นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาธุรกิจการค้าชายแดนไทย-พม่า เปิดเผยว่า การหารือกับรัฐบาลพม่าเมื่อวันที่ 26-27 ก.ค.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการแก้ปัญหาการปิดด่านชายแดนแม่สอด-เมียวดี ล่าสุดฝ่ายพม่าได้แจ้งว่าขณะนี้ได้สรุปผลการเจรจาทั้งหมดส่งให้กับผู้นำสูง สุดของพม่าแล้ว รวมถึงได้เสนอให้มีการเปิดด่านชายแดนแม่สอด-เมียวดี
“ทางพม่าพอใจผลการเจรจา และอยู่ในระหว่างการประสานงานส่วนราชการเพื่อเปิดด่านชายแดน ในวันนี้ (30 ก.ค.) จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วม (เจบีที) ไทย-พม่า ที่จะมีการหารือในประเด็นที่ยังเป็นปัญหาต่อ แต่คาดว่าพม่าน่าจะทำการเปิดด่านชายในต้นสัปดาห์หน้าได้”นายอลงกรณ์กล่าว
ในส่วนของการสนับสนุนการค้าระหว่างสองฝ่ายนั้น เตรียมจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแนวทางการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จังหวัดตาก และเห็นชอบการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าชายแดนไทย-พม่า โดยพื้นที่ที่เหมาะสมกำหนดให้ตั้งระหว่างตำบลแม่ปะ-ตำบลท่าสายลวด พื้นที่จำนวน 5,603 ไร่ 56 งาน อยู่ติดริมแม่น้ำเมย
ทั้งนี้ รูปแบบการจัดตั้งจะเสนอให้เป็นองค์การมหาชนผสมกับนิคมอุตสาหกรรม โดยองค์ประกอบจะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เขตนิคมอุตสาหกรรม ศูนย์ขนถ่ายและกระจายสินค้า เขตปลอดอากร คลังสินค้าทัณฑ์บน ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (วัน สต็อป เซอร์วิส) การตรวจปล่อยจุดเดียว และด่านศุลกากร โดยการลงทุนจะให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุน และรัฐบาลให้การสนับสนุนด้านการส่งเสริมการลงทุน ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ เช่น ภาษีอากร เงินลงทุนกับธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในบริเวณดังกล่าว ส่วนการบริหารจัดการให้มีการบริหารจัดการอย่างอิสระ และให้หน่วยงานในระดับท้องถิ่นมีบทบาทในการกำกับดูแลและช่วยแก้ไขปัญหา อุปสรรคต่างๆ
“การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดดังกล่าว เป็นการสานต่อความร่วมมือระหว่างไทยและพม่า และเป็นการยืนยันว่าไทยพร้อมที่จะสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวชายแดน ไทย-พม่า ซึ่งหลังจากจัดตั้งแล้ว ไทยและพม่าจะได้ประโยชน์ร่วมกัน”นายอลงกรณ์กล่าว อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าไม้ถาวรตามมติครม. ซึ่งตามหลักจะต้องเสนอเรื่องเพื่อขอเพิกถอนป่าไม้ถาวรก่อน โดยหลังจากครม.มีมติอนุมัติให้แม่สอดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ คณะกรรมการพัฒนาที่ดิน จะต้องพิจารณายกเลิกพื้นที่ป่าไม้ถาวร และเสนอครม. พิจารณาเปลี่ยนแปลงมติเพื่อยกเลิกป่าไม้ถาวรตามมติครม.ต่อไป

