สัมภาษณ์
ผ่านมา 6 เดือน นับจากวันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มีผลบังคับใช้ ด้วยการลดอัตราภาษีสินค้าปกติ (Normal List) กว่า 8,000 รายการ ลงเหลือ 0% จะส่งผลดีกับการค้าของไทยและอาเซียนอย่างที่คาดหวังกันไว้หรือไม่ นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงบทบาทในการสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากการลดภาษี ตลอดจนแนวทางการเยียวยาผลกระทบจาก AFTA และการสร้างขีดความสามารถในการ แข่งขันของผู้ประกอบการไทย
- ผลของการลดภาษี AFTA 6 เดือน
รายงาน ล่าสุดในช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมา ปรากฏว่าการส่งออกสินค้าไทยมีสัดส่วน 48% มูลค่า 5,115 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการส่งออกสินค้าที่อยู่ภายใต้กรอบ AFTA ทั้งหมด มูลค่า 10,644 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีสัดส่วน 42% มูลค่า 3,166 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการส่งออกสินค้าที่อยู่ภายใต้กรอบ AFTA ทั้งหมด มูลค่า 7,568 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ตาม
แต่ยังไม่เป็นไปตามที่กระทรวงพาณิชย์ หวังไว้ เพราะถ้าจะเกิดประโยชน์จาก AFTA จริง จะต้องมีผู้ประกอบการมาใช้สิทธิ 100% หากเทียบกับสิงคโปร์-มาเลเซียที่มีความพร้อมกว่าเรามากทั้งทรัพยากร/บุคคล และเทคโนโลยี เราคงเป็นเบอร์ 2 หรือ 3 ซึ่ง ต่อไปเป็นหน้าที่ของกรมการค้าต่างประเทศ ที่จะต้องไปศึกษาว่ามีสาเหตุอะไร ทำไมผู้ประกอบการไม่มาใช้สิทธิ AFTA เพราะไม่รู้ หรือไม่พร้อม และจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร
- กลุ่มสินค้าที่ได้รับประโยชน์กับกลุ่มสินค้าที่ต้องดูแล
สินค้าที่ได้ประโยชน์จาก AFTA มีการ ส่งออกมากขึ้น เช่น น้ำมันปิโตรเลียม, รถยนต์, น้ำตาลทราย, แผงวงจรรวม, ยางแผ่น ส่วนใหญ่ส่งออกไปที่อินโดนีเซีย-เวียดนาม- มาเลเซีย แต่ก็มีบางสินค้าที่ ขาดดุลยังนำเข้ามามาก เช่น น้ำมันดิบ, ก๊าซธรรมชาติ จากพม่า
ส่วน สินค้าเกษตรที่ลดภาษีเป็น 0% และกังวลว่าจะมีการนำเข้ามามากอย่างข้าว, ข้าวโพด, เมล็ดถั่วเหลือง, กาแฟ หรือปาล์มน้ำมัน เท่าที่เปิดเสรีลดภาษีเป็น 0 ในช่วง 6 เดือนแรกก็ยังไม่มีความผิดปกติเรื่องการ นำเข้า
เรามีมาตรการดูแลการนำเข้าตามร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการนำสินค้าเกษตร 9 รายการ (ชา-เมล็ดกาแฟ-กาแฟสำเร็จรูป-น้ำนมดิบ/นมพร้อมดื่ม/ นมผงขาดมันเนย-เมล็ดถั่วเหลือง-มะพร้าว/เนื้อมะพร้าวแห้ง/น้ำมันมะพร้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) เข้ามาในราชอาณา จักรตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน พ.ศ. .... เสนอที่ประชุม ครม.อนุมัติในหลักการแล้ว แต่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติ ที่เสนอคณะรัฐมนตรี จะ แจ้งผลการพิจารณาก่อนจะให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการออกประกาศต่อไป ขณะนี้เหลือเพียงสินค้าข้าว อยู่ระหว่างเสนอ ครม.พิจารณาร่างประกาศเรื่องการนำเข้าอยู่
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีการออกประกาศดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรภายใต้ AFTA แต่ทางกรมก็ยัง ใช้ระบบเดิมที่กำหนดไว้ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเป็นกรอบใหญ่ก็ยังดูแลได้ หรือทางสุดท้ายเรา ยังมีมาตรการปกป้อง (เซฟการ์ด) ที่ยังสามารถนำมาใช้ได้ ถ้าไม่ไหวจริงก็จะต้องนำมาใช้
อีกด้านหนึ่ง ผมมองว่าการเปิดเสรีในบางสินค้าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราผลิตไม่พอ เช่น ถั่วเหลือง หรือกาแฟ ที่บางปีก็พอใช้ บางปีก็ไม่พอใช้ หรือข้าว ถ้าเราห้ามนำเข้าข้าวเปลือก ข้าวเปลือกที่ผลิตได้ในเขมร ก็ไหลไปเวียดนาม หรือถ้าพม่าเลือกตั้งแล้วอีก 3 ปี ก็มีโอกาสส่งออกข้าวมาก สามารถแซงไทยได้
เพราะในอดีตพม่าเป็น แหล่งผลิตข้าวสำคัญ เราควรมองในทางที่จะเป็นประโยชน์ สมมติ ถ้าเราเปลี่ยนเป็นคนนำเข้าข้าวเปลือกมาแปรรูปส่งออก โดยกำหนดโซนนิ่งนำเข้าชัดเจนในแถบชายแดน หรือกำหนดเวลานำเข้าและส่งออก โดยเรายังมีบทบาทในการทำตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่เราถนัดเป็นโมเดลที่น่าสนใจ
หรือไทยเร่งสร้างความร่วมมือระหว่าง ผู้ค้าข้าวรายสำคัญ เริ่มจากไทยที่ส่งออกข้าวปีละ 9-10 ล้านตัน เวียดนาม 5-6 ล้านตัน รวมกัน 16 ล้านตัน มากกว่า 50% จากปริมาณการค้าข้าวทั่วโลก 30 ล้านตัน ถ้ามองในทางความร่วมมือทั้งสองประเทศไม่ขายตัดราคากัน ก็เป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย ผมจะให้เจ้าหน้าที่ไปหารือกับทางเวียดนามดูในเร็ว ๆ นี้
- ปัญหามาตรการที่มิใช่ภาษี
ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเกิดขึ้นใหม่มากนัก แต่กับบางสินค้าก็ยังต้องเจรจาต่อไป เพราะยังมีข้อจำกัดในการ นำเข้า บางประเทศยังไม่ยินดีลดภาษีสินค้าบางรายการ ซึ่งตามสิทธิของประเทศนั้น ก็ทำได้ เช่น ข้าว หรือน้ำตาล เราก็ต้องเจรจาต่อไปเรื่อย ๆ เพราะสุดท้ายก็จะต้องลดภาษีระหว่างกันตามเป้าหมาย AFTA อยู่ดี หรือปัญหาบางเรื่องก็เกิดจากความสะดวกในการดำเนินการพิธีการ ปัญหาเรื่องระบบการเงิน การธนาคาร จากการใช้สกุลเงินต่างกัน จนไม่สามารถทำธุรกิจได้
- จะผลักดันการใช้ประโยชน์จาก AFTA มากขึ้นอย่างไร
กรมการค้าต่างประเทศกำลังจะจัดสัมมนาในโอกาสที่ครบรอบการสถาปนา 68 ปี ใช้ชื่อว่า DFT 68 ปี สู่ความเป็นเลิศ เปิดแนวรุกบุกตลาด AFTA ขึ้นในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยจะเชิญนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธาน ภายในงานจะเน้นเรื่องการใช้ประโยชน์จากความตกลงต่าง ๆ ทั้งในกรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) ในกรอบการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และระดับทวิภาคีที่มีผลบังคับใช้แล้ว 6 ความตกลง ได้แก่ FTA อาเซียน-จีน, FTA ไทย-ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์, FTA ไทย-อินเดีย และ FTA ไทย-ญี่ปุ่น
โดยความตกลงเหล่านี้จะช่วยขยายการค้าได้เพิ่มมากขึ้น มีแหล่งวัตถุดิบหลากหลายและราคาถูก ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเลือกซื้อสินค้า ส่วนผู้ได้รับผลกระทบจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างไร ซึ่งเราหวังว่า ผลจากการใช้ AFTA และยุทธศาสตร์การค้าชายแดนจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าได้ถึง 1 ล้านล้านบาท ในปี 2555
- แต่กองทุน FTA โดนตัดงบฯ
ผมจะไปชี้แจงคณะกรรมาธิการด้านงบประมาณเร็ว ๆ นี้ โดยจะยืนยันวงเงิน 130 ล้านบาท ส่วนที่จะให้เปลี่ยนหลักเกณฑ์ การขอใช้งบฯกองทุน FTA เป็นเงินหรือ เป็นเครื่องไม้เครื่องมือนั้น ควรทำโปรเจ็กต์ใหม่ เช่น ทำเป็นโครงการเงินกู้ดอกเบี้ย ต่ำสำหรับผู้ประกอบการ โดยให้รัฐบาลเข้าไปช่วยชดเชยดอกเบี้ยให้ธนาคารจะ ดีกว่า ส่วนเราคงจะขอให้เป็นไปตามแบบเดิมที่ให้งบประมาณสนับสนุนการศึกษาวิจัย จัดทำโครงการต้นแบบ เพราะที่ผ่านมาก็สำเร็จไปหลายสินค้า เช่น ส้มแม่อาย ปลาน้ำจืด โคเนื้อ ตอนนี้มีโครงการที่รอของบฯกองทุน FTA ในปีหน้าอยู่ 250 ล้านบาท ในสินค้า เช่น ข้าว, ไวน์, ส้ม, สมุนไพร, หนังดิบ ซึ่งเรายังมีงบฯที่เหลือปี 2552 เพียง 30 ล้านบาท อาจจะพอให้ความช่วยเหลือได้ 3 โครงการ คือปลาน้ำจืด ปลาสลิด และส้มเท่านั้น
ส่วนแผนสำรอง ถ้ารัฐบาลไม่ให้งบฯกองทุน FTA ตามที่ขอไป ผมก็ไม่มีงานทำ รัฐบาลต้องตอบผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีเอง ว่าทำไมจึงไม่ให้การสนับสนุนกองทุนนี้

