดำเนินการจัดทำจัดระบบการจดทะเบียนกับกระทรวงเกษตรต่อไป จนกว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขในที่สุด