พืชเศรษฐกิจซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้บริโภคในชีวิตประจำวันของประชาชนต่าง ได้รับผลกระทบจากปัญหาสภาพอากาศร้อนแล้ง เช่น ผลผลิตข้าวนาปีในพื้นที่ภาคอีสานมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน โดยเฉพาะการปลูกข้าวหอมมะลิ เพราะจนถึงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้มีเกษตรกรทำนาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะขาดแคลนน้ำขั้นวิกฤต ส่วนข้าวนาปรังที่ปลูกในเขตชลประทานภาคกลางก็ถูกเลื่อนการเพาะปลูกให้ล่าช้า ออกไป จากเดิมที่เคยปลูกได้ปีละ 3-4 ครั้ง เนื่องจากระดับน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้อย ปัจจุบันแม้ว่าฝนจะเริ่มตกลงมาแล้วแต่ส่วนใหญ่ฝนจะตกอยู่แนวท้ายเขื่อน นอกจากนี้ในบางพื้นที่ของภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางบางส่วนก็กำลังประสบ ปัญหาการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและปัญหาข้าวออกรวงแต่เมล็ดลีบ ทำให้ได้ผลผลิตไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร
นายไพรัช หวังดี เกษตรจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า การปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่กว่า 10 อำเภอของจังหวัดในปีนี้คาดว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดีนัก เนื่องจากเกิดปัญหาฝนตกทิ้งช่วงอาจทำให้การเก็บเกี่ยวผลผลิตได้น้อยกว่าปี ที่ผ่านมา ซึ่งจังหวัดสุพรรณบุรีมีพื้นที่นาปรังทั้งหมดประมาณ 1.2 ล้านไร่
ขณะที่ในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่างและภาคตะวันออกบางส่วนซึ่งเป็น แหล่งปลูกมันสำปะหลังในฤดูการผลิต 2553/2554 ก็กำลังประสบปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดอย่างหนัก รวมทั้งเจอปัญหาขาดแคลนพันธุ์มันสำปะหลังที่จะปลูกในช่วงฤดูฝน หลายฝ่าย คาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังในช่วงต้นปี 2554 จะมีปริมาณลดลงกว่า 30-40% ซึ่งจะทำให้ราคามันปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
ด้านเกษตรกรชาวสวน ผักในเขตจังหวัดนครราชสีมา ระบุว่า ปัญหาอากาศร้อนและภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้ส่ง ผลกระทบต่อการปลูกพืชผัก ผลไม้อย่างมาก เพราะพืชจะไม่ค่อยเจริญเติบโตและเจอโรคพืชระบาด ทำให้ผลผลิตออกสู่ ท้องตลาดน้อยลงและทำให้ราคาสูงขึ้น เช่น ราคาผักชีเคยพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาท
นายอิทธิพัทธ์ รัตนสุวรรณาชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหลุมรัง อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี และในฐานะผู้ปลูกอ้อย กล่าวว่า ปัญหาแล้งที่เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศได้สร้างผลกระทบให้กับชาวไร่อ้อยและ เกษตรกรอย่างหนัก ส่งผลให้ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ ซึ่งกาญจนบุรีมีสภาพที่แล้งจัดในรอบ 20 ปี คาดว่า ในปี 2554 ปริมาณอ้อยที่จะป้อนเข้าโรงงานเพื่อผลิตน้ำตาลทรายจะลดน้อยลง

