ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้(29 ส.ค.) นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานแข่งขัน เดิน-วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระสังฆราช 96 พระชันษา โดยมีพลเอกจรัล กุลละวณิชย์ เป็นประธานอำนวยการจัดงานเดิน-วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระพระสังฆราชสกลมหาปรินายก ในโอกาสมงคล 96 พระชันษา เพื่อหารายได้สมทบการสร้างหอพระประวัติ ที่วัดเทวสังฆาราม ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรีและศูนย์การเรียนรู้ด้านมรดกทางวัฒนธรรมภาคใต้ ต.ไทยบุรี อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช
นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยป่วยด้วย โรคที่เกิดจากการมีพฤติกรรมสุขภาพไม่เหมาะสมเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ทั้งโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ต้นเหตุสำคัญมาจาก 2 เรื่องใหญ่ ได้แก่ กินอาหารไม่เหมาะสม และขาดการออกกำลังกาย จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ ป่วยที่ไปรับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลทั่วประเทศ ในปี 2550 ที่มีจำนวน 9 ล้านคนพบว่า เป็นผู้ที่ไม่ออกกำลังกายมากถึง 6 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 67 ขณะเดียวกันยังพบอีกว่าคนที่ขยันออกกำลังกายติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน จะมีอัตราป่วยเพียงร้อยละ 17 ส่วนคนที่ออกกำลังกายติดต่อกันน้อยกว่า 1 เดือน จะมีอัตราป่วยสูงกว่าคือร้อยละ 24 โดยในภาพรวมพบว่าคนไทยอายุ 11 ปีขึ้นไปซึ่งมี 55 ล้านคนเป็นผู้ไม่ออกกำลังกายมากถึง 39ล้านคน
ส่วนเรื่องการรับประทานอาหาร สำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2552ได้สำรวจพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป พบว่า ร้อยละ 90 กินอาหารที่มีไขมัน กว่าครึ่งกินขนมกรุบกรอบโดยพบมากที่สุดในกลุ่มเด็กอายุ 6-14 ปี อีกร้อยละ 14 กินอาหารฟาสต์ฟูดส์ และร้อยละ 31 ดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน พบมากในวัยทำงานอายุ 25-59 ปี
นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสุขภาพค้นหาโรคเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมดังกล่าว ในปี 2553 พบ คนไทยอายุ 35 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ไม่ใช่เกิดจากกรรมพันธุ์ และความดันโลหิตสูงรวมกว่า 4 ล้านคนและมีน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูงผิดปกติ เสี่ยงจะป่วยเพิ่มอีก 4 ล้านคน และมีคนไทยที่เป็นทั้งโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง 635,850 คน การร่ำรวยโรค จะทำให้อายุขัยคนไทยสั้นขึ้น เพราะต้องเสียชีวิตไปก่อนถึงวัยอันควร
ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวกระทรวงสาธารณสุข จะเร่งรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพประชาชน โดยให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและอสม.เป็นทัพหน้าเดินเครื่องในเรื่อง นี้อย่างจริงจังให้ทุกตำบลจัดแผนพัฒนาสุขภาพ กิจกรรมที่จะต้องปลูกฝังให้เกิดเป็นนิสัยก็คือ การ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน กินอาหารรสไม่จัด ลดอาหารเค็ม ไขมันสูง เช่นกล้วยทอด และลดอาหารรสหวาน เพิ่มการกินผักผลไม้ที่รสไม่หวานมากเช่นมะละกอ ฝรั่ง รวมกันให้ได้วันละไม่ต่ำกว่า 400 กรัมหรือ 4 ขีดตามมาตรฐานโลก ซึ่งในผักผลไม้จะมีกากใยตามธรรมชาติ นอกจากช่วยให้ระบบการขับถ่ายในร่างกายดีขึ้นแล้ว กากใยดังกล่าวยังช่วยดูดซับไขมันในระบบย่อยอาหารขับถ่ายมาพร้อมอุจจาระด้วย รวมทั้งไม่สูบบุหรี่ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย
"เรื่องที่น่าห่วงขณะนี้ พบว่า มีคนไทยบางกลุ่ม โดยเฉพาะวัยรุ่น สุภาพสตรี มักนิยมซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดมีกากใย มากินเพื่อลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากเชื่อว่าจะช่วยขับถ่ายดีขึ้น ซึ่งการกินกากใยแคปซูลนี้ ไม่ส่งผลดีในระยะยาว และอาจมีโอกาสอ้วนหรือมีไขมันสะสมในหลอดเลือดได้ เนื่องจากไม่มีการออกกำลังกายเผาผลาญไขมันที่กินเข้าไปในแต่ละวัน" นายแพทย์ไพจิตร์กล่าว
นพ.ไพจิตร์ กล่าวในตอนท้ายว่า หากประชาชนไทยไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในอนาคตคนไทยจะเผชิญปัญหา โรคอ้วนและโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงโรคหัวใจ มะเร็ง โรคเหล่านี้ไม่มีวัคซีนป้องกันเหมือนโรคติดเชื้อและไม่มียารักษาให้หายขาด มีแต่ยาควบคุมอาการ ทุกคนต้องลงทุนเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยตัวเองจึงจะได้ผล

