สกย.ลุ้นโครงการปลูกยางเฟส 2 800,000 ไร่ ตาม ม.21 ทวิ

ภายหลังจากที่รัฐบาลประสบ ความสำเร็จในการดำเนินโครงการส่งเสริมปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้และความมั่น คงให้กับเกษตรกรในแหล่งปลูกใหม่ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2546-2549) ครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ โดยมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการ 122,931 ราย บนเนื้อที่ 891,000 ไร่ ขณะนี้มีสวนยางพาราบางส่วนสามารถเปิดกรีดได้บ้างแล้ว

ล่าสุด สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เตรียมเสนอให้รัฐบาลดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกยางเฟสใหม่ในพื้นที่ภาค เหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่อง ภายใต้การสนับสนุนจากแกนนำพรรคภูมิใจไทย คือ นายเนวิน ชิดชอบ และนายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ดูแลกำกับนโยบายด้านยางพาราโดยตรง

นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) กล่าวว่า ในเร็ว ๆ นี้ สกย.เตรียมนำโครงการส่งเสริมการปลูกยางในพื้นที่ใหม่ เนื้อที่ 800,000 ไร่ งบฯดำเนินงาน 2,800 ล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ (กนย.) ที่มีนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หากโครงการ ดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ทาง สกย.ก็จะยื่นเรื่องเพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีตามลำดับ

สำหรับ โครงการส่งเสริมการปลูกยางในพื้นที่ใหม่ ทาง สกย.จะดำเนินงานภายใต้ พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง มาตรา 21 ทวิ โดยมีเป้าหมายที่จะมุ่งส่งเสริมการปลูกยางกับบุคคลที่ไม่เคยปลูกยางมาก่อน โดย สกย.เป็นผู้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมการปลูกโดยสนับสนุนค่าพันธุ์ยางประมาณ 80 ต้น/ไร่ และปุ๋ยเคมีให้แก่เกษตรกรรายใหม่อย่าง ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งเกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิสนับสนุนค่าใช้จ่ายจาก สกย.เฉลี่ยรายละ 12-15 ไร่ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอาจจะมีที่ดินของ ตัวเองหรือเช่าก็ได้ แต่ต้องไม่เกินรายละ 15 ไร่

สำหรับวงเงินอุด หนุนที่ สกย.จะจัดสรรให้แก่เกษตรกรดังกล่าว ถือเป็นอัตราสงเคราะห์ตามปกติที่ สกย.สนับสนุนให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกยางทดแทนโดย ทั่วไป ซึ่งหากคำนวณอัตราเฉลี่ยที่เกษตรกรจะได้รับจัดสรรในช่วง 3 ปีแรกอยู่ที่ไร่ละ 3,000 กว่าบาท ส่วนค่าแรงเป็นเรื่องที่เกษตรกรต้องดูแลรับผิดชอบเอง

พื้นที่ เป้าหมายของโครงการนี้จะเน้นที่พื้นที่ภาคอีสาน-ภาคเหนือเป็นหลัก ที่เหลือครอบคลุมภาคกลางและภาคตะวันออกบางส่วน โดยโครงการนี้จะผ่านการพิจารณาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ การพิจารณาของรัฐบาล หากรัฐบาลจัดหางบฯให้ได้ก็สามารถดำเนินงานได้ทันทีเพราะโดยหลักการแล้ว โครงการนี้ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดี เพราะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยจริง ๆ ที่สำคัญเป็นพื้นที่ใหม่ที่ไม่เคยปลูก ยางมาก่อน ใครที่เคยมีสวนยางมาก่อนแค่ 1-2 ไร่ก็หมดสิทธิที่จะเข้าร่วมโครงการนี้

นาย วิทย์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่พร้อมเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการจัดหาปุ๋ยและพันธุ์ ยางที่จะสนับสนุนให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จนกว่าบอร์ด กนย.จะเห็นชอบในหลักการเสียก่อน พร้อมกับแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ของการดำเนินโครงการครั้งนี้

อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปมาตรา 21 ทวิ เปิดโอกาสให้ สกย.สามารถเปิดประมูลจัดซื้อกล้ายาง หรือจ่ายเงินสดให้แก่เกษตรกรไปจัดซื้อกล้ายางด้วย ตัวเอง และ สกย.ค่อยเข้าไปตรวจสอบภายหลังก็ได้