สัมภาษณ์
การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เป็นหนึ่งในภารกิจหลักที่รัฐบาลไทยจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสและแต้มต่อการค้าให้กับประเทศไทยในฐานะประเทศ ที่มีการส่งออกสินค้าเป็นหัวใจสำคัญของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งยังเป็นงานทางเทคนิคที่จะต้องเจรจาเพื่อหาทางออกให้กับอุปสรรค การรับมือกฎระเบียบใหม่ ๆ โดยที่ผ่านมาไทยมีการเจรจาการค้าระหว่างประเทศไปแล้ว ไม่ต่ำกว่าสิบความตกลง ทั้งระดับพหุภาคีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ระดับภูมิภาค อย่างกรอบอาเซียน (AFTA) และการเจรจาระดับทวิภาคีระหว่าง (FTA) อีกไม่ต่ำกว่า 5 ประเทศ อาทิ จีน-ออสเตรเลีย/ นิวซีแลนด์-อินเดีย และเปรู เป็นต้น แต่เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองยังวุ่นวาย ย่อมส่งผลต่อการเจรจาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในประเด็นดังกล่าว
- แผนการเจรจาปี 2553
นโยบายของกรมเจรจา การค้าระหว่างประเทศ ยังให้ความสำคัญกับการเจรจาในกรอบอาเซียนเป็นลำดับแรก (ASEAN first) แต่จะมุ่งเน้นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภายใน เช่น กรมส่งเสริมการส่งออก กรมการค้า ต่างประเทศ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่า จะใช้ประโยชน์จากความตกลงได้อย่างไร ส่วนการเจรจาความตกลงจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) ยังดำเนินการต่อเนื่องแยกเป็น 2 ส่วน คือ FTA มีผลบังคับใช้แล้วกับ FTA ที่กำลังอยู่ระหว่างการทบทวนในปีนี้ เช่น ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์
ส่วนการเจรจา FTA ในกรอบใหม่ ๆ อาทิ FTA ไทย-เปรู ที่เจรจา เสร็จสิ้นและลงนามไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ แต่กำลังอยู่ระหว่างปรับร่าง ข้อตกลงเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าตามข้อเรียกร้องของเปรู ซึ่งฝ่ายไทยหวังว่า ความตกลงฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ปีนี้ ส่วนชิลีได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว กำลังอยู่ระหว่างเข้าสภา ล่าสุดก็มี FTA ไทย-อียู (สหภาพยุโรป) อยู่ระหว่างการจัดทำประชาพิจารณ์และว่าจ้างสถาบันศึกษาผลรอบด้าน โดยจะต้องได้ข้อสรุปภายในเดือนนี้ ก่อนที่เสนอคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนที่จะเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบ คาดว่าจะเริ่มเปิดการเจรจาได้ภายในปีนี้
- เหตุจลาจลที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบ หรือไม่
สถานการณ์ทางการเมือง ที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้รัฐสภา พิจารณาเรื่องนี้ไม่ทันในปีนี้ ทำให้ไทยเสียโอกาสในการเจรจากับสหภาพยุโรป เพราะหลังจากที่สหภาพยุโรปได้ยุติการเจรจา FTA ในกรอบอาเซียน-อียู สหภาพก็หันมาเร่งเจรจา FTA เป็นรายประเทศแทน โดยทางอียูให้อำนาจในการเจรจา (man power) กับอาเซียนเพียง 3 ประเทศเท่านั้น ตอนนี้เริ่มเจรจาไปแล้ว 2 ประเทศ คือ สิงคโปร์กับเวียดนาม ส่วนประเทศที่ 3 กำลังแข่งขันกันอยู่ระหว่างไทยกับมาเลเซีย ซึ่งมีพื้นฐานการส่งออกสินค้าที่คล้ายคลึงกัน จึงขึ้นอยู่กับว่าใครจะผ่านขั้นตอนภายในประเทศเสร็จก่อน ซึ่งความคืบหน้าขณะนี้ทางกรมได้เปิดประชาพิจารณ์ โดยผ่านคณะอนุกรรมการ ซึ่งมี 4 คณะ ประกอบด้วยภาคเกษตร-บริการ-อุตสาหกรรม และภาคประชาชน (NGOs) ก็จะนำผลที่ได้ รวมถึงผลการศึกษาของนักวิชาการเสนอร่วมกันตามลำดับ หากอียูเริ่มเจรจากับมาเลเซียก่อนก็จะได้แต้มต่อทางการค้าที่สำคัญในสินค้า ที่คล้ายคลึงกันกับเรา
- การเจรจาระดับพหุภาคีต้องพับไปหรือไม่
การเจรจาระดับพหุภาคีที่สำคัญ อย่างกรอบ WTO รอบโดฮา ที่สมาชิกคาดหวังให้ได้ข้อสรุปภายในปีนี้มองว่าเป็นไปได้ยาก เพราะจริง ๆ แล้วทุกอย่างขึ้นอยู่กับสหรัฐ ทางรัฐบาลโอบามาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่า จึงไม่พร้อมที่จะแสดงท่าทีหรือผ่อนปรนข้อเสนอตามข้อเรียกร้องของประเทศ สมาชิก WTO อื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องการเปิดตลาด จึงไม่น่าจะจบได้ทันปีนี้
ส่วนการประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ APEC ซึ่งนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเป็นหัวหน้าคณะเดินทางเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีการค้า APEC (ครั้งที่ 16 ณ เมืองซัปโปโร ประเทศญี่ปุ่น ระหว่าง วันที่ 4-7 มิถุนายน 2553) มีประเด็นสำคัญที่จะหยิบยกขึ้นมาหารือหลัก 3 ด้าน อาทิ การประเมินความสำเร็จในการเปิดเสรีการค้าการลงทุนตามเป้าหมายโบกอร์ ซึ่งวางกรอบให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว ลดภาษีให้ทันภายในปี 2010 ส่วนประเทศกำลังพัฒนาให้ลดภาษีได้ภายในปี 2020
ประเด็นการเจริญเติบโตของภูมิภาคและการติดตามความคืบหน้าในการการดำเนินงาน เกี่ยวกับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) และการจัดทำแผนงานเรื่องกลยุทธ์การเจริญเติบโต สำหรับรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจและเตรียมความพร้อม หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งอาจจะรวมถึงปัญหาหนี้ในสภาพยุโรปด้วย
- การเมืองไทยจะส่งผลกับการเจรจาในกรอบ APEC หรือไม่
การประชุม APEC ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐมนตรีพาณิชย์จะพบปะกับกลุ่มประเทศสมาชิก APEC ทั้ง 21 ประเทศ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการเมือง ภายในประเทศได้เริ่มคลี่คลายไปแล้วและพร้อมที่จะรับ การเปิดรับการค้า-การลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างความเชื่อมั่นในพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

