TDRIแนะรัฐทบทวนการเจรจาJTEPAภายในปีนี้

TDRI แนะรัฐตั้งหน่วยงานติดตามการใช้ประโยชน์ และหาข้อมูลเตรียมทบทวนการเจรจา JTEPA พร้อมเร่งศึกษาFTA ทุกฉบับกระตุ้นธุรกิจใช้สิทธิเต็มที่

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาทีดีอาร์ไอได้ทำการศึกษาการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จาก FTA ซึ่งไทยทำกับหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งโดยภาพรวม พบว่า FTA เหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์จากอัตราภาษีศุลกากรที่ลดลงได้พอสมควรทั้งฝั่งการนำเข้าและส่งออก

อย่างไรก็ตาม แม้ในภาพรวมผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมต่าง ๆ สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีแต่ละฉบับได้พอสมควรก็ตาม รัฐบาลไทยควรรณรงค์ให้ผู้ประกอบการไทย มีความเข้าใจและใช้สิทธิประโยชน์มากขึ้น โดยให้ข้อมูลข่าวสารด้านกฎระเบียบและตลาดของประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง และสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ภาคธุรกิจที่ยังไม่ตื่นตัว ให้สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้

“การเปิดเสรีการค้าเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงอยู่ในเวลาเดียวกัน การเปิดเสรีมีทั้งคนได้ประโยชน์และคนเสียประโยชน์ นักธุรกิจจึงต้องติดตามข้อมูล ดูการเปลี่ยนแปลงแล้วปรับตัวให้ทัน จึงจะแข่งขันได้ การใช้ประโยชน์จริงๆ ไม่ยาก จึงน่าเสียดายถ้าได้รับลดภาษีแล้ว แต่ไม่ใช้สิทธิ”

ทั้งนี้การศึกษาเรื่อง JTEPA ซึ่งทีดีอาร์ไอเสนอต่อสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลไทยจัดตั้ง “สำนักงานติดตามการใช้ประโยชน์ตามความตกลง JTEPA” ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ติดตามและเร่งรัดการใช้ประโยชน์ รับฟังปัญหาจากภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ และจัดเตรียมข้อมูลให้คณะเจรจาฝ่ายไทยเมื่อมีการเจรจาทบทวนความตกลงใน ปี 2554 เพื่อให้ความตกลงที่จะได้รับการทบทวนสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของ ผู้ประกอบการ

รวมทั้งสนับสนุนให้มีการศึกษาติดตามข้อมูลของฝั่งญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้อมูลการวิเคราะห์เชิงลึกของตลาดญี่ปุ่นในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ควรเร่งกำหนดหน่วยงานที่จะเป็นต้นสังกัดของสำนักงานดังกล่าวว่า จะเป็นกระทรวงพาณิชย์หรือกระทรวงการต่างประเทศ ให้ได้ในปีนี้ เพื่อให้สามารถเตรียมข้อมูลเพื่อรองรับการเจรจาทบทวนความตกลงได้ทัน

รองประธานทีดีอาร์ไอ เสนอว่า การเจรจาทบทวนความตกลงที่จะเกิดขึ้นควรมีการเจรจาต่อรองด้านภาษีศุลกากรและ กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าให้ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้มาก ขึ้น เช่น เจรจาผ่อนคลายกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าให้เอื้อต่อผู้ผลิตสินค้าส่งออกของ ไทยบางรายการมากขึ้น เช่น อาหารแมว พรม ผ้าม่าน และผู้ปูที่นอน เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งรัดโครงการความร่วมมือต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว ในขณะเดียวกัน กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศก็ควรเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ ในการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลง JTEPA เพื่อแก้ไขปัญหาที่ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งยังขาดความเข้าใจในการใช้สิทธิประโยชน์

ตัวอย่างเช่น ในความตกลง ไทยสามารถส่งออกสับปะรดที่มีขนาดลูกละไม่เกิน 900 กรัม (9ขีด) ไปขายที่ญี่ปุ่นได้ในอัตราภาษีพิเศษ นั่นหมายความว่า สับปะรดขนาดเล็กของไทยซึ่งมีอยู่หลายพันธุ์ อาทิ สับปะรดภูแล ก็มีโอกาสทางการส่งออก แต่ปัญหาคือ เกษตรกรผู้ปลูก และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสับปะรดบางคนยังไม่รู้ว่ามีโอกาสทางการค้าดัง กล่าว

“ข้อมูลอย่างนี้ถือว่าสำคัญและหากเราไม่ใช้ประโยชน์ก็น่าเสียดาย จึงเป็นหน้าที่ของสำนักงานที่จะตั้งขึ้นมา ที่จะต้องติดตามและรวบรวมข้อมูล เพื่อเตรียมความพร้อมในการเจรจาทบทวนความตกลงกับญี่ปุ่นในปี 2554 ซึ่งทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องเตรียมทำการบ้านเพื่อใช้การเจรจาทบทวนในรอบ ต่อไปให้เกิดประโยชน์มากที่สุด นอกจากนี้ทีดีอาร์ไอร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมยังได้เตรียมที่จะทำการศึกษา FTA ทุกฉบับอีกครั้งเพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นและเสนอแนวทางการใช้ประโยชน์ต่อไป” ดร.สมเกียรติ กล่าว